เรื่องเด่น

India Insight ‘อิน’ กับอินเดีย

Published 1 เม.ย. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

Insight-India-scoop-Rabbit-Today-banner-1

ถ้าเปรียบเทียบกับแก้วน้ำ 1 ใบ ประเทศไทยคงเป็นแก้วน้ำแก้วเล็ก ที่บรรจุปลาได้ 1-2 ตัว

แต่ถ้าเปรียบแก้วน้ำ 1 ใบ กับ ‘ตลาดอินเดีย’ ตอนนี้คงเป็นไซส์แก้วน้ำที่ใหญ่พอจะมีพื้นที่ให้กับปลาเป็นฝูงเข้าไปดำผุดดำว่ายในแก้วน้ำใบนี้

ปัจจุบันอินเดีย คือ น่านน้ำสีครามที่เต็มไปด้วยโอกาสของนักลงทุนทั่วโลกแห่งใหม่ ที่ใครมองข้าม คงเป็นการเสียโอกาสอย่างมาก ทั้งในแง่ของการนำสินค้าและบริการเข้าไปขาย

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

…ตอนนี้ อายุเฉลี่ยของคนอินเดียอยู่ที่ 27.3 ปี และคนวัยนี้ยังอยู่ได้อีก 50-60 ปี

…เท่ากับพลังในการสร้างผลผลิตยังคงเพิ่มได้ต่อเนื่อง 

…ประชากรตอนนี้ประมาณ 1,300 ล้านคน และอีกไม่กี่ปี 2030 ประชากรจะแซงจีนที่ตอนนี้มี 1,400 ล้านคน

…แนวโน้มคนอินเดียส่วนใหญ่กำลังย้ายจากชนบทเข้าเมือง (Real Demand)

…เดิมครอบครัวอินเดียเป็นครอบครัวใหญ่ประมาณ 14 คน แต่ตอนนี้จะเริ่มแยกครอบครัวมากขึ้น 

…เหล่านี้จะทำให้เกิดการบริโภคสินค้าเกือบทุกประเภทจากชาวอินเดียแน่นอน

องค์ประกอบที่ว่ามา คือ สิ่งที่เราคงต้องเริ่ม ‘อิน’ กับ ‘อินเดีย’ ให้มากขึ้น

Insight India ‘อิน’ กับอินเดีย,สกู๊ป,Rabbit Today

ตอนนี้อินเดียใหญ่ขนาดไหน

อันที่จริงแล้วถ้าพูดถึงอินเดีย ส่วนใหญ่สิ่งแรกที่คนจะนึกถึง ก็คงจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างทัชมาฮาล หรือเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา

แต่ถ้าบอกว่าอินเดียเป็นประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลก หลายๆ คนอาจจะยังไม่เชื่อ

…ก่อนหน้านี้ Walmart บริษัทซูเปอร์มาร์เก็ตสัญชาติอเมริกันที่มีรายได้มากที่สุดในโลก ได้ประกาศซื้อ Flipkart ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำด้าน E-commerce ของอินเดีย ด้วยมูลค่าประมาณ 510,000 ล้านบาท…Walmart มองเห็นอะไรในอินเดีย 

…UNIQLO บริษัทเสื้อผ้าของญี่ปุ่นที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ประกาศจะเข้าไปเปิดสาขาแรกที่อินเดียอย่างเป็นทางการในปีหน้า…UNIQLO มองเห็นอะไรในอินเดีย 

ทำไมบริษัทชั้นนำของโลกหลายๆ บริษัทจึงหันหน้าเข้าไปลงทุนในประเทศอินเดีย และทำไมตอนนี้ทั่วโลกต้องเริ่มสนใจอินเดีย ก็คงสอดคล้องมาจากสิ่งที่กล่าวไปข้างต้น

หากมอง GDP ของประเทศอินเดียนับจากปี 2016 นั้นจะมีมูลค่าอยู่ที่ 72 ล้านล้านบาท ส่วนของไทยอยู่ที่ 14 ล้านล้านบาท

แปลว่าตอนนี้มูลค่าทางเศรษฐกิจของอินเดียมีขนาดใหญ่กว่าไทยถึง 5 เท่า และสูงเป็นลำดับที่ 3 ของโลก เป็นรองแค่สหรัฐอเมริกา และจีนเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงเรื่องขนาดของ GDP อาจจะยังไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดต่างชาติให้เข้ามาลงทุน เพราะลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นคนเข้าไปลงทุนแล้วเราเจอตลาดที่ใหญ่แล้วแต่ไม่มีการเติบโตก็คงจะไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไร

แต่สำหรับตลาดอินเดียตอนนี้ ‘ไม่ใช่แค่ใหญ่’ หากแต่ยังมีลักษณะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงอีกด้วย สังเกตได้จาก GDP ย้อนหลัง…

  • ปี 2015 อยู่ที่ 8.2%
  • ปี 2016 อยู่ที่ 7.1%
  • ปี 2017 อยู่ที่ 6.7% แต่ปลายปีแตะไปที่ 7.2

แน่นอนว่า ถ้าดูข้อมูลนี้ ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า เติบโตยังไง เพราะตัวเลขนี้เหมือนอินเดียจะมีอัตราการเติบโตที่ลดลง แต่ต้องบอกก่อนว่าการลดลงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะช่วงปี 2016 เป็นเพราะอินเดียได้มีการประกาศยกเลิกธนบัตรชนิด 500 และ 1,000 รูปี เพื่อปราบธุรกิจคอร์รัปชั่น ทำให้ในช่วงปลายปี 2016 จนถึงกลางปี 2017 การเติบโตจึงเกิดการชะลอตัวลงไปชั่วขณะ

แต่พอมาดูตัวเลขปลายปี 2017 โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายจะพบว่า GDP กลับมาอยู่ในระดับ 7.2% ขณะที่จีนทำได้เพียง 6.8% เท่านั้น

Insight India ‘อิน’ กับอินเดีย,สกู๊ป,Rabbit Today

ทุกการเติบโตมีเหตุและผล

ภาพของอินเดียตอนนี้ เหมือนก๊อบปี้การเติบโตของจีนในอดีต โดยปัจจัยหนึ่งมาจากเรื่องประชากร ซึ่งปัจจุบันประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP ตั้งแต่ปี 1989 จนถึงตอนนี้อยู่ที่ระดับ 9.63% ซึ่งในปี 1990 พบว่าค่าเฉลี่ยอายุของคนจีนอยู่ที่ 25 ปีเท่านั้น

ส่วนภาพของประชากรอินเดียตอนนี้มีจำนวนมากเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองแค่ประเทศจีนและค่าเฉลี่ยของอายุก็อยู่ที่แถวๆ 27 ปี

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าประเทศไหนมีจำนวนคนมาก และเป็นประชากรที่ส่วนใหญ่อายุยังน้อย จะทำให้มีโอกาสเติบโตทางเศรษฐกิจได้ง่าย

…แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้อินเดียเติบโต เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้ว อินเดียได้ออกนโยบาย Make in India ที่ลดเวลาการขอใบอนุญาตต่างๆ และมีหน่วยให้คำปรึกษาสำหรับผู้ที่สนใจเข้าไปลงทุนในประเทศอินเดีย พร้อมกับการปรับระบบการเก็บภาษีให้เท่ากันในทุกรัฐ

นโยบายนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะทำให้มีต่างชาติเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับตัวเลข GDP ในปี 2015 ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจนมาที่ 8.2% จากปี 2014 ที่อยู่ประมาณ 6%

Insight India ‘อิน’ กับอินเดีย,สกู๊ป,Rabbit Today

Tata Consultancy Services ประกอบธุรกิจให้บริการด้านที่ปรึกษา และให้บริการไอทีแก่องค์กรชั้นนำของโลก เช่น General Motors, Citigroup เป็นบริษัทที่ใหญ่สุดของอินเดียตอนนี้ ด้วยมูลค่าของบริษัทที่ 3 ล้านล้านบาท

อินเดียจะแซงสหรัฐอเมริกาในอนาคต

ทั้งนี้อนาคตของอินเดียถูกคาดการณ์ไว้อย่างน่าสนใจ โดยในปี 2025 GDP ของอินเดียจะโตอยู่ที่ประมาณ 7.72% ในขณะที่จีนจะหดตัวลงมาอยู่ที่ 4.41% เท่านั้น ขณะที่ปี 2050 อินเดียจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจแซงสหรัฐอเมริกาขึ้นเป็นอันดับที่ 2 ของโลก และมีมูลค่าเศรษฐกิจคิดเป็นสัดส่วนราว 15% ของเศรษฐกิจโลก

ถ้าเป็นไปตามคาดการณ์นี้ เราอาจจะได้เห็นอินเดียก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลกก็เป็นได้…

อย่างไรก็ตาม คงไม่ต้องมองไปถึงอนาคต เพราะตอนนี้อินเดียก็เริ่มเนื้อหอมอย่างมากแล้ว หลังแผนยุทธศาสตร์ New India หรือ ‘อินเดียใหม่’ ภายในปี ค.ศ.2022 ที่วาดขึ้นมาจะส่งเสริมให้อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจ 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี ค.ศ.2030 (อินเดียมีขนาดเศรษฐกิจ 2.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี ค.ศ.2018) 

เหตุผลหลัก เพราะกำลังบริโภคของชนชั้นกลาง ชุมชนเมือง และประชาชนที่มีอายุเฉลี่ยต่ำเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล การมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำธุรกิจ มีแรงงานฝีมือราคาต่ำ มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ดีในราคาประหยัด และมีกระบวนการทางกฎหมายที่ช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามสัญญาและคาดเดาได้ ซึ่งจะช่วยให้อินเดียมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น

อินเดียกำลังเดินหน้าไปสู่ความเป็นอินเดียใหม่อย่างเป็นรูปธรรม โอกาสที่แท้จริงในประเทศแห่งอนาคตนี้ จึงไม่ควรละเลย และประเทศไทยในหลายๆ ภาคส่วน ก็คงต้องจับทิศทางของอินเดียให้ไว ก่อนที่จะถูกธุรกิจชาติอื่นๆ แซงไปจนตามไม่ทัน…

Insight India ‘อิน’ กับอินเดีย,สกู๊ป,Rabbit Today

ทัวร์จีนหลบไป! ทัวร์อินเดียกำลังมา

  • คนอินเดียเกือบ 22 ล้านคนเดินทางไปต่างประเทศในปี 2560
  • องค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ (UNWTO) คาดการณ์ว่า อินเดียจะส่งออกนักท่องเที่ยวถึง 50 ล้านคนภายในปี 2563
  • ประเทศไทยคือหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยวอินเดียมากขึ้น สังเกตจากสายการบิน GoAir สายการบินต้นทุนต่ำชั้นนำของอินเดีย ที่เริ่มบุกแหล่งท่องเที่ยวภูเก็ต ด้วยการเปิดเที่ยวบินตรงจาก 2 เมือง คือ มุมไบและเดลี ประเทศอินเดีย สู่ภูเก็ต จำนวน 5 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

Insight India ‘อิน’ กับอินเดีย,สกู๊ป,Rabbit Today

1. คนอินเดียชอบของดีแต่ราคาถูก

ตอนนี้คนอินเดียเริ่มมีกำลังซื้อมากขึ้น และความต้องการสินค้าในประเทศก็เพิ่มขึ้นจำนวนมาก แต่สินค้าที่พวกเขาจะซื้อนั้นต้องถูก ดี และคุ้มค่าเท่านั้น

2. ศาสนา ความหลากหลายที่ต้องเรียนรู้ 

ความหลากหลายของศาสนา เช่น ศาสนาฮินดู ซิกข์ อิสลาม และพุทธ รวมถึงภาษาที่มีถึง 14 ภาษาทางการและ 100 ภาษาทั่วไป จะเป็นตัวกำหนดประเภทสินค้าที่จะเลือกเข้าไปทำตลาดด้วย

3. นวัตกรรมประหยัด

คนอินเดียมีสิ่งที่เรียกว่า ‘นวัตกรรมประหยัด’ แบบที่ใครก็คาดไม่ถึง เช่น การใช้พัดลม พวกเขาจะหากางเกงมาครอบไว้เพื่อปล่อยลมแยกเป็น 2 ทาง หรือพังช่องผนังด้านบนของห้องในบ้านเพื่อติดตั้งเครื่องปรับอากาศ 1 ตัวแทรกเข้าไปแล้วกระจายแอร์ออกไปยังทั้งสองห้อง 

4. อย่าดูถูกพฤติกรรมอินเดีย

แบรนด์เคลล็อก (Kellogg’s) แม้เป็นแบรนด์ดังขายดี แต่ก็ต้องมาตกม้าตายในอินเดีย หลังจากคอร์นเฟล็กส์ที่ต้องทานกับนมเย็นมาถูกจริตคนอินเดีย เพราะคนอินเดียชอบทานนมร้อน ปรากฏว่า พอคนอินเดียนำนมร้อนราดคอร์นเฟล็กส์ ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้คอร์นเฟล็กส์เปลี่ยนจากกรอบเป็นอ่อนยวบ หมดรสชาติ ยอดขายจึงตกในอินเดีย

Gimmick

  • เวลาคนอินเดียแต่งงานกัน ฝ่ายหญิงจะต้องเป็นคนให้สินสอดฝ่ายชาย และเป็นคนจ่ายค่าแต่งงานทั้งหมด
  • งานแต่งงานของอินเดียจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว ค่างานแต่งงานจะอยู่ที่ประมาณ 3 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาทสำหรับคนชั้นกลางในอินเดีย…

อ้างอิงข้อมูล: สภาธุรกิจ ไทย อินเดีย/ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี/ เพจลงทุนแมน