เรื่องเด่น

สานต่อ...ที่พ่อทำ

Published 11 ต.ค. 2018

By Rabbit Today

interview-issue87-scoops-Rabbit-Today-banner

นับเป็นเวลา 2 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสู่สวรรคาลัย ด้วยความเชื่อของพวกเราชาวไทยที่ว่า ทรงเป็นสมมติเทพ เมื่อถึงเวลาก็เสด็จฯ คืนสู่สรวงสวรรค์ แต่คำสอน พระบรมราโชวาท แนวพระราชดำริ และพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ยังคงอยู่เป็นแบบอย่าง และเป็นแนวทางให้พสกนิกรชาวไทยยึดถือและปฏิบัติตาม ตราบใดที่เราระลึกและปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ท่าน พระองค์ก็จะทรงอยู่กับเราเสมอ

“ผู้พันเบิร์ด” พันเอกวันชนะ สวัสดี

สานต่อ...ที่พ่อทำ,สกู๊ป,Rabbit Today

Q: วันที่ 13 ตุลาคม มีความหมายเป็นพิเศษอย่างไรสำหรับผู้พันเบิร์ด

A: สำหรับวันนี้ ถึงแม้หลายๆ คนจะบอกว่า พระองค์ท่านได้ทรงจากเราไปแล้ว แต่ตัวผมเองรู้สึกว่า พระองค์ท่านไม่ได้จากไปไหน ทรงอยู่แนบชิดกับเราเสมอ ขอให้เราได้ปฎิบัติตัวตามที่พระองค์ท่านทรงสอนไว้ เท่านี้พระองค์ท่านก็จะอยู่กับพวกเราตลอดไป 

เมื่อไหร่ก็ตามเมื่อถึงวันที่ 13 ตุลาคม จะทำให้เรารู้สึกเสมอว่า เราลืมพระองค์ท่านหรือเปล่า ถ้าเรายังไม่ลืมพระองค์ท่าน เราก็ควรดำเนินชีวิตตามที่พระองค์ท่านได้สอน เป็นการกระตุ้นเตือนเราว่า ใจเราเองต่างหาก ที่จะทำให้พระองค์ท่านจากไป หรืออยู่กับเรา

Q: จุดเริ่มต้นของความรัก และความจงรักภักดี ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

A: ตั้งแต่เด็กผมเคยชินกับการดูข่าวในพระราชสำนัก ได้เห็นพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านก็ซึมซับเข้ามา เห็นภาพพระองค์ท่านเสด็จฯ ไปเยี่ยมพสกนิกรในที่ต่างๆ ทรงเดินจนพระเสโทท่วมพระวรกาย เป็นภาพจำของคนไทย โดยเฉพาะภาพที่พระองค์ท่านประทับนั่งกับพื้น

ทุกภาพล้วนทำให้เรารู้สึกได้ว่า เราสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในความวิริยะอุตสาหะ และความตั้งใจของพระองค์ท่าน ที่จะนำมาซึ่งความสุขของพสกนิกร โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ถึงแม้พระองค์ท่านจะรับสั่งว่า เป็นหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ แต่การที่ทรงเป็นแบบอย่างในการทำหน้าที่ของตัวเอง ถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีแล้ว ก็ยังผลมาซึ่งความสำเร็จของผลที่ทำ

Q: ตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่สอนเล่าเรื่องในหลวงอย่างไรบ้าง

A: คุณพ่อ (พันเอกอรัญ สวัสดี) พูดอยู่ประโยคเดียว และจำจนถึงวันนี้ว่า ให้รักในหลวงมากกว่ารักพ่อ ประโยคนี้มีความหมายมาก การที่คุณพ่อพูดอย่างนี้แสดงว่า ท่านให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เหมือนปลูกฝังความจงรักภักดีให้เรามาตั้งแต่เด็ก

กระทั่งเป็นทหารถึงได้เข้าใจความหมายของคำว่า ‘ความจงรักภักดี’ ว่าหมายถึง การปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่ผืนแผ่นดินไทย เมื่อไหร่ก็ตามที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับคนไทย นั่นละ จะมาซึ่งความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง เวลาผมไหว้พระ ผมจะขอเสมอว่า ขอให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับคนไทยตลอดไป ให้พวกเรามีความเชื่อมั่น และศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์

Q: การที่คุณพ่อเป็นทหาร ทำให้ผู้พันเบิร์ดอยากเป็นทหารตามอย่างคุณพ่อหรือเปล่า

A: มีเหตุผล 2 ประการครับ ประการแรกคือ คุณพ่ออยากให้เป็นทหาร ประการที่ 2 คือ คนที่จบจากโรงเรียนนายร้อยฯ จะได้รับพระราชทานกระบี่จากในหลวง อันนี้เป็นมูลเหตุสำคัญ นอกเหนือจากปริญญาบัตรแล้ว ผมอยากรับพระราชทานกระบี่ เพราะ ‘กระบี่’ เป็นเหมือนคำมั่นสัญญาของทหารทุกนาย เหมือนได้รับการฝากภาระหน้าที่ของประเทศชาติผ่านกระบี่ที่พระองค์ท่านพระราชทานให้ กระบี่จึงเป็นสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นคำมั่นสัญญาที่ทหารทุกคนถวายให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ว่า เราจะปฎิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต นำมาซึ่งความผาสุกของประชาชน นำมาซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดิน

Q: คำสอนของพระองค์ท่านที่ผู้พันเบิร์ดน้อมนำมาปฎิบัติตาม

A: มีพระบรมราโชวาทหลายองค์มาก แต่มีองค์หนึ่งที่ผมยังยึดถือ และปฎิบัติถึงปัจจุบัน คือพระบรมราโชวาทที่พระราชทานให้กับทหารรักษาพระองค์ ในวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2544 ณ ลานพระราชวังดุสิต ความว่า ประเทศชาตินั้นประกอบด้วยผืนแผ่นดิน กับประชาชน การทำให้ประชาชนมีความสุขนั้น มิได้อยู่กับการที่ทหารใช้อุปกรณ์ สรรพกำลังแต่เพียงอย่างเดียว

หากแต่อยู่ที่ทหารจะต้องทำให้ผืนแผ่นดินนั้น มีความอุดมสมบูรณ์ และทำให้ประชาชนมีความสุข ทำให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า ผืนแผ่นดินนี้เป็นที่อยู่ที่อาศัย เป็นผืนแผ่นดินที่ประเสริฐสุด ที่ทุกคนจะต้องรักและหวงแหนไว้ ดังนั้น เมื่อเรายึดถือพระบรมราโชวาทองค์นี้ เราจะทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองพระราชประสงค์ ทหารทุกนายจะถือว่า พระบรมราโชวาทที่เกี่ยวข้องกับทหารคือ การสั่งการขององค์จอมทัพไทย เพราะในหลวงทุกพระองค์ทรงมีสถานะเป็นจอมทัพไทย เราจึงเหมือนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของพระองค์ท่านครับ

Q: ในฐานะประชาชน ผู้พันเบิร์ดน้อมนำพระราชดำรัสใดมาเป็นแบบอย่างในชีวิตประจำวัน

A: ความพอเพียง ความเพียร ความอดทน คือพระมหาชนก กว่าที่เราจะมีความเพียรต้องมีหลายองค์ประกอบ ไม่ว่าความอดทนทางกาย อดทนทางใจ หรือความมีเหตุผล เหล่านี้ทำให้เกิดความเพียร ดังนั้นถ้าเรายึดถือความเพียรเป็นหลัก เพียงเรื่องเดียวก็ครอบคลุมการดำเนินชีวิตแล้ว

ส่วนความพอเพียง ผมคิดว่า เหตุมาจากการที่โลกเราเปลี่ยนแปลงเร็ว บางครั้งทำให้เกิดปัญหา ซึ่งมาจากโลกาภิวัติที่นำเราในเรื่องของวัตถุ พระองค์ท่านจึงพระราชทานเรื่องความพอเพียง ถ้าเรายึดความพอเพียง ก็จะแก้ไขปัญหาทุกอย่างได้ ทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลกว่าพวกเรามาก

Q: ในโอกาสคล้ายวันสวรรคต 2 ปีที่พระองค์ท่านจากไป ในฐานะพสกนิกรของพระองค์ท่าน ผู้พันเบิร์ดยึดถือ หรือตั้งใจจะสานต่อสิ่งใดจากพระองค์ท่าน

A: ตั้งแต่วันที่พระองค์ท่านยังไม่สวรรคต...จนถึงวันนี้ สิ่งที่ผมยึดถือเสมอ มี 3 อย่างที่ผมต้องทำ หนึ่ง-ศึกษาเรียนรู้ในสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำในเชิงวิชาการ ในเชิงความรู้ สอง-เมื่อเราศึกษาดีแล้ว เราจะต้องนำเรื่องที่ศึกษาแล้วว่า เหมาะกับเรา นำมาทำให้เกิดผลจริง และสาม-เมื่อเกิดผลจริงแล้ว หน้าที่ที่สำคัญที่สุดคือ นำสิ่งเหล่านั้นมาถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังต่อไป หน้าที่ 3 อย่างนี้จะเป็นหน้าที่สำคัญ สำหรับประชาชนอย่างเราที่สามารถทำได้ และช่วยให้สิ่งที่พระองค์ท่านได้เพียรสร้างมาได้ส่งทอดไปสู่คนรุ่นหลังต่อไป

หมอก้อง-สรวิชญ์ สุบุญ

สานต่อ...ที่พ่อทำ,สกู๊ป,Rabbit Today

Q: จุดเปลี่ยนที่ทำให้ “รัก” ในหลวง รัชกาลที่ 9 อย่างสุดหัวใจ

A:  เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ผมจบจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ พระมงกุฎเกล้าฯ แล้วก็เข้ารับราชการ ซึ่งจะมีการออกหน่วยแพทย์บ่อยๆ แต่ครั้งนั้นบังเอิญผมได้เห็นตารางงานก่อน ผมก็เลือกเพชรบุรี เพราะใกล้ที่สุด วางแผนว่า ทำงานเสร็จแล้วก็จะไปไหนๆ ต่อ แต่ปรากฏว่า พอไปจริงๆ ที่นั่นเป็นเพชรบุรีที่อยู่ติดเขา ต้องเดินเท้า ลำบากมาก

คือสิ่งที่เจอกับสิ่งที่คิดมันตรงกันข้าม ของก็หนักพะรุงพะรัง คือเอาไปเยอะเอง ไม่มีใครบังคับ ก็หงุดหงิดพร้อมปะทุตลอดเวลา พอดีเจ้าหน้าที่ที่นั่นเข้ามาคุยด้วยว่า เส้นทางนี้ในหลวง รัชกาลที่ 9 พระองค์ท่านเคยเสด็จฯ มาเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เราก็นี่เราไปถึงอยู่ในสถานที่จริง ร่วมกับคำที่เจ้าหน้าที่บอก บนเส้นทางที่พระองค์ท่านเคยเสด็จฯ มาพัฒนา

ซึ่ง ณ วันที่เราไปเรายังรู้สึกว่า ไกล...เหนื่อย ลำบาก แต่ถ้าย้อนไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วดู คงหนักกว่านี้หลายเท่า เป็นภาพแฟลชแบ็กกลับมาเลยว่า สมัยเด็กๆ ที่เราดูข่าวในพระราชสำนัก ภาพที่เห็นคือ พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปทุกที่ ล้วนแต่ทุรกันดา เห็นว่าทรงลำบากมากแล้ว พอเรามาเอง ถึงได้รู้สึกเลยว่า ลำบากจริงๆครับ

Q: นั่นเป็นครั้งแรกที่หวนคิดว่า ที่ผ่านมาในหลวงทรงงานหนักเหลือเกิน

A: ครับ ก็เลยเกิดคำถามกับตัวเองว่า แล้วพระองค์ท่านทำอย่างนี้ทำไม ทำไมพระองค์ท่านต้องมาเหนื่อยขนาดนี้ ตอนนั้นผมอายุแค่ 25- 26 ยังเหนื่อยเลย แล้วพระองค์ท่านทรงมีอายุมากกว่าเรา ทรงประชวร และมีโรคประจำตัว แต่ทรงงานหนักทุกวัน พระองค์ท่านไม่จำเป็นต้องมาทำอะไรแบบนี้ก็ได้ เพราะอะไร เพราะทรงมีพระราชประสงค์ที่จะสัมผัสให้ถึงความทุกข์ยากของประชาชนที่ท่านทรงรักจริงๆ

ซึ่งเรามีโอกาสมากกว่าพระองค์ท่านตั้งเยอะ เราเจอคนไข้ทุกวัน ทุกคนที่มาหาผมคือ ลำบากทั้งนั้น ป่วยทั้งนั้น ผมก็นอนไม่หลับทั้งคืน สุดท้ายก็ตอบตัวเองว่า คงเป็นเพราะความรัก ความรักที่พระองค์ท่านมีต่อประชาชน ซึ่งเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่มาก ดีจนเราต้องยอมแพ้ ดีจนเราต้องหมอบราบคาบ

วันนั้นผมรู้สึกตัวเองเป็นคนไม่ดีเลย รู้สึกว่าผมหักหลังพระองค์ท่าน เพราะผมก็เป็นข้าราชการคนหนึ่ง ปากก็บอกว่า รักในหลวงมาตลอดแต่ทำงานไม่เต็มที่ ทำงานไม่ได้ถึงเศษเสี้ยวที่พระองค์ทรงทำ ก็เลยรู้สึกว่าต้องทำตัวให้ดีกว่านี้ เพราะเราขึ้นชื่อว่า เราเป็นข้าราชการ เป็นข้าของพระองค์ ก็เลยตั้งใจระลึกถึงพระองค์ท่าน แล้วบอกว่า ผมขอโอกาสแก้ตัว

Q: หลังจากที่ตั้งมั่นขอเป็นคนดี สิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ...

A: ไม่ดุคนไข้ครับ (ยิ้ม) คือพยายามเปลี่ยนตัวเอง แต่ก่อนผมเป็นคนดุมาก อีโก้สูงมาก เพราะฉันเป็นหมอ ก็ทำให้คิดได้ว่าถ้าเราเข้าใจคนไข้มากกว่าเดิม ผลการรักษาจะดีขึ้นนะ เพราะเราถึงตัวคนไข้ แล้วเข้าไปให้ถึงใจ เวลาเรารักษา อย่ารักษาแค่โรค คนไข้มาเป็นโรคจริง แต่สาเหตุของความเป็นโรคมันเยอะ

ผมพยายามจะรักคนไข้ให้ได้มากที่สุด ให้เหมือนกับที่พระองค์ท่านทรงรักประชาชน ความรักในที่นี้คือ พรหมวิหาร 4 ที่อยู่ในพระองค์ท่านทั้งหมด ผมขออนุญาตพูดเป็นคำรวมๆ ว่า ความรัก มันเป็นสิ่งที่มีพลัง เอาชนะได้ทุกอย่าง ความรักของพระองค์ท่านยิ่งใหญ่ขนาดที่ทำให้คนนิสัยไม่ดีอย่างผม เห็นความไม่ดีของตัวเอง

Q: นี่คือสิ่งที่หมอก้องนำพระองค์ท่านมาเป็นแบบอย่างในการทำงาน และดำเนินชีวิต

A: ครับ ถ้าใจเราเปิด ตาจะสว่าง และเห็นอะไรกว้างขึ้น จากที่ไม่เคยเป็นที่รักของคนไข้ก็เริ่มเป็น จริงๆ แล้วเราไม่ต้องการให้คนอื่นเห็นว่าเราดี แต่ที่เราเปลี่ยนเพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ดี เหมือนที่พระองค์ท่านทรงสอนเรื่องปิดทองหลังพระ พระองค์ท่านไม่เคยบอกให้ใครมาเห็นสิ่งที่พระองค์ท่านทำ ความดีที่พระองค์ท่านทำต่างหากที่มากระแทกใจเรา ทำให้เรายอมรับและยอมแพ้ต่อความดีของพระองค์ โดยที่ท่านไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ

Q: ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง สิ่งที่อยากสานต่อ เพื่อให้รู้สึกเสมอว่า พระองค์ท่านไม่ทรงจากไปไหน

A: สิ่งที่อยากทำคือ เมื่อปีที่แล้วผมได้ไปร่วมกับพี่ก้อง-ปิยะ ในโครงการก้าวเพื่อชีวิต ที่เดินจากหัวหินขึ้นมาที่ศิริราช เพื่อสมทบทุนบริจาคซื้อเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลศิริราช ปีนี้ผมคุยกับพี่ท้อป-ดารณีนุชว่า อยากทำอีก คือจะเดินจากกรุงเทพฯไปโคราช ไปจบที่โรงพยาบาลมหาราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลศูนย์ที่ขาดแคลน

คำว่าโรงพยาบาลศูนย์นี่ คนไข้จะเยอะมาก เราก็อยากจะมีส่วนช่วย บางทีตัวเงินอาจจะไม่ใช่คำตอบทั้งหมด กำลังใจต่างหาก และผมก็เชื่อว่า พลังใจเป็นสิ่งที่สูงค่า อย่างน้อยบุคลากรทางการแพทย์ ที่โรงพยาบาลมหาราช ก็จะมีกำลังใจกันมากขึ้น

Q: วันที่ 13 ตุลาคม มีความหมายเป็นพิเศษอย่างไรกับหมอก้องบ้าง

A: เป็นความจริงที่พวกเราต้องยอมรับว่า พระองค์ท่านทรงจากไป แต่เรากลับได้เรียนรู้สิ่งที่พระองค์ท่านทำมากขึ้น ขอให้ประชาชนคนไทยอย่ายอมแพ้ต่อการทำความดี ผมเชื่อว่า พระองค์ท่านยังทอดพระเนตรเราอยู่ด้วยสายตา และทรงเป็นห่วงเป็นใยตลอดเวลา ถ้าเราไม่อยากให้พระองค์ท่านทรงห่วงเรา เราต้องยืนได้ด้วยตัวเอง เราต้องช่วยกันทำบ้าน ที่พระองค์ท่านทรงพยายามสร้างให้เป็นบ้านที่มั่นคงให้ได้ 

ยามใดที่รู้สึกเหนื่อย และท้อใจ ทั้งผู้พันเบิร์ด และหมอก้อง ฝากบอกว่า ขอให้นึกถึงพระพักตร์ของพระองค์ท่าน และสิ่งที่พระองค์ท่านทำ เราจะรู้สึกทันทีว่า สิ่งที่เราทำนั้นยังไม่หนัก ไม่เหนื่อยเท่า ที่พระองค์ท่านทรงทำ  2 สิ่งนี้ จะทำให้เรามีกำลังใจ และมีพลังในการทำงาน และดำเนินชีวิตต่อไป ทั้งเพื่อตนเอง และเมืองไทยของเรา