เรื่องเด่น

จิตตาภา แจ่มปฐม ชีวิตขอลิขิตความสุข

Published 28 เม.ย. 2019

By ตติยา แก้วจันทร์

ja-jittapa-interview-scoop-Rabbit-Today-banner

วงการบันเทิงไทยผลิตละครน้ำดีหลากหลายแนวมาป้อนผู้ชม แต่หนึ่งในบรรดาละครที่มักกลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์มากที่สุดคือละครสะท้อนสังคม เปรียบเสมือนเพื่อนคนหนึ่งที่กล้าเดินมาสะกิดไหล่คุณให้หันกลับไปทบทวนปัญหารอบตัวที่เกิดขึ้น…

วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2’ หนึ่งในละครสะท้อนสังคมเรื่องล่าสุดที่เนื้อเรื่องกำลังเข้มข้นชวนติดตาม หยิบยกกรณีศึกษาปัญหาวัยรุ่นซึ่งเกิดขึ้นจริงๆ ในสังคมไทยมาตีแผ่และล้วงลึกถึงต้นตอ

สำหรับบทบาทที่ถูกจับตามองคือ ‘ครูทรายทิพย์’ นักจิตวิทยาผู้ก่อตั้งโครงการผูกสาแหรกขึ้นเพื่อดูแลเด็กนักเรียนที่มีปัญหา รับบทโดย ‘จ๊ะ-จิตตาภา แจ่มปฐม’ แน่นอนว่าเธอเป็นตัวละครที่แบกภาระและความหวังของโรงเรียนไว้ ทว่าในอีกแง่มุมหนึ่งทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้สะท้อนปัญหาวัยรุ่นและครอบครัวในสังคมไทย

Rabbit Today ชวนจ๊ะมาร่วมพูดคุยถึงมุมมองความคิดที่ตกผลึกจากการรับบทบาทดังกล่าว ทำให้เราได้รู้ว่าเธอเป็นสาว ‘นิยมความสมบูรณ์แบบ’ ที่มาพร้อมความหวังเล็กๆ ว่าละครเรื่องนี้จะมีส่วนในการเสริมสร้างทัศนคติและนำความเปลี่ยนแปลงทางความคิดบางอย่างมอบคืนแก่ผู้ชม

จิตตาภา แจ่มปฐม ชีวิตขอลิขิตความสุข,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ครูทรายทิพย์ถือเป็นตัวละครสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างมาก คิดว่าความยากของการรับบทนี้อยู่ที่ตรงไหน  

A: ยากทุกตรงค่ะ (ตอบทันที) เมื่อต้องเล่นเป็นตัวละครที่มีวิชาชีพจริงๆ โดยเฉพาะวิชาชีพที่เซนซิทีฟมากๆ อย่างนักจิตวิทยา ไม่มีคำว่าง่ายอยู่แล้วค่ะ การแสดงออกในเรื่องของบทพูด ทุกอย่างยากหมด บทยาวมาก ศัพท์เทคนิคเป็นทางการมากด้วย เราต้องปรับทุกอย่าง ต้องทำความเข้าใจชนิดให้มันทะลุปรุโปร่งก่อนเล่นทุกครั้ง วิธีเดียวที่จะทำให้พูดเป็นธรรมชาติโดยที่ยังฉะฉานอยู่ คือต้องเข้าใจตัวละครจริงๆ ก่อน เหมือนเราเอาตัวเองไปเรียนจิตวิทยาขั้นพื้นฐานไปในตัวเลยค่ะ

Q: หัวใจหลักที่ ‘วัยแสบสาแหรกขาด โครงการ 2’ ต้องการสื่อสารไปยังผู้ชมคืออะไร 

A: ละครเรื่องนี้เพื่อสังคม 100 เปอร์เซ็นต์เลยค่ะ ตั้งแต่ต้นจนจบ คนดูจะได้เห็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ละครพยายามจะบอกนั่นคือความเข้าใจ จ๊ะว่าทุกวันนี้เราฟังกันน้อยลง เราใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นใหญ่ ยังไม่ได้ฟังหรืออ่านอะไรให้ถึงแก่นจริงๆ ก็เอามาตัดสินกันแล้ว ปัญหาทั้ง 5 เคสในละครล้วนมีสาเหตุมาจากครอบครัวหย่าร้าง สถาบันหน่วยที่เล็กแต่สำคัญที่สุดคือครอบครัว ซึ่งยิ่งใหญ่มากในการสร้างเด็กสักคนให้โตขึ้นมาป็นคนที่ดี มีความสุข ไม่ทำร้ายหรือกลั่นแกล้งใคร พฤติกรรมของเด็กมาจากครอบครัวทั้งหมด ดูแล้วสะท้อนทุกคนค่ะ ผู้ปกครองเองจะได้หันมามองตัวเองว่าเรามีส่วนในการหล่อหลอมให้เด็กโตมาพร้อมกับปัญหาหรือเปล่า   

Q: หากพูดถึงระบบการศึกษาในบ้านเรา อะไรคือสิ่งที่คุณอยากเปลี่ยนแปลงมากที่สุด 

A: เราต้องทำให้เด็กมีความสุขในการไปโรงเรียนก่อนค่ะ แล้วความรู้สึกอยากเรียนจะตามมาเอง หลังจากนั้นจะต่อยอดได้ว่าเขาอยากโตขึ้นเป็นอะไร ทำอาชีพแบบไหน ระบบการเรียนที่ผ่านมาบางครั้งทำให้เราค้นหาตัวเองไม่เจอด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าต้องเรียนเพื่อให้ได้เกรดดีทุกวิชา เพื่อไปสอบ หรือเพื่อการแข่งขันเท่านั้น 

จิตตาภา แจ่มปฐม ชีวิตขอลิขิตความสุข,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ย้อนกลับไปช่วงวัยเรียนกันบ้าง คุณมีวีรกรรมแสบๆ ไหม

A: ถ้าตอนมหาวิทยาลัยไม่ค่อยแสบหรอก เพราะจ๊ะเข้าปี 1 เริ่มถ่ายละครเรื่องแรก แค่เรียนแล้วไปถ่ายละคร ตามงานให้ทัน สอบให้ได้ ไม่โดนอาจารย์หมายหัวก็ยากมากแล้ว แต่ถ้าตอนเป็นนักเรียน ม.ปลาย ก็มีบ้างนะ จ๊ะเรียนโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ เป็นประธานสีเหลืองอยู่ในหน่วยขยะ ต้องดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียนให้สะอาด เราชอบใช้ตำแหน่งนี้บอกคุณครูว่าหนูเป็นเวรที่ต้องดูแลโรงเรียนให้สะอาดค่ะ แต่ความจริงแอบไปอยู่ในหอประชุม ไปร้องเพลง เต้นระบำอยู่บนเวที แอบเข้าไปกับเพื่อน 3-4 คน เพื่อนเล่นเปียโน เราขึ้นไปเต้น ครูรับรู้แค่ว่าเรามีหน้าที่ดูแลความสะอาด อุ๊ย! พูดไปละ ครูน่าจะได้รู้ก็คราวนี้ (หัวเราะ) 

Q: วันนี้คุณกลายเป็นนักแสดงอาชีพที่ต้องรับบทครูนักจิตวิทยา มีปัญหาเรื่องไหนของนักเรียนที่สะท้อนตัวเองมากที่สุด

A: จ๊ะเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ค่ะ (ตอบทันที) แต่ไม่ได้รุนแรงนะ แตกต่างจากละครตรงที่ไม่มีใครกดดันจ๊ะทั้งนั้น ในละครยังมีครอบครัวและครูที่กดดัน เพราะครูทรายทิพย์เป็นความหวังของโรงเรียน แต่สำหรับตัวจ๊ะไม่มีเลย ที่บ้านชิลล์มาก พ่อแม่ไม่ได้เข้มงวดว่าต้องเรียนให้เก่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเอาความนิยมความสมบูรณ์นี้มาจากไหน มันเกิดขึ้นเอง ทุกอย่างต้องดี ต้องเรียนเก่ง กิจกรรมแน่นมาก แล้วเราก็ทำได้จริงๆ ตามที่หวังไว้ สุดท้ายมานั่งคิดทบทวนว่าทำไปเพื่ออะไรวะเนี่ย เหนื่อยก็เหนื่อย 

แม่จะคอยเบรกว่านี่แม่ไม่ได้ต้องการอะไรขนาดนี้ ไม่จำเป็นเลยนะ แต่เหมือนเราเป็นเอง โดยที่จ๊ะอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ เราไม่ได้อยากแข่งกับใคร แต่แข่งกับตัวเองนี่แหละ ชอบคิดว่า “เฮ้ย! คราวหน้าต้องดีกว่านี้นะ” ทั้งที่ความจริงคะแนนเต็ม 100 เราได้ 85 คะแนน เท่ากับได้เกรด 4 แล้ว แต่จ๊ะไม่เข้าใจว่าทำไมต้องอยากได้ 90 คะแนน 

 

เมื่อโตขึ้นอะไรหลายอย่างในชีวิตค่อยๆ สอนให้เราลดระดับความคาดหวังในตัวเองลง ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ เพราะการหาความสุขและความสมดุลในชีวิตให้เจอ น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า

 

Q: ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณคิดว่าสังคมไทยค่อนข้างให้ความสำคัญกับการตัดสินกันที่ผลคะแนนด้วยหรือเปล่า 

A: (นิ่งเงียบพักหนึ่ง) จริงๆ เป็นสิ่งที่จ๊ะเพิ่งคุยกับแม่เมื่อไม่นานนี้เองค่ะ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ตอน ป.1 เราไม่อยากเรียนแบบนี้เลย เพราะรู้สึกว่าตั้งแต่เข้าโรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัยเราทำทุกอย่างเป๊ะหมด คือทุกคนมองว่าจ๊ะทำได้ดี ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่จริงๆ แล้วจ๊ะมองว่าบางอย่างมันหายไปนะ ตอนเป็นเด็กเราควรได้สนุกมากกว่านี้ น่าจะได้ทำอย่างอื่นที่นอกเหนือจากการเรียนเต็มวัน กลับมานั่งทำการบ้านถึงเที่ยงคืน แพ็คกระเป๋าหนักๆ เพื่อจะไปเรียนใหม่ในวันรุ่งขึ้น อ่านหนังสือเพื่อทำข้อสอบให้ได้ หลายอย่างมันหายไปจริงๆ นะ จ๊ะไม่ได้ชอบระบบแบบนี้เลยค่ะ ถ้าต้องทำ ทำได้นะ แต่ถ้าให้เลือก…ก็ไม่เอา

Q: เหมือนคุณกำลังบอกว่าสิ่งที่หล่นหายไปคือ ‘ความสุข’

A: ใช่ เวลาเดินทางไปเมืองนอก บางทีได้ไปเห็นครูพาเด็กนักเรียนออกมานั่งเล่นปิกนิค นั่งคุยนอกห้องเรียน ดูเด็กๆ มีความสุขจัง ทำให้เราคิดว่า เออ…ช่วงเวลาแบบนั้นของเราหายไปไหนนะ จำได้ว่าไม่เคยมีเลย ตั้งแต่เล็กจนโตคือเรียนๆๆ นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เราโกหกครูเพื่อออกไปเต้นระบำรำฟ้อน (หัวเราะ)

จิตตาภา แจ่มปฐม ชีวิตขอลิขิตความสุข,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ทุกวันนี้ยังนิยมความสมบูรณ์แบบอยู่ไหม หรือเริ่มยืดหยุ่นมากขึ้นแล้ว

A: เป๊ะค่ะ เป๊ะ ยังมีความเพอร์เฟ็กต์อยู่ แต่เมื่อไรที่เตือนตัวเองได้จะบอกว่า “เออช่างเถอะ ช่างมัน ได้แค่นี้ก็ปล่อยวาง” หลังจากนั้นพอลืมก็เริ่มอีกละ คิดเสมอว่าต้องดีกว่านี้นะ ซึ่งนิสัยแบบนี้เป็นจุดที่ไม่ดีเลยสำหรับการเป็นนักแสดงอาชีพในช่วงแรกของจ๊ะ เพราะมัวแต่ไปพะวงกับการทำให้ตัวเองเล่นละครให้ดีที่สุด บางทีเรากดดันตัวเองมากเกินไป

สมัยที่เล่นละคร 2 เรื่องแรก ‘เรือนรักเรือนทาส’ กับ ‘สวัสดีคุณครู’ เราหน้าใหม่มาก รายล้อมไปด้วยนักแสดงรุ่นใหญ่ ทำให้เราลั้นลา คนดูชมว่าเราเล่นเป็นธรรมชาติมากๆ แต่เมื่อเริ่มขึ้นมาเป็นนักแสดงหลัก จะกดดันตัวเองทันที ต้องเล่นให้ได้แบบพี่คนนั้นนะ ต้องออกมาดีสิ ความคิดแบบนี้ทำให้สิ่งที่เราเคยเล่นมาหายไปหมด กลายเป็นเกร็งแทนค่ะ แต่เมื่อโตขึ้นอะไรหลายอย่างในชีวิตค่อยๆ สอนให้เราลดระดับความคาดหวังในตัวเองลง ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ เพราะการหาความสุขและความสมดุลในชีวิตให้เจอ น่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า

Q: มีวิธีรับมือกับความรู้สึกผิดหวังที่เกิดขึ้นอย่างไร

A: โอ้ยจริงๆ ตอนนั้นร้องไห้เลยแหละ ตัวตนจริงๆ จ๊ะเป็นคนเซนซิทีฟมาก และไม่ได้มีปัญหากับซีนอารมณ์ในละครเลยนะ ถ้าอ่านบทแล้วรู้สึกจริงๆ ไม่ต้องเขียนว่าร้องไห้ จ๊ะก็ร้องของจ๊ะเอง แต่พอไปเกร็งมากๆ น้ำตาหายไปไหนหมดวะ กลายเป็นซีนที่ต้องมีน้ำตา แต่เราไปกดดันตัวเองผิดจุดไปหมด น้ำตามาแบบต้องเค้น ทำให้ถ่ายซีนนั้นเสร็จช้า

จ๊ะออกไปนั่งร้องไห้ข้างนอกเพราะผิดหวังกับตัวเอง “อะไรวะ แค่นี้ทำไมทำไม่ได้” จนกระทั่งเพื่อนร่วมงานโดยเฉพาะรุ่นใหญ่ สอนให้เราค่อยๆ ลดระดับตัวเองลง เหมือนทุกคนบอกว่าเธอไม่ต้องทำงานเอาโล่นะ เขาจ้าง 10 ก็เล่น 10 ไม่ต้องทุ่มเทอะไรขนาดนั้น ไม่ต้องหวังว่าเราจะได้รางวัล ทำงานให้มีความสุขก็พอ

Q: วันนี้อยากบอกอะไรกับผู้หญิงที่นิยมความสมบูรณ์แบบคนนั้น

A: อยากบอกว่าให้ทำสิ่งที่มีความสุขเถอะ แป๊ปเดียวก็แก่แล้ว เรามัวไปนั่งทำอะไรอยู่ แต่ตอนนี้พูดได้ไง เพราะผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นวัยเรียนมาแล้ว จู่ๆ กระโดดมาอายุ 30 กว่า จ๊ะคิดว่าเราควรใช้ชีวิตให้สนุก ใช้ชีวิตให้เต็มที่ในแบบที่ถูกต้องและไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใครก็พอแล้วค่ะ (ยิ้ม)

วันนี้เธอยืนยันแล้วว่าเมื่อไรก็ตามที่ชีวิตเปิดโอกาสให้เลือก…จะขอเลือก ‘ความสุข’ ก่อนเสมอ