เรื่องเด่น

นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล - พลอยยุคล โรจนกตัญญู Love Me Love Myself

Published 31 มี.ค. 2019

By ตติยา แก้วจันทร์

Jo-Ployyukol-and-Mewnich-BNK48-Interview-scoop-Rabbit-Today-banner

หากพูดถึง ‘ผี’ ในความทรงจำวัยเด็ก เชื่อว่า ‘ผีกระสือ’ ต้องติดอันดับท็อปลิสต์ความน่าผวาในใจของใครหลายคน สำหรับซัมเมอร์นี้ตำนานและความเชื่อในอดีตถูกนำกลับมาเล่าขานใหม่อีกครั้ง

ใช่แล้ว, เรากำลังพูดถึง ‘SisterS กระสือสยาม’ ภาพยนตร์ไทยแอ๊กชั่นระทึกขวัญ ที่หยิบยกตำนานผีกระสือขึ้นมาตีความใหม่ในฉบับที่ไม่ซ้ำใคร เล่าเรื่องราวความผูกพันระหว่างพี่น้องที่มีปมในใจ นำแสดงโดย 2 นักแสดงวัยรุ่น ‘โจ้-พลอยยุคล โรจนกตัญญู’ จากผลงานภาพยนตร์กึ่งสารคดีเรื่อง BKKY และ ‘มิวนิค-นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล’ หรือมิวนิค BNK48 ไอดอลคนเก่งขวัญใจหนุ่มๆ ทั้งประเทศ

จากเด็กสาววัยรุ่นธรรมดาที่วิ่งไล่ตามความฝัน พร้อมพิสูจน์ความสามารถของตนเองอย่างไม่ลดละ ในวันนี้ทั้ง 2 คนก้าวออกมายืนท่ามกลางแสงสปอตไลต์ในฐานะนักแสดงนำของภาพยนตร์ที่กำลังถูกจับตามองอยู่ในขณะนี้ 

Rabbit Today มีโอกาสชวนโจ้และมิวนิคมาพูดคุยถึงผลงานการแสดงครั้งล่าสุด ท่ามกลางบรรยากาศน่ารักและเป็นกันเอง พลัง ความฝัน และความสดใสร่าเริงสื่อออกมาผ่านแววตาและรอยยิ้มของทั้งคู่

“เล่นหนังผี…แต่น่ารัก” เสียงจากทีมงานคนหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อนเริ่มการสัมภาษณ์…

นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล พลอยยุคล โรจนกตัญญู Love Me Love Myself,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: เมื่อพูดถึง ‘กระสือ’ ภาพจำแรกที่โผล่เข้ามาในหัวเป็นอย่างไร

โจ้: กระสือต้องลอย ถอดหัวได้ เป็นผู้หญิงผมยาวๆ

มิวนิค: หนูนึกถึงผีที่มีไส้ห้อย มีแสงวับๆ

Q: ผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุด ‘กระสือสยาม’ มีความแตกต่างจากภาพจำนั้นไหม หรือมีมิติใหม่ที่น่าสนใจมากขึ้นหรือเปล่า

โจ้: มีแน่นอนค่ะ เพราะกระสือสยามไม่ได้มาแค่ตัวเดี่ยวๆ แต่มันจะมาเป็นเผ่าพันธุ์ เชื่อว่าทุกคนต้องไม่เคยเห็นกระสือเวอร์ชั่นนี้มาก่อน เพราะถูกนำมาตีความใหม่ค่ะ สะท้อนให้เห็นว่าไม่ใช่แค่คนนะที่ต้องปรับตัวตามเจเนอเรชั่นที่เปลี่ยนแปลงไป แม้กระทั่งกระสือเองก็ต้องปรับตัวเพื่อให้เผ่าพันธุ์อยู่รอด

Q: คำถามเบสิกที่นักแสดงหนังผีทุกคนต้องตอบ…ปกติเป็นคนกลัวผีไหม

มิวนิค: กลัวค่ะ (รีบตอบทันที)

โจ้: น้องมิวนิคกลัวมากกว่าหนูค่ะ เพราะตอนถ่ายทำหนูไปเข้าห้องน้ำคนเดียวได้ (เสียงมิวนิคแทรกขึ้นมา “หนูไปไม่ได้ ฮือ”) แต่น้องไปไม่ได้จริงๆ ต้องมีคนตามประกบ อาจจะเป็นเพราะโลเกชั่นถ่ายทำค่อนข้างเปลี่ยว คิวถ่ายก็เป็นช่วงกลางคืน

มิวนิค: ห้องน้ำมืดค่ะ มันน่ากลัว 

Q: กลัวแล้วทำไมจึงกล้าตัดสินใจรับเล่นเรื่องนี้

มิวนิค: คือหนูคิดว่าความกลัวมันไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการแสดงขนาดนั้นนะคะ ที่สำคัญคือในกองมีคนเยอะ มีพี่ทีมงานหลายคน คงไม่ใช่หนูคนเดียวที่กลัวผี เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหาค่ะ

Q: ระหว่างถ่ายทำเคยเจอเหตุการณ์แปลกๆ หรือประสบการณ์ขนหัวลุกบ้างไหม

โจ้: เราไม่มีเซ้นส์กันทั้งคู่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีแล้ว แต่ก่อนมาถ่ายทำหนูเสิร์ชกูเกิลดูนะ พบว่าโลเกชั่นหนึ่งเคยมีกองถ่ายมาถ่ายทำมิวสิกวิดีโอแล้วเห็นเงาตะคุ่มๆ หน้าบันได ซึ่งตอนแสดงเราต้องปีนบันไดขึ้นไปที่ชั้น 3 และชั้น 4 ด้วย

มิวนิค: แต่หนูไม่เจออะไรนะ

โจ้: ไม่เจอดีแล้วค่ะ ต่างคนต่างอยู่เนอะ

มีหลายครั้งที่หลายๆ คน ไม่ใช่แค่หนูคนเดียวในวงที่พยายามเปลี่ยนเพื่อให้ถูกใจแฟนคลับ แต่เราก็คุมสิ่งนั้นไม่ได้นานค่ะ ผลสุดท้ายเราต้องเหนื่อยกับสิ่งที่มันไม่ใช่เราและต้องกลับมาเป็นในสิ่งที่เราเป็นอยู่ดี” - มิวนิค BNK48

Q: คาแร็กเตอร์ของตัวละครที่ได้รับบทมีความใกล้เคียงกับชีวิตจริงของทั้ง 2 คน มากน้อยแค่ไหน

โจ้: มีทั้งส่วนที่เหมือนและไม่เหมือนค่ะ เพราะตัวละคร ‘วีณา’ พี่สาวเป็นนักสู้ ซึ่งตัวจริงเราก็เป็นคนที่กล้าคิดกล้าแสดงออก กล้าพูดว่าอันนี้เราชอบนะ อันนี้ไม่เห็นด้วย คือบางทีหนูเป็นคนพูดตรงจนเกินไป สมัยเรียนเคยมีฉายาว่า ‘โจ้เด็กก้าวร้าว’ ด้วยนะ ได้มาตอนรับน้อง (หัวเราะ) แต่พอมาเข้าคาแร็กเตอร์วีณาก็ต้องปรับจูนบ้างนิดหน่อย แต่จะยากก็ตรงสกิลต่างๆ ที่ชีวิตจริงเราไม่ได้ทำมากกว่า เช่น การฟันดาบ ร่ายมนตร์ ซึ่งต้องทำการบ้านเพิ่มค่ะ

มิวนิค: คาแร็กเตอร์ของหนูค่อนข้างคล้ายกับตัวจริงนะคะ เพราะในเรื่องน้องสาวอย่าง ‘โมรา’ จะไม่ใช่คนที่พร้อมออกไปสู้คนอะไรขนาดนั้น ส่วนเรื่องสุขภาพก็คล้ายค่ะ เพราะหนูเป็นคนที่ป่วยบ่อย เลยเข้าใจอารมณ์ของตัวละครที่จู่ๆ ก็วูบไป โอ้โห! ใช่หนูเลย แต่จริงๆ ก็ไม่ได้หนักถึงขั้นนั้นนะคะ หนูคิดว่าที่ผู้กำกับฯ พี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว เลือกเรา 2 คนมาแสดง เพราะมีคาแร็กเตอร์ที่ค่อนข้างจูนติดกับตัวละคร

Q: บอกได้ไหมฉากไหนที่ประทับใจมากที่สุด

มิวนิค: หนูต้องจับตัวน้องกบ กบจริงๆ นี่แหละค่ะ ไม่มีซีจี ปากโดนกบจริงๆ เลยด้วย (หัวเราะ) นอกจากนี้จะมีฉากนองเลือด หนูต้องลงไปในบ่อเลือด ซึ่งความจริงแล้วเป็นน้ำแดงและน้ำเชื่อมค่ะ น้ำแดงเข้าจมูกจนหนูสำลัก อยากให้ติดตามฉากนี้กันนะคะ เพราะเป็นฉากที่ประทับใจและกินพลังมากที่สุดในเรื่องเลยค่ะ

โจ้: หนูชอบทุกฉากที่ได้เข้าซีนกับน้องมิวนิค เพราะน้องเป็นคนที่เล่นเต็มทุกซีน ไม่ว่าจะเป็นฉากดราม่า กอดกัน คือน้องน้ำตาไหลมาเต็มทุกซีนเลย

Q: พักเรื่องน่ากลัวหลังกองถ่าย อยากรู้ว่าพอจะมีอะไรที่ทำให้คุณหัวใจละลายได้บ้าง

มิวนิค: ขนม…มมม (ยิ้มตาปิด) ขนมหวาน ชอบมากเลยค่ะ

โจ้: อะไรดีนะ จะตอบผู้ชายก็ดูแย่ไปหน่อย (หัวเราะ) คงไปเที่ยวมั้งคะ หนูชอบไปท่องเที่ยว เวลาเห็นวิวสวยๆ ใจมันกระชุ่มกระชวย รู้สึกเหมือนได้เยียวยาตัวเอง

Q: ตัวละครในภาพยนตร์จะพบความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่ออายุ 16 ปี อยากรู้ว่าคุณเคยผ่านช่วงเวลาที่รู้สึกเช่นนั้นบ้างหรือไม่

โจ้: ถ้าหมายถึง Coming of Age หนูคิดว่าตัวเองกำลังเผชิญอยู่เลยค่ะ เพราะเพิ่งเรียนจบ รู้สึกเคว้งคว้างมาก ไม่รู้ว่าชอบอะไร หรือจะทำงานอะไรดี ซึ่งตอนนี้ก็เป็นฟรีแลนซ์อยู่ค่ะ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเหมือนกัน

มิวนิค: หนูยังไม่ถึงขั้นชีวิตพลิกไปเลย แต่ก็ผ่านจุดเปลี่ยนหลายอย่างแล้วเหมือนกัน ทั้งการตัดสินใจเล่นหนังเรื่องนี้ ซึ่งรับเล่นไว้ก่อนเข้าเป็นสมาชิก BNK48 ส่วนการตัดสินใจเข้า BNK48 ก็ถือว่าเปลี่ยนชีวิตมากเหมือนกันค่ะ เพราะไม่คิดว่าจะมาไกลถึงขนาดนี้ ที่สำคัญตอนนี้หนูกำลังจะเริ่มต้นเข้ามหาวิทยาลัยด้วย น่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนค่ะ

Q: พูดถึงความสัมพันธ์แบบพี่น้องในชีวิตจริงกันบ้าง ทั้งคู่มีพี่น้องไหม

โจ้: มีค่ะ ในเรื่องหนูเล่นเป็นพี่สาว แต่ในชีวิตจริงหนูมีพี่น้อง 4 คน และหนูเป็นน้องเล็กสุด

มิวนิค: หนูรับบทเป็นน้องคนเล็ก แต่ในชีวิตจริงเป็นพี่สาวคนโตค่ะ ด้วยความที่เป็นพี่คนโต มักมีคนบอกว่าบุคลิกหนูค่อนข้างนิ่ง ถ้าคนอื่นไม่ชวนคุย หนูอาจไม่กล้าเข้าไปทักใครก่อน การมาเล่นหนังเรื่องนี้ถ้าพี่โจ้ไม่เข้ามาชวนคุย หนูคงนั่งนิ่งคนเดียวของหนูแบบนั้น

โจ้: หนูเป็นคนคุยเก่ง เป็นฝ่ายเข้าหาน้องก่อนมากกว่า ไม่รู้ว่าน้องมิวนิครำคาญหรือเปล่า

นันท์นภัส เลิศนามเชิดสกุล พลอยยุคล โรจนกตัญญู Love Me Love Myself,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: แล้วในวง BNK48 ล่ะ มิวนิคสนิทกับใครมากที่สุด

มิวนิค: หนูสนิทกับฟ้อนด์ และแบมบูค่ะ เพราะเราเคยเจอกันในงานแสดงบ้าง อีกทั้งเข้า BNK48 พร้อมกัน อายุก็ใกล้เคียงกัน ทำให้จูนกันง่ายค่ะ

Q: การเป็นไอดอลและนักแสดงมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

มิวนิค: หนูถ่ายทำเรื่องนี้จบก่อนเข้า BNK48 ช่วงนั้นเลยไม่มีปัญหาอะไร แต่ตอนนี้อาจมีกระแสข่าวเรื่องฟีดแบ็กบ้าง เพราะมีคนตั้งคำถามว่า บทบาทที่หนูได้รับมันแรงเกินไปหรือเปล่า แต่หนูคิดว่าคนที่รักหนูเขาจะเข้าใจได้เอง หนูอยากให้แฟนคลับเข้าใจเหมือนกันว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังคือการแสดง มันไม่ใช่ชีวิตจริงค่ะ และหากเขาจะอิน หนูก็รู้สึกโอเคนะ เพราะนั่นหมายความว่าหนูเล่นออกมาได้ดี (ยิ้ม)

Q: การกลายร่างเป็นกระสือในภาพยนตร์อาจเปรียบเหมือนการสูญเสียตัวตน แล้วในชีวิตจริงคุณมีวิธีรักษาความเป็นตัวเองในฐานะวัยรุ่นคนหนึ่งอย่างไร

มิวนิค: พอถึงจุดหนึ่งเราจะรู้เองว่าสิ่งไหนคือตัวเรา และสิ่งไหนไม่ใช่ เพราะว่ามีหลายครั้งที่หลายๆ คน ไม่ใช่แค่หนูคนเดียวในวงที่พยายามเปลี่ยนเพื่อให้ถูกใจแฟนคลับ แต่เราก็คุมสิ่งนั้นไม่ได้นานค่ะ ผลสุดท้ายเราต้องเหนื่อยกับสิ่งที่มันไม่ใช่เรา เอาง่ายๆ คือเราจะรู้สึกปลอมตลอดเวลา และต้องกลับมาเป็นในสิ่งที่เราเป็นอยู่ดี แฟนคลับเขาจะรักในสิ่งที่เราเป็นค่ะ อาจมีสิ่งที่ปรับเปลี่ยนไปบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าพลิกเลย แค่ปรับจูนเพื่อให้ทุกอย่างมาเจอกันตรงกลาง เราครึ่งทาง เขาครึ่งทาง ถือว่าโอเค (ยิ้ม)

โจ้: หนูมองว่าเรื่องกาลเทศะเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเราจะเป็นตัวเองในทุกที่ก็ไม่ใช่ แต่ก่อนหนูจะมีความเป็นตัวของตัวเองมาก บางทีเวลาให้สัมภาษณ์สื่อ หนูเคยเผลอหลุดพูดแม่-ง ออกไปบ้าง ก็รู้ตัวว่าไม่ควร พยายามปรับอยู่ค่ะ เพราะถ้าเรารักที่จะทำอาชีพตรงนี้ ก็ควรมีกาลเทศะ มีมารยาท แต่ก็ไม่สูญเสียตัวตนค่ะ

Q: เราจะสามารถเจอมิวนิคและโจ้ได้บ่อยที่สุด ณ BTS สถานีไหนบ้าง

โจ้: สถานีสยาม บางหว้า ทองหล่อ เอกมัย เยอะเนอะ

มิวนิค: พร้อมพงษ์ อโศก สยาม ประมาณนั้นค่ะ แต่พร้อมพงษ์อาจจะบ่อยหน่อย เพราะเป็นสถานที่ทำงาน ต้องไปตู้ปลาที่เอ็มควอเทียร์บ่อยๆ

Q: สุดท้ายนี้หากเปรียบการทำงานในวงการบันเทิงเป็น ‘การเดินทาง’ คิดว่าคุณกำลังโดยสารด้วยยานพาหนะใด

โจ้: ขอตอบก่อนเดี๋ยวซ้ำ คงเหมือนเดินทางด้วยรถไฟค่ะ เพราะว่าไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ไป และไปตามราง ถึงช้าหน่อยแต่ชัวร์ (ปรบมือพร้อมพูดว่า “เฮ้ย! ตอบดีว่ะ”)

มิวนิค: หนูคงไม่มียานพาหนะ เพราะเส้นทางนี้เรามาได้ด้วยขาของเราเอง (เสียงโจ้แทรกเข้ามา “โอ้โห” มิวนิคหันไปถามกลับ “ตอบดีกว่าป่ะ”) หนูคิดว่าทางที่เดินอยู่คือบันได มันยากและก็สูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าการขึ้นบันไดจะเหนื่อยหน่อย แต่ทำให้เรามองเห็นอะไรได้กว้างไกลขึ้นค่ะ

แม้เส้นทางยังอีกยาวไกลและจุดหมายยังเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ แต่อย่างน้อยในวันนี้ทั้งคู่มั่นใจว่ากำลังมุ่งไปข้างหน้าด้วยเรี่ยวแรงของตนเอง