เรื่องเด่น

คุยข่าวรสจัด...จั๊ด-ธีมะ กาญจนไพริน

Published 2 ต.ค. 2018

By Rabbit Today

Jud-Thema-Kanchanapairin-scoops-Rabbit-Today-banner

‘แซ่บไม่มีซอฟต์’ น่าจะเป็นนิยามสไตล์การทำงานของพิธีกรข่าวรสจัด ‘จั๊ด-ธีมะ กาญจนไพริน’ ซึ่งนาทีนี้ หากใครที่อยากดูข่าวแซ่บๆ โดนๆ เห็นทีคงต้องกดรีโมตทีวีมาที่ช่อง ONE 31

แต่ในความหวือหวาของการทำหน้าที่เล่าข่าว ใช่ว่าจะปรุงเฉพาะพริกกะปิน้ำปลาเพียงเพื่อให้ได้เนื้อหาที่เมามันเท่านั้น ในมุมกลับกัน, ข่าวที่เขาเล่า มี ‘มุมมอง’ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชมเสมอ 

Rabbit Today ตามไปสนทนากับพิธีกรข่าวรสจัด เพื่อสัมผัสกับวิธีคิด ตลอดจนมุมมองในการทำหน้าที่เล่าข่าวของเขา อะไรคือความลงตัว และเขามองการทำหน้าที่สื่อของเมืองไทยในวันนี้เป็นอย่างไร...

Q: อย่างที่เราเห็นในจอทีวี ด้วยสไตล์การคุยข่าวแบบถึงลูกถึงคนของคุณ ทำให้คุณมีศัตรูเยอะไหม

A: (หัวเราะ) ผมว่าเยอะพอสมควร แต่ไม่ค่อยปรากฏตัวมากนัก แต่ผมก็เข้าใจนะ เพราะการเป็นสื่อมวลชน เวลาจะพูดอะไรที่เป็นสิ่งไม่ดี มันมักจะไปขัดผลประโยชน์กับคนบางกลุ่มอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา ผมก็ใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้หวาดระแวงอะไร (หัวเราะ) เราถือว่าเราทำตามหน้าที่ของเรา อยู่บนพื้นฐานของความจริง (ยิ้ม)

Q: โจทย์ยากในการเข้ามาเป็นพิธีกรข่าวช่อง ONE 31 ของคุณคืออะไร

A: เป็นเรื่องการปรับตัวในการนำเสนอข่าวครับ เพราะเมื่อก่อนผมเป็นพิธีกรข่าวแนวฮาร์ดทอล์ก ฮาร์ดนิวส์ แต่พอมาอยู่ในสถานีที่แมสขึ้น เราจะมาเป็นเราแบบเดิมๆ ก็คงไม่ได้ มันจึงมาลงตัวที่การหามุมมองใหม่ๆ ในการนำเสนอข่าว คือต้องสร้างสีสัน แต่ไม่ไร้สาระ สมมติมีข่าวทอมตีผู้หญิง มองเผินๆ มันก็คือข่าวทำร้ายร่างกายกันธรรมดา แต่สิ่งที่ผมใส่เพิ่มเติมลงไปในการนำเสนอข่าวคือ เมื่อพบเห็นการทำร้ายร่างกาย ถ้าไม่เข้าไปช่วย คุณมีความผิดนะ นี่คือข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้เลย หรือการถ่ายคลิปเพื่อเป็นหลักฐาน คุณสามารถถ่ายได้ แต่ต้องห้ามทำการตัดต่อ เพราะถ้าตัดต่อเมื่อไร เข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทันที เรื่องราวเหล่านี้บางทีคนไม่เคยรู้ เราก็พยายามใส่ข้อมูลลงไปเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนดูมากขึ้น

Q: คุณกำลังจะบอกว่า การเล่าข่าวของคุณคือ ทำของธรรมดาๆ ให้ดูพิเศษขึ้น อะไรทำนองนี้

A: ผมมีคติการทำงานที่ว่า ถ้าเรื่องยาก คุณต้องเล่าให้ง่าย แต่ถ้าเรื่องง่ายก็ต้องมีมุมให้คิดต่อ สมมติเป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายการเลือกตั้ง แน่นอนว่ามันมีความซับซ้อนอยู่ในระดับหนึ่ง อะไรที่ไส้ในดูยาก เราก็ต้องย่อยให้ออกมาง่ายที่สุด แต่ในมุมกลับกัน เรื่องบางเรื่องเบาโหวงเลย เราก็ต้องพยายามหามุมคิดให้กับข่าว ไม่ใช่เล่าไปขำไป เสร็จแล้วก็จบ แบบนี้ไม่ใช่ผมแน่ นี่คุณกำลังเล่าข่าวอยู่นะ ถ้าจะเอาขำอย่างเดียว งั้นคุณต้องไปทำซิตคอม (ยิ้ม)

คุยข่าวรสจัด...จั๊ด-ธีมะ กาญจนไพริน,สกู๊ป,Rabbit Today

Q: ความท้าทายในการทำงานสื่อของคุณในวันนี้คืออะไร

A: คุณต้องทำเรื่องที่สำนักข่าวอื่นเขาไม่กล้าพูด แต่คุณเอามาพูด แต่คุณต้องห่อมาในรูปแบบใหม่ ผมยกตัวอย่างเหมือนช็อกโกแลต M&M ข้างนอกคุณอาจเคลือบมาด้วยสีสันน่ารับประทานอย่างไรก็ได้ แต่พอกัดเข้าไปข้างในมันต้องเจอช็อกโกแลต หรือมันต้องเจอของดีที่เราซ่อนไว้ เมื่อก่อนผมเคยอยู่ช่องทีวีทางการเมือง เราอยากพูดอะไร เราไม่ต้องห่อเลย เราพูดออกไปตรงๆ เพราะธรรมชาติของช่องเป็นอย่างนั้น แต่พอมาอยู่ทีวีดิจิทัล ผู้คนมีความหลากหลายมากกว่า เราก็ต้องมีชั้นเชิงในการเล่า รวมถึงมีศิลปะในการทำข่าวมากขึ้น

Q: ผู้ชมคาดหวังกับการเล่าข่าวแบบมีสีสันของคุณ แต่โดยธรรมชาติของข่าวก็ต้องตั้งอยู่บนความน่าเชื่อถือ จุดนี้ต้องหาความสมดุลอย่างไร

A: มีอยู่ช่วงหนึ่ง บ.ก.ที่ดูแลฝ่ายข่าวเรียกผมเข้าไปคุย บอกว่า จั๊ด…ตอนนี้วิธีการนำเสนอข่าวของคุณกำลังได้นะ แต่คุณต้องอย่าผิดแกน เราต้องเอาเนื้อหาข่าวเป็นตัวตั้ง แล้วอะไรที่เป็นสีสันเราค่อยเติมเข้าไป หรือถ้าบางวันมันไม่มีอะไรให้เล่นจริงๆ ก็อย่าไปเค้น รายงานไปตามปกติ เพราะอะไรที่พยายามเค้นมากๆ มันจะไม่เวิร์ก แต่ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าจะเลือกข่าวแบบไหนมาพูด คุณต้องรู้จริง ต่อให้ข่าวนั้นจะเล่าแบบโจ๊กแค่ไหนก็ตาม แต่ถ้าใครมาถามข้อมูลเชิงลึกกับข่าวนั้น คุณต้องตอบได้ 

Q: ทุกวันนี้สื่อแข่งขันกันในเรื่องความเร็ว จนบางครั้งขาดเรื่องความถูกต้องของข้อมูล คุณมองอย่างไรกับเรื่องนี้

A: เราไม่ควรให้ความเร็วเอาชนะความจริงนะครับ แต่ผมก็เข้าใจในสภาพการณ์ของวงการทีวีดิจิทัลในปัจจุบัน คือก้อนเงินโฆษณาเท่าเดิม แต่ส่วนแบ่งขนมเค้กมากขึ้น เป็นธรรมดาที่ทุกช่องจะต้องพยายามช่วงชิงเรตติ้งให้ได้มากที่สุด ผมเชื่อว่าสื่อมวลชนทุกคนไม่ได้อยากทำข่าวเร็วจนไม่ได้เช็ก หรือแม้แต่ไม่ได้อยากทำแต่ข่าวที่มีสีสัน แต่สาเหตุที่ต้องทำเพราะเราต้องการเรตติ้ง คุณเชื่อผมเถอะ ถ้าสถานีช่องไหนก็ตาม ทำข่าวแบบรายงานข่าวตามหน้าที่ คุณจะไม่มีเรตติ้งแน่นอน 

ผมยกตัวอย่างแบบนี้ ช่วงที่มีข่าวเด็กติดถ้ำ 13 ชีวิต ถ้าจำกันได้ ทางศูนย์ ศอร. จะออกแถลงการณ์แค่วันละ 3 ครั้ง ถามว่า ถ้าสำนักข่าวไหนรอรายงานข่าวแค่เพียงเท่านี้ รับรองไม่มีใครรอดูข่าวช่องคุณแน่ เพราะฉะนั้น มันจึงต้องมีการทำเพิ่ม เราจึงได้เห็นบรรดานักข่าวที่ต้องพยายามเค้นเอาประเด็นข่าวออกมาให้ได้ภายในระยะเวลาอันจำกัด ซึ่งต้องเร็ว และต้องจริงด้วย ถ้าใครทำได้ ผมถือว่าตอบโจทย์ทั้งคนดู และตอบโจทย์ทั้งการเป็นสื่อมวลชนที่ดี 

คุยข่าวรสจัด...จั๊ด-ธีมะ กาญจนไพริน,สกู๊ป,Rabbit Today

Q: สื่อในอุดมคติของคุณต้องเป็นอย่างไร

A: ต้องสามารถพูดอะไรก็ได้ แต่เป็นการพูดที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายนัก (ยิ้ม) ในแต่ละประเทศจะมีเงื่อนไขแตกต่างกันไป แต่เอาเป็นว่าเราต้องนำเสนอให้เหมือนช็อกโกแลต M&M ข้างนอกจะมีสีสวยอย่างไร แต่ข้างในต้องไม่เบาหวิว คุณต้องได้ความเป็นสารประโยชน์ คุณจะไปเปลี่ยนรสนิยมของคนดูไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ เราต้องเปลี่ยนตัวเอง เอาของเหล่านั้นมาห่อใหม่ ห่ออย่างไรก็ได้ สุดแท้แต่สไตล์ของใครของมัน แต่ทำให้มันดูเป็นเรื่องเบาๆ ย่อยง่าย นี่คือสื่อในอุดมคติแบบไทยๆ สำหรับผม

Q: ในฐานะที่เป็นสื่อ อยากบอกอะไรเพื่อให้สังคมไทยที่เป็นอยู่ดีขึ้น

A: ถ้าเราลดการเห็นผิดเป็นชอบลงได้ สังคมเราจะเจริญงอกงามขึ้นอีกเยอะ นี่คือปัญหาของสังคมไทยในวันนี้ แล้วที่ตลกร้ายก็คือ เราเห็นผิดเป็นชอบแบบ 2 เลเวลด้วย แบบแรกคือประเภทรู้ตัวด้วยว่าตัวเองผิด แต่ก็ไม่สนใจ ฉันก็ยังทำผิดต่อไป กับอีกประเภทคือ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองผิด ประเภทนี้ยังพอจะช่วยๆ บอกกันได้ แต่ประเภทแรกนี่อันตรายมาก 

เอาแค่เรื่องง่ายๆ เรื่องกฎหมายลหุโทษอย่างกฎหมายจราจร เราไม่สามารถบังคับใช้กับคนไทยได้เลย คุณไปดูแยกอโศก-เพชรฯ จนถึงแยกอโศก-สุขุมวิท เอาตอนนี้เลย ผมท้าเลยว่า คุณจะต้องเจอคนฝ่าไฟแดงมากกว่าร้อยคันใน 10 นาที นี่คือเรื่องจริง แล้วผมไม่โทษตำรวจด้วยนะ เขาจะไปจับอะไรไหว ฝ่าไฟแดงนาทีละเกือบ 30 คัน นี่คือความจริงอันโหดร้าย และเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดของเมืองไทยในมุมมองความคิดของผม 

เราไม่สามารถทำให้คนเคารพกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ได้ คุณลองสังเกตสิ ทำไมการรณรงค์ต่างๆ ในประเทศไทยส่วนใหญ่ถึงล้มเหลว เพราะการณรงค์เหล่านี้ทำให้ชีวิตเราลำบากขึ้น เอาง่ายๆ แค่การแยกขยะ เราจะเกิดคำถามขึ้นมาทันที ทำไมต้องแยก แยกไปเดี๋ยวรถขยะก็เก็บไปรวมกันอยู่ดี คือเราสามารถหาตรรกะมารองรับความคิดของเราได้อยู่เสมอ ผมว่าถ้าสังคมจะรอดได้ โดยที่ไม่ย่ำอยู่กับที่ เราต้องเสียสละความสะดวกสบายบางอย่างบ้าง 

หรือถ้าเราอยากทำอะไรตามใจเรามากๆ ให้ไปทำที่ห้องตัวเอง หรือบ้านตัวเอง จะเละเทะอะไรแค่ไหน แล้วแต่คุณเลย แต่ฉับพลันที่คุณก้าวออกมาใช้ชีวิตร่วมกับสังคมที่มีคนอื่นรวมอยู่ด้วย คุณต้องเคารพกติกา ซึ่งผมเชื่อว่าถ้าเราทำได้ สังคมไทยจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะ