เรื่องเด่น

กระทิง - เรืองโรจน์ พูนผล คลื่นความคิด พลิกประเทศ

Published 31 ม.ค. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

krating-poonphol-scoops-Rabbit-Today-banner
สมัยเด็กๆ ผมชอบอ่านโดราเอม่อนมาก แล้วก็ตั้งข้อสังเกตเสมอว่าตัวละครแบบ ‘โนบิตะ’ ยังทำอะไรได้ตั้งเยอะ แล้วทำไมเราจะทำบ้างไม่ได้ อาจจะสำเร็จบ้าง ล้มเหลวบ้าง ก็ไม่เป็นไร เพราะประสบการณ์จากความล้มเหลว
มักจะมอบคุณค่าแก่อนาคตเสมอ

ฝันของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มพูดกันแบบปริปากกว้างขึ้นว่าอยากเป็น ‘สตาร์ตอัป’ (Startup) จะไม่เกิดขึ้น ถ้าหากวันนี้ประเทศไทยไม่มีรันเวย์ของระบบนิเวศนี้อย่างเป็นรูปเป็นร่าง

คนที่ทำให้รันเวย์แห่งนี้เกิด เป็นผู้ชายบ้าพลัง ที่ให้เวลากับการนอนแค่ 4 ชั่วโมงต่อวัน ชอบใช้ชีวิตคลุกฝุ่นอยู่กับคนรุ่นใหม่ที่มีฝัน และพร้อมวางตัวเองเป็นสะพานให้ฝันนั้นๆ เปลี่ยนเป็นพลังพลิกประเทศ

เรากำลังพูดถึง ‘กระทิง’ เรืองโรจน์ พูนผล ไอคอนของสตาร์ตอัปเมืองไทย ที่ได้รับการยอมรับจากสื่อระดับอาเซียนแห่งสิงคโปร์อย่าง e27 ให้เป็น Godfather แห่งวงการสตาร์ตอัปไทย

จากช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ในตำแหน่งอดีตผู้บริหาร Google และชีวิตกว่า 7 ปี ในซิลิคอนวัลเลย์ ดินแดนแห่งความฝันของผู้ประกอบการยุคใหม่ เขาทิ้งอนาคตตรงนั้น กลับมาบ้านเกิดเพื่อปลุกปั้นวงการสตาร์ตอัปไทย ภายใต้แก่นคิดเดียวที่ว่า “อะไรที่ไม่มี ก็ทำมันขึ้นมาสิ”

วันนี้ประเทศไทยเริ่มเห็นทางสว่างของสตาร์ตอัปชัดขึ้น และเป็นช่วงที่กระทิงรู้สึกคุ้มค่าเหลือเกินที่กลับมาไทย

Q: เท่าที่ทราบชีวิตของคุณดูจะประสบความสำเร็จมาก ทั้งเป็นหัวกะทิใน Google และได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีอย่าง Silicon Valley แล้วอยู่ดีๆ กลับมาเมืองไทยทำไม

A: เพราะผมเชื่อใน Passion ของตัวเองที่ว่า ‘ถ้าเราเห็นว่าอะไรที่มันไม่มีและควรมี’ และผมรู้ดีว่าการมีแนวคิดแบบสตาร์ตอัปจะเปลี่ยนเศรษฐกิจและประเทศไทยได้ เหมือนกับที่สหรัฐอเมริกาทำได้จากกลุ่มคนในซิลิคอนวัลเลย์ ผมจึงมีความตั้งใจว่าช่วงชีวิตที่เหลืออยากจะเป็นคนที่เติมเต็มจุดนั้น และปี 2011 คือจุดสตาร์ตของผมกับวงการสตาร์ตอัปไทย

Q: Startup คืออะไรในมุมของคุณ

A: สตาร์ตอัปเป็นแนวคิดที่ให้ความอิสระในการคิดหรือสร้างสรรค์โมเดลธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นแนวธุรกิจที่สร้างแรงบันดาลใจแก่คนที่มีความฝัน แต่ไม่ใช่ธุรกิจที่ใครจะหวังมารวยทางลัด เพราะชีวิตของสตาร์ตอัปไม่มีคำว่าสโลว์ไลฟ์ แต่ถ้าทำได้ดีและสำเร็จจะนำไปขยายผล ทำซ้ำ และสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

กระทิง - เรืองโรจน์ พูนผล คลื่นความคิด พลิกประเทศ,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: เล่าให้ฟังถึงบทบาทของคุณในช่วงตั้งไข่วงการสตาร์ตอัปไทยได้ไหม

A: หากนับจากวันแรกเมื่อปี 2011 และเริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2012 ตอนนี้ก็ผ่านมา 6 ปีแล้ว ถ้ามองในเชิงของการนำแนวคิดแบบสตาร์ตอัปมาใช้ ก็จะเห็นกันมากขึ้น โดยเฉพาะกับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ในบ้านเรา (แทบทุกอุตสาหกรรม) เพื่อนำมายกระดับธุรกิจให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ แต่ประเทศจะไปต่อได้จำเป็นต้องพัฒนาธุรกิจทุกขนาด ซึ่งนั่นหมายถึง SME และสตาร์ตอัปด้วย

แต่ส่วนที่เป็นสตาร์ตอัปในช่วงนั้นยังมีน้อย ผมจึงเริ่มด้วยการเปิดโรงเรียนบ่มเพาะสตาร์ตอัปขึ้นมาในชื่อ Disrupt University เท่านั้นยังไม่พอ สตาร์ตอัปเป็นธุรกิจที่ต้องการเงินทุน ผมจึงเป็นหัวแรงตั้งหน่วยงานเร่งเครื่องผู้ประกอบการและได้รับการสนับสนุนจาก DTAC ในชื่อ DTAC Accelerate จากนั้นผมก็เปิดกองทุนขึ้นมาเอง โดยดึงเม็ดเงินจากกลุ่มทุนในซิลิคอนวัลเลย์ในชื่อ 500TukTuks ลงทุนในสตาร์ตอัปไปแล้ว 51 บริษัท และก็เพิ่งได้เงินกอง 2 มาเพิ่มเพื่อดันสตาร์ตอัปไทยที่ยังไม่สามารถระดมทุนได้เกินกว่าหลัก 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้ทะลุทะลวงไปได้

Q: เม็ดเงินสตาร์ตอัปในไทยตอนนี้อยู่ที่เท่าไร

A: ถ้ามองเงินลงทุนจาก VC (Venture Capital) ในเมืองไทยตอนนี้ ก็ประมาณ 200-300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากวันแรกแค่ 2 ล้านเหรียญ แต่ถ้ามูลค่าของธุรกิจสตาร์ตอัปในไทยตอนนี้ก็ก้าวสู่หลักหลายพันล้านเหรียญแล้ว เพราะแค่ 500TukTuks โครงการเดียวก็สามารถผลิตสตาร์ตอัปได้มีมูลค่ารวมหลักพันล้านเหรียญเข้าไปแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่า 200-300 ล้านเหรียญที่ว่านี้ยังไม่ได้เยอะมาก เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น GRAB (มาเลเซีย) หรือล่าสุดกับ Go-JEK (อินโดนีเซีย) ที่ได้รับทุนเพิ่มอีกกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ แค่รายเดียว แต่นั่นก็เพียงพอที่จะอธิบายว่าธุรกิจสตาร์ตอัปคือธุรกิจที่มีอนาคตและนักลงทุนพร้อมที่จะลงทุนแค่ไหน

Q: เท่าที่ทราบ สตาร์ตอัปก็ดูเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง

A: ใช่ครับ ผมจึงพูดบ่อยๆ ว่าคนจะเป็นสตาร์ตอัปได้ต้องพกพา Passion ต้องพกพาความฝันและความเชื่ออย่างหนาแน่น แต่ส่วนตัวผมมักจะนิยามสตาร์ตอัปว่าเป็นคนบ้าเลยนะ แต่บ้าที่ว่านี้ คือ บ้าที่ฉันคิดเปลี่ยนแปลงโลก และคนที่จะคิดแบบนี้ได้ ต้องไม่ใช้เหตุผลทางธุรกิจและหลักสถิติมาเป็นตัวตั้ง เพราะจะรู้ทันทีว่าทำลงไปแล้วมันเสี่ยง 

วงจรชีวิตของ Startup

  • 99% ตาย
  • 43% ตายทันทีหลังจากผ่านไป 18 เดือน 
  • 1% สตาร์ตอัปที่มีโอกาสรอดและเดินต่อไปได้จนถึงขั้นระดมทุนมหาศาล
  • 0.8% ของสตาร์ตอัปเท่านั้นที่จะได้สัมผัสคำว่า ‘Unicorn’ 

Q: ฟังดูเสี่ยงและยาก แต่ยังมีคนอยากทำ

A: ต้องบอกก่อนว่า ถ้าคนที่เข้าใจสตาร์ตอัปจริงๆ เขาจะมีความเข้าใจในธรรมชาติของความขัดแย้ง เช่น ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัปรู้ว่ามันเสี่ยง แต่อยากทำ เพราะถ้าไม่ทำ ไม่แก้ปัญหานี้ ไม่เปลี่ยนแปลง เขาจะรู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่มีคุณค่า อย่างสตาร์ตอัปหลายๆ รายที่ผมรู้จัก บางคนทำมาหลายปี เหนื่อยมากๆ แต่ก็ยังไม่ผลิดอกออกผล แต่เขาก็ทำต่อไป ค่อยๆ เรียนรู้ ทำแล้วก็ปรับ ปรับแล้วก็ปรับอีก ทำบ่อยๆ หลายครั้ง แต่ก็ไม่ท้อ ฉะนั้นคุณต้องมีความเชื่ออย่างมากว่าต่อให้มีความเสี่ยงมหาศาล ก็ต้องทำ ส่วนโอกาสในเรื่องรายได้ มันจะมาเองในจังหวะที่ถูกต้อง เหมือนกับ GRAB ที่ใครจะคิดว่ากล้ากระโดดเข้ามาในวันที่ UBER รุ่งโรจน์ แต่นั่นเพราะเขาทำงานหนัก มองเห็นโอกาส และจัดการมันได้อย่างหมดจด เขาจึงมีวันนี้

Q: สรุปอยากเป็นสตาร์ตอัป อย่าหวังแค่รวย แต่ต้องมีใจและอึดอดทน

A: นั่นคือหัวใจของสตาร์ตอัป ต้องอึด ทนรับการเปลี่ยนแปลงได้ และขอแถมอีกเรื่องคือต้องมีสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดที่เก่งมากๆ เพราะบางทีคุณอาจเจอสถานการณ์สุดหิน เช่น ทำสินค้าตัวหนึ่งอยู่ จับตลาด B2C อยู่ดีๆ ก็ต้องปรับเป็น B2B เพราะทำไปแล้วตลาดมันไม่ใช่ อะไรแบบนี้ แถมตัวผู้บริหารต้องเก่งด้วย เพราะทุกอย่างมันต้องใช้เงิน ยิ่งเงินจากนักลงทุนด้วย ต้องบริหารให้ดี มันเป็นสิ่งที่ยากมากๆ 

กระทิง - เรืองโรจน์ พูนผล คลื่นความคิด พลิกประเทศ,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ผ่านสตาร์ตอัปมาเยอะ มีสูตรที่จะทำให้สตาร์ตอัปหน้าใหม่ๆ ที่ก้าวเข้ามาในเวทีนี้ไม่พังบ้างไหม

A: ทุกสตาร์ตอัปต้องเจอความเสี่ยง และปัญหาของสตาร์ตอัปมันไม่ได้เรียงลำดับแบบหนึ่งสองสาม ผมทำได้แค่สอนวิธีคิดและวิธีการจัดการปัญหาพื้นฐานได้ เพื่อให้เขาไม่เจอกับดักทางธุรกิจ และช่วยเขาเชื่อมต่อไปกับเน็ตเวิร์กและคอมมูนิตี้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ข้อดีของวงการนี้คือเราเริ่มมาด้วยกันตั้งแต่ปี 2012 ทุกคนในระบบนิเวศนี้จะช่วยเหลือกันแบบน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า

Q: แสดงว่าสตาร์ตอัปรุ่นใหม่น่าจะเดินในเส้นทางที่ราบเรียบขึ้นกว่าแต่ก่อน

A: พูดแบบนั้นก็ได้ เพราะสิ่งที่กลุ่มรุ่นบุกเบิกทำ มันมีกรณีศึกษาที่กรองความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง และส่วนไหนที่ประสบความสำเร็จ ก็จะเป็นรันเวย์ที่ทำให้สตาร์ตอัปรุ่นใหม่ๆ สามารถเดินต่อไปได้ง่าย เช่น ความสำเร็จของรุ่นพี่จากการขายธุรกิจหรือเข้าตลาดหุ้นได้ (Exit) ก็จะนำเม็ดเงินมาสร้างสตาร์ตอัปใหม่ๆ หรือผันตัวเองไปเป็นนักลงทุน เพื่อเกื้อหนุนวงจรนี้ให้แข็งแรง แบบพี่ช่วยน้อง น้องช่วยน้องเล็ก อะไรแบบนี้ และตอนนี้สตาร์ตอัปไทยกำลังอยู่ในเวฟแรกของความสำเร็จแบบที่ซิลิคอนวัลเลย์ผ่านมาแล้ว

Q: ข้ามเรื่องนี้ไม่ได้ ตอนนี้ทั่วโลกพูดกันถึง Deep Tech ประเทศไทยอยู่ตรงไหนของเวทีนี้

A: ถ้าจะพูดถึง Deep Tech ที่เริ่มคุ้นเคย เราคงนึกถึง AI บ้าง Blockchain บ้าง และรวมถึงเทคโนโลยีเกี่ยวกับ Genomics หรือวิทยาการพันธุศาสตร์ ซึ่งจะเป็นรากฐานประเทศที่จะทำให้นำไปต่อยอดกับทุกๆ เทคโนโลยีด้านอื่นๆ ได้หมด และสามารถเปลี่ยนประเทศได้ แต่ประเด็นคือเทคโนโลยีเหล่านี้ มันต้องเกิดขึ้นบนความต้องการของคนจริงๆ ด้วย และแค่คิดว่าอยากจะทำ ก็คงทำไม่ได้ง่ายๆ อย่างในไทยเอง ตอนนี้ผมอยากแนะให้นำ Deep Tech ที่มีอยู่มาปรับใช้กับอุตสาหกรรมในส่วนต่างๆ ของบ้านเราจะดีกว่า 

Q: ทำไมถึงบอกว่า เราคิด Deep Tech เองไม่ได้

A: ผมไม่ได้บอกว่าเราคิดเองไม่ได้นะ เพียงแต่วันนี้ทุกๆ Deep Tech เช่น AI มันมีการคิดและจดสิทธิบัตรไว้หมดแล้ว ถ้าคุณจะสร้างแข่ง นั่นหมายถึงคุณต้องเจ๋งกว่า USA หรือ China ซึ่งมันเหนื่อยมาก แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไม่คิดสร้าง Deep Tech ของตัวเอง หากแต่เราต้อง Deep ในสิ่งที่ประเทศไทยเรามี เช่น เอาบล็อกเชนมากับ AI และ Machine Learning มาใช้กับ Logistics กับ Delivery ก่อนไหม หลังจากนั้นก็ค่อยทะลุทะลวงเรื่อง Deep Tech โดยให้ความสำคัญกับการศึกษางานวิจัยและเปลี่ยนระบบการเรียนรู้ก่อน ต้องสอนให้คนไทยคิดเป็น และมีทักษะในการสร้างองค์ความรู้ได้เอง

Q: แต่สักวันหนึ่ง เราต้องพัฒนา Deep Tech เป็นของตัวเอง

A: นั่นคือเป้าหมาย ซึ่งก่อนอื่นมันต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาในประเทศให้คนไทยคิดเป็นก่อน คิดเป็นหมายถึงอะไร คิดเป็นหมายถึงต้องสร้างองค์ความรู้ขึ้นมาได้เอง ซึ่งมันมาจากการศึกษาและทำวิจัยอย่างหนัก แต่ตอนนี้บ้านเราสามารถ Deep ในจุดแข็งของประเทศอย่างเรื่องอาหาร หรือทำ Food Tech ได้ เพราะมีงานวิจัยในไทยให้ค้นคว้าเยอะมาก และตอนนี้ภาครัฐก็เปิดตัวโครงการ Food Innopolis เพื่อสนับสนุนการสร้าง Food Tech ด้วยอีก ฉะนั้นเราเน้นตรงนี้ก่อน จากนั้นค่อยขยับไปในเรื่องของ Medicine/ Health และ Agriculture ต่อไป แบบนี้ผมว่าเราทำ Deep Tech เป็นของตัวเองได้ในระยะอันใกล้

กระทิง - เรืองโรจน์ พูนผล คลื่นความคิด พลิกประเทศ,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ต้องมีสตาร์ตอัปสักแค่ไหนถึงจะเปลี่ยนประเทศได้

A: ถ้าถามประสบการณ์ของผม ขอให้มีธุรกิจที่มีมูลค่าประมาณสัก 400 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สัก 10 ตัว ไม่ต้องไปถึงระดับ Unicorn ก็ได้ รับรองประเทศไทยเปลี่ยนแน่นอน

Q: เปลี่ยนที่ว่านี่จะเป็นลักษณะไหน

A: สิ่งแรกคือนักลงทุนจะวิ่งเข้ามาหาและนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศเรา เพราะเห็นแล้วว่าสตาร์ตอัปไทยทำแล้วเกิดจริง และเมื่อเงินทุนไหลเข้ามา ธุรกิจสตาร์ตอัปก็จะเร่งเครื่องตัวเองได้ สามารถสร้างตลาดงานใหม่ขึ้นอย่างคึกคัก อย่าง 500TukTuks เอง เราทำกับสตาร์ตอัปไปแล้ว 51 ราย ช่วยให้สตาร์ตอัปสามารถระดมทุนในรอบถัดไปได้รวมเกือบ 7,000 ล้านบาท รวมทั้งช่วยสร้างการจ้างงานเกือบ 10,000 ตำแหน่ง นี่แค่จากกองทุนเราแค่กองเดียวเท่านั้น ฉะนั้นถ้าระบบนิเวศนี้ใหญ่ขึ้น ไอเดียสตาร์ตอัปหลั่งไหลเข้ามาต่อเนื่อง และทำได้สำเร็จ เราจะเปลี่ยนประเทศได้ทันที

Q: พอใจกับ Today ของคุณแค่ไหน

A: ทุกวันนี้ผมจะทำทุกอย่างให้เกินความสามารถของผมตลอด ดังนั้น ทุกวันผมจะทำดีเฉยๆ ไม่ได้ แต่ต้องทำให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ผมพยายามขยายขอบเขตของงานให้เกินความสามารถของตัวเองเสมอ เพราะเราจะได้เก่งขึ้น นั่นคือ Good Day คือวันที่เราตื่นขึ้นมาแล้วจะต้องเจอกับปัญหาที่ตัวฉันเมื่อวานแก้ไม่ได้

ส่วน Bad Day คือวันนี้เราตื่นขึ้นมาโคตรชิลล์ แม้ปัญหาในวันนี้หรือเมื่อวานจะแก้ไม่ได้ ก็ชิลล์ แบบนั้นจะกลายเป็น Bad Day ของผม 

ผมจึงรู้สึกว่าทุกวันต้องเป็น Good Day โดยเฉพาะโลกยุคใหม่ที่มีสึนามิในการเปลี่ยนแปลงเต็มไปหมด ทุกวันเราต้องพร้อมโต้คลื่นสึนามิ เพื่อที่รอเจอคลื่นถัดไป มันคือการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เพราะนี่คือบริบทของโลกวันนี้ และผมว่านี่คือสิ่งที่คนอยากเป็นสตาร์ตอัปควรมีด้วย

บทบาท

  • ผู้จัดการกองทุน 500TukTuks 
  • ที่ปรึกษา CEO ธนาคารกสิกรไทย 
  • ผู้ก่อตั้ง Disrupt Technology Venture 
  • ผู้ริเริ่มโครงการเร่งเครื่องผู้ประกอบการ Accelerate ของ DTAC
  • ผู้ก่อตั้งโรงเรียนบ่มเพาะผู้ประกอบการ Startup ในเมืองไทยที่ชื่อว่า ‘Disrupt University’ 

Inspiration

ในวันหนึ่งที่กลางสนามโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม เด็กชายเรืองโรจน์ พูนผล ในวัย 11 ปี ได้ระดมเงินจากเพื่อนๆ มาทำจรวดจากกระบอกน้ำที่อัดด้วยโซดา เพื่อยิงขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ จรวดลูกนั้นพุ่งขึ้นไปได้ประมาณ 200 เมตร ก็ร่วงหล่นลงมา พร้อมเสียงหัวเราะจากเพื่อนๆ รอบข้าง แม้จะไม่สำเร็จ แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นให้เรืองโรจน์ ‘สนุก’ และ ‘คัน’ ที่จะทำในสิ่งที่ ‘อยากทำ’ และ ‘ต้องทำ’ โดยไม่เกรงกลัวต่อความล้มเหลว