เรื่องเด่น

ลงทุนแมน ไม่ต้องรู้หรอกว่า ‘ผม’ เป็นใคร

Published 18 เม.ย. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

Longtunman-interview-scoop-Rabbit-Today-banner

 

เรื่องธุรกิจและการลงทุน อาจเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่ถ้าทำให้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย จะเกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านได้อย่างมาก เพราะเรื่องธุรกิจและการลงทุน อยู่ล้อมรอบตัวคุณทุกคน

 

ใต้หมวก ‘ดาฟต์พังก์’ (Daft Punk) สัญลักษณ์ที่โดดเด่นของ Thomas Bangalter และ Guy-Manuel de Homem Christo 2 ยอดนักดนตรีชาวฝรั่งเศส สายเทคโนแดนซ์ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยหน้าตาตนเองให้ใครได้เห็น มีแค่การฝากบทเพลงเจ๋งๆ ให้คนทั่วโลกรู้จัก และปล่อยให้เข้าใจไปในทางเดียวกันว่า ‘ผลงาน เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเหนือกว่าตัวบุคคล’

คาแร็กเตอร์นี้ เป็นแรงบันดาลใจที่ถูกหยิบยกมาเป็นไอคอน ‘ชายหนุ่มผูกไท’ ที่เลือกหยิบหมวกใบนี้มาใส่แสดงความเป็นตัวเองในเพจธุรกิจและการลงทุนที่ใช้ชื่อว่า ‘ลงทุนแมน’ (Longtunman) 

แม้ภายใต้หมวกใบนี้ ยังคงเป็นปริศนาและไม่เคยเปิดเผยให้สาธารณชนทราบว่าเป็นผู้ใด แต่ Rabbit Today เรามีโอกาสได้ปะทะหน้าและพูดคุยถึงความเป็นลงทุนแมนกับเขาตรงๆ ซึ่งภาพที่เห็นปรากฏเป็นหนุ่มนักลงทุนหนุ่ม ลุคสมาร์ต แอบขรึมเบาๆ พร้อมแนวความคิดที่เฉียบคมในทุกคำพูดที่เขาเล่า ‘แบบเปิดหน้า แต่ไม่เปิดเผยตัว’

Q: ลงทุนแมนเป็นใคร ทำไมเปิดเผยตัวไม่ได้ (คำถามยอดฮิต) 

A: ลงทุนแทนเป็นบริษัท Media Technology ที่พัฒนาเทคโนโลยี โดยมีคอนเท้นต์มาเป็นองค์ประกอบหลัก ส่วนตัวผมที่เป็นคนก่อตั้ง ก็เป็นนักลงทุนทั่วไป เป็นคนธรรมดามากๆ ไม่ได้คิดว่าเก่ง หรือกลัวความลับหลุด แต่เป็นเรื่องของคอนเซ็ปต์เพจ และบุคลิกส่วนตัวที่ไม่ชอบเปิดเผยตัวตนในสาธารณชนครับ แถมตอนนี้ ‘ลงทุนแมน’ ก็ไม่ใช่แค่ตัวผมคนเดียว แต่มีประชากรลงทุนแมนร่วมแจมอยู่หลายคน มีทั้งคนทำคอนเท้นต์ และทีมเทคโนโลยีที่พัฒนาแอปพลิเคชัน ‘blockdit’ โซเชียลมีเดียไทยๆ ที่อยากให้คนมีของด้านคอนเท้นต์มาปล่อยกัน

Q: เมื่อคุณเป็นนักลงทุน แสดงว่าต้องเห็นโอกาสอะไรจากการเปิดเพจลงทุนแมนแน่ๆ

A: ไม่เห็นโอกาสอะไรเลย แค่ทำแล้วมีคนชอบ มีคนติดตาม และอยากทำให้คอนเท้นต์ของเราเป็นประโยชน์แก่คนเท่านั้น

Q: คำพูดดูสคริปต์ไปหรือเปล่า (หยอกๆ) ไม่มองโอกาส สร้างจากความชอบ และไม่หวังผล มีนักลงทุนที่คิดแบบนี้ด้วยหรือ

A: (หน้านิ่ง ไม่โกรธ ไม่หัวร้อนและตอบแบบชิลล์ๆ) ผมพูดจริงๆ นะครับ แต่โอเค ผมก็ไม่ได้ถึงขนาดไม่วางแผนอะไร เพราะตอนนี้ผ่านมาร่วมๆ 2 ปี เรามีฐานแฟนคลับเยอะขึ้น (ปัจจุบัน 8 แสนกว่าแฟนเพจไลก์) ก็ต้องมีทีมงานที่มากขึ้น เพื่อดูแลให้คอนเท้นต์มีคุณภาพต่อเนื่อง ผมจึงมีแผนหารายได้จากโฆษณาบ้าง เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายที่เราต้องสนับสนุนทีมงาน

Q: แล้วเป้าหมายที่มาทำลงทุนแมน เป็นเพราะอะไร

A: เป้าหมายของผมฟังดูเลี่ยนๆ แต่ผมอยากสร้างสังคมแห่งความรู้ และคำว่า ‘ลงทุน’ ในมุมของเราไม่ใช่แค่ความรู้เรื่องเงินๆ ทองๆ หรือธุรกิจ แต่เป็นการลงทุนในความคิดของคน ซึ่งผมจะดีใจมาก ถ้าคอนเท้นต์ของเราไปสร้างประโยชน์ให้กับชีวิตคนอ่าน และเปลี่ยนมุมมองชีวิตของเขาได้

Q: บอกเคล็ดลับที่ทำให้คนติดลงทุนแมนหน่อย

A: ผมว่าเราตั้งใจจะทำอะไร อยากสื่ออะไร ก็ทำไปเลย ถ้ามีคนคอเดียวกัน เดี๋ยวเขาก็จะตามมาเอง ผมต้องการคนที่เป็นคอเดียวกัน อ่านไปแชร์ไป พูดคุยกันไป มันจะกลายเป็นคอมมูนิตี้แห่งความรู้

Q: สกัดความยากสไตล์ธุรกิจ มาเล่าเป็นเรื่องง่ายๆ ได้ยังไง

A: คงมาจากการเริ่มเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังมั้ง เพราะแต่ก่อนผมชอบเล่าเรื่องพวกนี้มากๆ และเพื่อนๆ ก็ชอบฟัง ซึ่งก็มีทั้งเล่าปากเปล่าแล้วก็เล่าลงเฟซบุ๊กส่วนตัว แต่หลังๆ ในเฟซบุ๊กมีคนมากดติดตามเยอะ ก็เริ่มรู้สึกว่ามันชักจะ Public แล้ว เลยแยกตัวออกมาเปิดเพจเลยแล้วกัน และก็มีคนตามมาเยอะด้วย ก็เลยตามเลย ตั้งเพจลงทุนแมนมาจนถึงตอนนี้

Q: ลงทุนแมนเป็นกูรูมาจากไหน

A: ไม่ได้เป็นกูรู แต่เป็นคนที่ชอบแบ่งปันเรื่องราวทางธุรกิจดีกว่า เพราะผมถนัดเรื่องธุรกิจ แต่ไม่ได้เก่งที่สุดนะครับ บรรดานักธุรกิจ นักลงทุนในบ้านเรา เก่งกว่าเยอะ แต่เราแค่สนุกในการนำเรื่องยากๆ มาอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ แค่นั้น แล้วพอคนเข้าใจ เราก็รู้สึกสนุกที่อยากจะหาเรื่องอื่นๆ มาเล่าไปเรื่อยๆ

Q: ชื่อนี้ได้แต่ไรมา คิดนานไหม ได้แรงบันดาลใจจากอะไร

A: ผมชอบเล่าเรื่องการลงทุน และผมเป็นผู้ชาย ก็ตั้งชื่อลงทุนแมนละกัน (ทำหน้ามึนๆ)

ลงทุนแมน ไม่ต้องรู้หรอกว่า ‘ผม’ เป็นใคร,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: คอนเท้นต์แต่ละชิ้นใช้เวลาคิดนานไหม

A: งานชิ้นหนึ่ง ก็คิดและเขียนกันเป็นวันๆ เหมือนกัน แต่บางชิ้นงานก็ใช้เวลาแป๊บเดียวก็มีนะ มันเป็นการทำงานที่สนุกดี แต่ก็ตลกมากๆ ที่บางชิ้นงานที่เราคิดกันแป๊บๆ แล้วโพสต์ลงเลย กลับมีคนชอบมากกว่างานคิดเป็นวันๆ ผมเลยรู้สึกว่าพฤติกรรมของคนนี่เป็นอะไรที่วิเศษมาก เพราะไม่มีสูตรอะไรที่จะไปมัดใจเขาได้อยู่หมัด เอาเป็นว่าเราสนุกที่จะเขียนเรื่องไหน ก็เขียนไป คนอ่านสนใจเรื่องไหน ก็อ่านไป

Q: เคยโดนลองของจากลูกเพจบ้างไหม

A: มีสิ แต่เราก็ต้องพูดคุยกับเขาไปตามเหตุผล เรียกว่าเป็นการแลกเปลี่ยนกัน เพราะหลายคนมีองค์ความรู้ที่แน่นปึ้ก แต่ที่รู้สึกลำบากใจหน่อย คือ ถ้าคอนเท้นต์นั้นๆ ของเราดันไปทำให้เกิดการโต้เถียงในเพจหรือด่าทอ หรือว่ากล่าวแหล่งข่าวของเรา เช่น เราโพสต์สินค้าจากแบรนด์ๆ หนึ่ง และแบรนด์นี้เลือกใช้พรีเซ็นเตอร์ที่ไม่ค่อยเข้าจริตกับลูกเพจเรานัก ก็เกิดการเข้ามาต่อว่าตัวแบรนด์และพรีเซ็นเตอร์ ทั้งๆ ที่เราไม่อยากให้โฟกัสตรงนั้น มันทำให้เราลำบากใจ เพราะรู้สึกเป็นการทำร้ายธุรกิจและพรีเซ็นเตอร์นั้นๆ ทางอ้อม ฉะนั้นถ้าจะเขียนอะไร ถึงใคร ก็ต้องชั่งน้ำหนักด้วยว่าโอกาสที่จะเกิดดราม่าในเพจจะมีไหม ถ้ามี ผมจะพยายามไม่ลง

Q: ดูเรียกกระแสดีออก กังวลทำไม

A: ผมไม่ได้โลกสวยนะ แต่บางครั้งกรณีดราม่า หรือการโหนกระแสบางอย่าง ถ้ามันส่งผลดีต่อคน ก็ทำไปเถอะ ไม่เสียหาย แต่ถ้าทำไปแล้ว เกิดกระแส คนด่ากันสนุกปาก คนถูกด่าเขาคงไม่สนุกด้วย และมันก็อยู่ที่สื่อแบบเราด้วยว่าจะอยากให้มันเป็นเรื่องแค่ไหน

Q: ดูคุณไม่ได้แคร์แค่คนอ่าน

A: ผมแคร์ทุกส่วน อะไรที่หลีกเลี่ยงได้ อันไหนเป็นกระแส แต่กระแสนั้นถ้าเรานำเสนอไปจะเกิดผลไม่ดีต่อคนที่เราเขียนถึง ผมก็จะเบรกตัวเองดีกว่า ไปหาอ่านจากที่อื่นแทนละกันกับเรื่องนั้น

Q: ลืมถามเลยว่าใครคือไอดอลของลงทุนแมน

A: Daft Punk คือ ไอดอลของผม และผมก็ขอยืมหมวกของเขามาเป็นคาแร็กเตอร์ ส่วนทำไมถึงเป็นไอดอล ก็เพราะเราเหมือนเขาตรงที่อยากให้คนสนใจที่ผลงาน ไม่ต้องไปสนที่ตัวบุคคล

Q: ตอนนี้ลงทุนแมนมีผลงานอะไรบ้าง

A: มีเว็บไซต์และเพจลงทุนแมน มี blockdit ที่เป็นโซเชียลมีเดีย ให้คนได้มาโชว์ของ สร้างคอนเทนต์ และมีค่าขนมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจ่ายเอง และมีหนังสือลงทุนแมนเวอร์ชั่น 1-9 ส่วนน้องใหม่ ‘ลงทุนเกิร์ล’ เพิ่งเปิดมาได้ครึ่งปี เป็นแนวธุรกิจเพื่อผู้หญิง เพื่อแยกกลุ่มให้ชัดเจนขึ้นหน่อย

Q: แฟนคลับลงทุนแมนเป็นใครบ้าง

A: เป็นคนวัยทำงาน 25-40 จบปริญญาโทสูงกว่าค่าเฉลี่ยเป็น Well-educated

Q: วาดภาพสัก 5 ปีต่อจากนี้ให้ลงทุนแมนไว้ยังไง

A: ก็คงไม่ได้มีอะไรพิเศษ ผมก็ยังตอบเหมือนเดิมว่าอยากทำอะไรสนุกในสิ่งที่เราถนัด อยากเป็นคนที่ทำประโยชน์ให้สังคม และที่สำคัญ ผมก็ยังคิดเหมือนเดิม คือ ไม่ได้หวังรวยจากการทำสิ่งนี้

Q: คุณย้ำบ่อยมากเลยว่า ไม่ได้สนใจเรื่องรวย แสดงว่าลงทุนแมนคงรวยพอตัวสินะ

A: เปล่าเลย แต่ผมมองว่าความรวยไม่ได้วัดกันที่เงิน เรามีเงินร้อยล้าน หรือแสนล้าน จะมีความสุขกว่าคนที่มีเงินไม่กี่หมื่นแค่ไหน สำหรับผมแล้วคีย์หลัก คือ ความสุขของเราคืออะไร กินอิ่ม นอนหลับ มีเงินเหลือใช้เที่ยวบ้าง ก็พอแล้วมั้ง มีหลายคนถามลงทุนแมนเสมอว่าลงทุนอะไรดีถึงจะรวย ผมตอบเลยว่า ‘ไม่รู้’ ขึ้นอยู่กับแต่ละคน แต่ที่บอกได้ คือ คุณชอบ และเข้าใจอะไรก็ควรลงทุนสิ่งนั้น และที่สำคัญการลงทุนนั้น ทำให้คุณนอนหลับสบาย และไม่ทุกข์ 

แม้วันนี้ลงทุนแมนจะใช้เวลาไม่นาน ในการกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์แห่งโลกออนไลน์ในด้านธุรกิจและการลงทุน แต่สิ่งที่อยากทำและยังไม่ได้ทำ ก็ยังมีอีกเยอะ เพียงแต่ไอ้ที่เรียกว่าเยอะ ไม่ใช่เรื่องของการสร้างตัวเงินให้ร่ำรวย แต่เป็นสิ่งที่จะต่อยอดความสนุก (คอนเท้นต์) ที่มีประโยชน์ต่อสังคม…ต่อไปเรื่อยๆ