เรื่องเด่น

ปริญ สุภารัตน์ กระโจนสู่สงครามไสยเวท

Published 13 พ.ย. 2019

By ชัชฎาพร จุ้ยจั่น

หมาก-ปริญ สุภารัตน์ กับภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา ‘จอมขมังเวทย์ 2020’

ของบางอย่างมันต้องมี...ของบางอย่างมันต้องมู ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ พวกเราถูกสั่งสอนกันมานักต่อนัก หลายคนสะสมแต้มบุญน้อยจึงไม่ปรากฏความศรัทธาแน่ชัด จึงเป็นที่มาของภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งเล่าถึงพลังความศรัทธา ของขลัง ของดีที่ตกทอดมาตั้งแต่โบราณกาลสู่คนรุ่นหลัง

15 ปีก่อน พวกเราเคยลุ้นระทึกในพลังแห่งความเชื่อ ความมหัศจรรย์ของจอมขมังเวทย์ จากนักแสดงตัวพ่ออย่าง ‘ฉัตรชัย เปล่งพานิช’ และวันนี้ ‘จอมขมังเวทย์’ จะปรากฏกายฟาดศาสตราและคาถาอาคมอีกครั้งใน ‘จอมขมังเวทย์ 2020’ (สอง-ศูนย์-สอง-ศูนย์) หนังแอ๊กชั่นฟอร์มยักษ์ส่งท้ายปี ผ่านตัวละครยุคใหม่ที่ได้พระเอกหนุ่ม ‘หมาก-ปริญ สุภารัตน์’ มาปะทะอาคมกับนักแสดงมากฝีมือมากมาย

และนี่เป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกของเขา 

Q: อะไรทำให้คนรุ่นใหม่อย่างตัวละครที่คุณได้รับ เข้ามาเกี่ยวกับเรื่องไสยเวท

A: ต้องเล่าพื้นฐานของตัวละคร ‘วิน’ ก่อนครับ เขาเป็นวัยรุ่นทั่วไป ชอบกีฬา ชอบต่อยมวย หรือการต่อสู้ เขาใช้ชีวิตอยู่กับพ่อในทุกๆ วัน ด้วยความที่เขาเป็นคนรุ่นใหม่ จึงค่อนข้างจะไม่ค่อยเชื่อในเรื่องของขลังหรือไสยศาสตร์สักเท่าไหร่ 

จนวันหนึ่งมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับพ่อของเขา ทำให้วินต้องไปค้นหาคำตอบ ที่มาที่ไป จึงได้รู้ว่าพ่อเขามีของขลังเก็บไว้เยอะมาก อย่างรูปภาพที่แสดงถึงความศรัทธากับพระอาจารย์แต่ละท่าน นั่นคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัววินค่อยๆ เข้าไปหาคำตอบ ค่อยๆ ด่ำดิ่งไปถึงเรื่องราวที่พ่อเขาเคยมีในอดีต ผมว่าทุกๆ บ้านของคนไทยต้องมีบ้างแหละ พ่อแม่ ปู่ย่าตายายมีของดี มีพระ มีตะกรุด หรือยันต์ อะไรพวกนี้ครับ

Q: ในความเป็นคนรุ่นใหม่ คุณเชื่อหรือประสบกับตัวเองเกี่ยวกับไสยศาสตร์ สิ่งเร้นลับบ้างไหมคะ 

A: ถ้าพูดถึงความเชื่อ ผมให้ 50-50 นะ อาจจะยังไม่ประสบจังๆ แต่มีไว้เพื่ออุ่นใจ เคารพในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากกว่า เพราะตัวผมเองก็มีของดีเก็บเหมือนกัน (หัวเราะ) ก็เป็นอะไรที่มันครึ่งๆ เนอะ 

สิ่งเหล่านี้อาจจะหายไปบ้างในยุคปัจจุบัน แต่เอาจริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้อยู่ใกล้ตัวมาก เชื่อว่าบางคนก็ใส่ของดีที่ข้อมือ บางคนก็ห้อยพระ บางคนก็ห้อยตะกรุด นั่นคือคำถามว่า ทำไมห้อยหรือเก็บของดีในยุคนี้ เราอาจไม่ได้มาป่าวประกาศว่า ผมเชื่อ คุณเชื่อ แต่เราอุ่นใจ อย่างรถที่วิ่งผ่านไปผ่านมา ทุกคันต้องมีการเจิม ไม่ว่าจะให้พ่อแม่หรือพระอาจารย์เจิมให้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิ่งเหล่านี้อยู่รอบตัวเราทุกอย่างครับ

Q: เราเห็นคุณในบทบาทของพระเอกละครมานาน ทำไมจึงมาเล่นภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรก

A: ก่อนอื่นเลยครับ ผมชอบทำงานกับพี่ต้อม (ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์) ผู้กำกับฯ แล้วก็มีทีมที่ค่อนข้างจะรู้จัก สนิทและไว้ใจกันอยู่แล้ว ทั้งทีมเลยครับ อย่างพี่นก-ฉัตรชัย พี่นก-สินจัย แล้วก็มีพี่ก็อต (จิรายุ ตันตระกูล) จึงเป็นการตัดสินใจที่ง่ายมากเลย 

จริงๆ แล้วผมชอบการแสดงของพี่นกชายในภาคแรกด้วย ตอนนั้นเกิดคำถามว่า ทำไมหนังเรื่องนี้ทำออกมาได้หลอนสุดพลังขนาดนั้น ก็เลยเอาวะ (หัวเราะ) โชคดีแค่ไหนแล้วที่เขาให้เราเล่น มันท้าทายมาก ทั้งเป็นเรื่องแรก แล้วบทที่ส่งทุกคน ความสนุก แอ๊กชั่น ผมรู้เลยว่า การแสดงหนังสักเรื่อง การเวิร์กช็อปสำคัญ ทำการบ้าน เปลี่ยนตัวเองไปสู่บทที่หิน ว่าจะทำอย่างไรให้คนดูเข้าใจและอินไปกับเราภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งหนังส่วนใหญ่กลับใช้เวลามากกว่าถ่ายทำละครเสียอีกครับ

Q: มีความยากหรือต้องเพิ่มเติมการแสดงด้านใดบ้างไหมคะ

A: ไม่มีอะไรที่ง่ายในการแสดง ไม่ว่าคุณจะรับบทคนนั่งนิ่งๆ แต่ความนิ่งต้องสื่อสารให้คนดูเข้าใจและรับรู้ได้ สำหรับจอมขมังเวทย์ภาคนี้ ความยากในเรื่องแอ๊กติ้งอาจจะต้องเพิ่มเลเวล ซึ่งพี่ต้อมติวมาตลอดว่า เฮ้ย เหี้ยมกว่านี้ ดุกว่านี้ โกรธกว่านี้ ระหว่างซีนเขาก็จะแทรกๆ ลงไป แล้วก็ที่ยากจริงๆ คือบู๊ เพราะบู๊ทุกคิวเลย บู๊จนผอมน่ะ (หัวเราะ)

หมาก-ปริญ สุภารัตน์

Q: เรียกว่าต้องฟิตร่างกายกันตลอดทีเดียว

A: ใช่ๆ ฟิตครับ ตอนแรกก็ฟิตอยู่แล้วนะ (ยิ้ม) แต่ต้องเพิ่มให้มันเข้มข้นไปอีก โห...ถ่ายหนังกันตั้งแต่เช้าถึงค่ำ ซึ่งไปหนักตรงนั้นมากกว่า เพราะภาคนี้จะเน้นไปทางบู๊ครับ ในเรื่องจะได้เห็นแบบ...เดี๋ยว 5 นาที หมากกับก็อตบู๊อีกแล้ว

Q: มีปาฏิหาริย์หรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นบ้างไหม

A: นี่ไง (ยื่นแขนให้ดู) แผลเต็มตัวเลยเนี่ย (หัวเราะ)

Q: ทราบว่าเรื่องสักเป็นอีกเรื่องที่หนักเหมือนกัน

A: ก็ต้องมากองเช้าๆ เพื่อมานั่งเขียนรอยสัก เป็นแบบนั้นทุกคิวครับ อย่างต่ำใช้เวลา 2 ชั่วโมง แต่ว่าถ้าเต็มตัวน่ะ 3 ชั่วโมง รอบแรกน่ะ 4 ชั่วโมง นั่งจนมึน (หัวเราะ) โอย...เมื่อไรจะเสร็จคร้าบบบ แต่เชื่อไหม ที่โอดๆ โอยๆ พอเสร็จแล้วมันขลังจริง ส่องกระจกเห็นทั้งลวดลาย อักขระ ผมรู้สึกนี่คือส่วนหนึ่งของพลัง             

ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมคนที่เขาสักเยอะๆ จึงดูมั่นใจ ดูน่าเกรงขราม มีลายเซ็ตหนึ่งที่ชอบมากเลย เซ็ตที่อยู่ในคุกน่ะ ผมชอบมากๆ เพราะมันดูขลัง ทั้งแสง ทั้งมุมกล้อง พอภาพออกมา เชื่อว่าคนจะต้องอินแล้วก็เชื่อว่ามันมีอยู่จริง

Q: เราจะได้เห็นหมากในลุคใหม่

A: ก็เปลี่ยนลุคไปเลย หายไปเลยครับความเนี้ยบ ความหน้าใส ทรงผม คาแร็กเตอร์ สายตาเปลี่ยนไปหมดเลย ตอนถ่ายทำ พี่ต้อมเดินมาบอก เฮ้ย! หมากเอาตรงนี้นิดนึง เขาสุดยอดมาก ก็อยากให้ดูการแสดงเรื่องนี้ด้วยครับ

หมาก-ปริญ สุภารัตน์

Q: ได้ร่วมงานกับพี่นกชาย เป็นยังไงบ้างคะ

A: สุดยอดครับ มีซีนหนึ่งประทับใจผมมากคือ ตอนที่ต้องเจอพี่นกครั้งแรกในเรื่อง แกเดินเข้ารถไฟฟ้ามาแล้วเราเห็นครั้งแรก โห...พลังพี่นกชายนี่ใครปะทะจังๆ ต้องถอย คือนิ่งๆ แต่ทำลายล้างมาก (หัวเราะ) นี่คือจอมขมังเวทย์จริงๆ 

Q: เรื่องนี้บู๊เยอะมาก ฉากสู้กับก็อตเป็นยังไงบ้าง

A: เราต้องไปซ้อมกันมาก่อนถ่าย ต้องไปคิดท่า มีคนคิดท่าให้แหละ แต่เราก็ต้องปรับกันอีกที ตรงไหนเหมาะกับคาแร็กเตอร์พี่ก็อต เหมาะกับคาแร็กเตอร์เรา แล้วมาคุยกัน คุยกันตลอด พี่ก็อตก็เป็นอีกคนที่ทำการบ้านเยอะมาก ขยัน แล้วก็ช่วยเราได้เยอะ เพราะท่าทางแอ๊กชั่นเขาเก่ง เขาชอบทางนี้ไง 

Q แอ๊กชั่นเรื่องนี้นอกจากจะเดือดแล้วยังต้องจินตนาการเล่นกับซีจีด้วย

A: ใช่ เยอะมากครับ ต้องมีการปล่อยของ ปล่อยพลัง ของเราเป็นตัวมอม ของพี่ก็อตเป็นวัวธนู ผมว่ามันก็เป็นอีกขั้นหนึ่งของการแสดง เราต้องมองเห็นว่าไอ้นี่กำลังวิ่งเข้ามา ไอ้นี่กำลังกระโดดขึ้นไป ไปทางโน้น ไปทางนี้ อันนี้เป็นความยากของซีจีแล้วละ 

Q: แอ๊กชั่นการปล่อยพลังสัตว์เวทในเรื่องนี้เป็นยังไงบ้างคะ

A: มันคือความใหม่นะ เพราะพี่ต้อม-ผู้กำกับฯ อยากได้แบบนี้ ตัววัวธนูดุๆ ซีจีมันไม่โป๊ะ ไม่เนียนสมจริง ด้วยแอ๊กชั่นของเรากับนักแสดงคนอื่นด้วย มันก็ทำให้เข้ากันดี

Q: ถ้ามีเวทมนตร์คาถา ให้คุณเสกอะไรก็ได้ คุณอยากเสกอะไรสัก 1 ข้อ

A: ผมไม่ได้อินหรือโลกสวย แต่อยากเสกคนขึ้นมาคนหนึ่ง ผู้วิเศษ ฮีโร่ เอาไว้ช่วยเหลือผู้คนแล้วกัน 

จอมขมังเวทย์ 2020

Q: หลังจากถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้เสร็จ คุณพบความแตกต่างกับงานชิ้นใหม่นี้ยังไงบ้าง

A: ต่างมากครับ หนังกับละครมีเสน่ห์แตกต่างกันมาก ผมเล่นหนังแล้วรู้สึกว่ามีอิสระกว่า ได้ทำอะไรเยอะกว่า ตรงที่มันไม่มีขอบเขต อารมณ์จะไปไหน ถึงไหนก็ได้ เพราะว่าพี่ต้อมเขากำกับให้ผมเล่นตามแบบตัวเราต้องตีความเองด้วย แล้วแต่เลย อยากทำอะไร ทำเลย... มันก็ดีนะครับ ผมชอบ และแน่นอนว่าคุณจะเห็นผมในอีกบทบาทหนึ่งที่ไม่เคยเห็นในทีวีมาก่อน ที่ดุขึ้น ที่เหี้ยมขึ้น

Q: คำว่านักแสดง ถ้าให้ 100 นี่ให้คะแนนตัวเองเท่าไร

A: จริงๆ ผมรู้เรื่องการแสดงน้อยมากเลยนะ ผมไม่รู้ว่าจะให้ตัวเองอยู่ในระดับไหน แค่รู้สึกอะไรในตอนนั้นผมก็เล่น ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือไม่ดี แต่ผมก็เป็นคนที่ทำการบ้าน เป็นคนที่ฟังผู้กำกับฯ แต่เป็นคนที่เวลาเราอยากทำอะไรเราก็ทำ

Q: ทำไมเราต้องไปดู ‘จอมขมังเวทย์ 2020’ ในยุคดิจิทัล

A: อย่างแรกคือความน่าสนใจอยู่ที่นักแสดง บท และมันเป็นภาคต่อ ไม่ใช่หนังรีเมก แต่คือมีความขมังเวทรุ่นเก่ากับจอมขมังเวทรุ่นใหม่มาเจอกัน แล้วก็ทำให้เห็นถึงความเป็นปัจจุบันว่าคนยังมีอะไรแบบนี้อยู่ อยากให้ดูแล้วก็สะท้อนถึงสังคมนิดนึงด้วยเกี่ยวกับองค์กรอะไรต่างๆ ก็อยากจะให้ลองดูว่าทุกอย่างมันมีสองด้าน เป็นความเมืองสมัยใหม่ แต่ของมันต้องมีไง 

รวมทั้งโปรดักชั่นอะไรต่างๆ ทุกคนตั้งใจกันมากๆ เลย อยากให้ไปดูความล้ำทันสมัยของเอฟเฟ็กต์ มุมกล้อง ว่ามันไปถึงขั้นไหนแล้วของไทย รวมถึงฉากแอ๊กชั่นมันส์ๆ 

Q: มาถึงวันนี้ คิดว่าตัวเองทำงานในวงการบันเทิงครบแล้วหรือยังและอยากทำอะไรต่อ

A: ครบแต่ไม่หยุดพัฒนา ผมคงทำหน้าที่นักแสดงไปให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะให้ทำอย่างอื่นผมทำไม่เป็นแล้ว (หัวเราะ)