เรื่องเด่น

เล็กๆ ไม่ ‘ใหญ่ๆ’ ชอบ

Published 3 ก.ย. 2018

By Rabbit Today

Maximalism-News-Beat-Rabbit-Today-Banner

ปิดสวิตซ์ ปิดโหมด ‘น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้’ แบบ MINIMAL แล้วมาเปิดโหมด ‘เล่นใหญ่’ จัดเต็ม MAX พร้อมทำความรู้จัก MAXIMALISM ที่กำลังจะกลับมาทวงบัลลังก์จาก MINIMALISM อีกครั้ง

 

Bigger is Better

Bigger is Better’ ใหญ่กว่าย่อมดีกว่า คือมุมมองของ Maximalist

ถ้าพูดกันง่ายๆ ก็คงต้องบอกว่า Maximalist เป็นคนที่ ‘เล่นใหญ่’ กับทุกเรื่องในชีวิต เชื่อมั่นในลัทธิความใหญ่ ทำอะไรใหญ่ๆ นี่ละดี เป็นต้นว่า การมีบ้านหลังใหญ่โก้หรูจะทำให้ชีวิตมีความสุขสบาย ถ้าลงทุนทำอะไรก็ต้องใหญ่ไว้ก่อน แล้วจะได้รับผลตอบแทนที่ดีกลับมาเอง

เล็กๆ ไม่ ‘ใหญ่ๆ’ ชอบ,News beat,Rabbit Today

โลกของ Maximalist นั้น เรียกว่าตรงกันข้ามกับคำว่า ‘Small is Beautiful’ ของชาว Minimalist อย่างสุดขั้ว อย่างที่รู้กันดีว่า Minimalist คือคนที่ชอบอะไรเรียบง่าย ไม่ฟุ่มเฟือย ถ้าเปรียบเทียบเป็นวิถีการดำรงชีวิต จะเรียกว่าดำเนินรอยตาม ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ก็น่าจะได้

ดังนั้น ชีวิตที่ชอบเล่นใหญ่ตามสไตล์ Maximal จึงมีแววที่จะเกิดความสุ่มเสี่ยงมากกว่า Minimal เพราะการเล่นใหญ่แต่ละครั้ง ต้องใช้สรรพกำลังและทรัพยากรมหาศาลตามมาด้วย ทั้งนี้ทั้งนัั้น สำหรับใครที่มีเงินทุนมาก จะ Maximal แค่ไหนก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าใครมีน้อยแล้วอยากจัดเต็มก็ต้องประเมินตัวเองให้ดี ถึงแม้บางครั้งคุณไม่อยาก Minimal แต่ความจำอาจบังคับให้ชีวิตเรา Minimal ก็ได้นะ

Everywhere is RUNWAY

เรื่องความเล่นใหญ่ ความเยอะ ส่งผลถึงทุกอณูในการใช้ชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของเสื้อผ้าหน้าผม และรสนิยมด้านศิลปะ

เราเชื่อว่าคอนเซปต์ Everywhere is Runway คือหนึ่งในคติประจำใจก่อนออกจากบ้านไปทำงานของคนรุ่นใหม่ที่มี แม่ชม (ชมพู่-อารยา), พลอย หอวัง, โทนี่ รากแก่น เป็นแฟชั่นไอคอน หรือตามฟอลโล่ สไลด์อินสตาแกรมของเหล่าดาราเกาหลีเป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้น การอธิบายเรื่องการแต่งตัวแบบ Maximal Style จึงไม่ใช่เรื่องยาก!

เล็กๆ ไม่ ‘ใหญ่ๆ’ ชอบ,News beat,Rabbit Today

Maximal Style ที่ว่าอยู่นี้คือการผสมผสานลวดลายกราฟิก สีสันหลากหลาย ดีไซน์และการตัดเย็บที่แปลกตาของเสื้อผ้า เล่นสนุกไปกับแอคเซสเซอรี่เยอะแยะมากมายที่หยิบมาแมตช์กันบนร่างให้ลงตัว ชนิดที่ว่าต่อให้สีเขียว แดง ม่วง ชมพู เหลือง ส้มอยู่บนตัว อย่างไรก็รอด!

เอาเข้าจริงแล้วการแต่งตัวพร็อพเยอะ เน้นสีฉูดฉาดก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ของวงการแฟชั่น อย่างที่รู้กันอยู่ว่า แฟชั่นมักจะหมุนเวียนกลับมาเสมอ ย้อนกลับไปยุค 70s ถึงแม้ว่าสมัยนั้นเราจะไม่ได้มี Lady Gaga เป็นแฟชั่นไอคอน แต่ก็มีนางแบบร่างผอม ผมสั้นอย่าง Twiggy กับการแต่งตัวแบบจัดหนักจัดเต็มสีสันทุกลุค ชนิดที่โลกนี้ลืมสีขาว-ดำไปได้เลย

More is MORE

ถึงเวลาเชิดใส่ ‘Less is More’ มอตโต้ของสถาปนิกชื่อดัง Ludwig Mies Van Der Roh แล้วเดินหน้าสร้างความสนุกกับการออกแบบตกแต่งสไตล์ More is More กันดีกว่า!

เล็กๆ ไม่ ‘ใหญ่ๆ’ ชอบ,News beat,Rabbit Today

การตกแต่งที่อาศัยความเยอะแบบ Maximalism นั้นมีทั้งความเยอะที่เน้นการตกแต่งให้ดูหรูหรา โออ่า มีความงดงามตามแบบ Modern Classic ตกแต่งห้องด้วยโคมไฟห้อยระย้า ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์หรู ดูรวย ดูแพง

ส่วนอีกแบบคือความเยอะที่เล่นกับการใช้สี ประหนึ่งว่ากำลังเล่นเกมกำจัดพื้นที่สีขาว ว่างตรงไหนเติมตรงนั้น เน้นความฟุ่มเฟือยของสี สนุกกับการสร้างลวดลาย หลายเลเยอร์ ใช้จินตนาการเต็มที่ไม่มียั้ง และจัดสรรความเยอะของทุกสิ่งทุกอย่างที่มีให้ออกมาสวย ลงตัว บางครั้งอาจจะเยอะและซับซ้อนจนล้น มองแค่แวบแรกไม่พอ ต้องมีแวบสอง แวบสามตามมา พิจารณามองแล้วมองอีกถึงจะเก็ต

 

The Beauty of MAXIMALISM

ย้อนไปดูเรื่องราวของประวัติศาสตร์ศิลป์ที่แสดงถึงความเยอะ ความใหญ่ ความอลังฯ ของศิลปะ!

1. Baroque

หลังจากที่โลกของเราผ่านยุคเรเนซองส์ ความหรูหราก็ส่งต่อมายังยุค Baroque ในศตวรรษที่ 17 ในช่วงนั้นช่องว่างระหว่างชนชั้นมีสูงมาก งานศิลปะแต่ละชิ้นจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงฐานะทางสังคมอย่างชัดเจน สถาปัตยกรรมในยุคนี้จึงเน้นไปที่การแต่งเติมลวดลายให้งานออกมาดูสวยอลังการ ใช้เส้นโค้งให้ดูอ่อนช้อยและมีลวดลายประดับเยอะ เผลอๆ จะเยอะจนเกินความจำเป็นเสียด้วยซ้ำ รวมถึงการใช้สีทองเพื่อยกระดับความหรูให้โอเวอร์เข้าไปอีก

เล็กๆ ไม่ ‘ใหญ่ๆ’ ชอบ,News beat,Rabbit Today

สำหรับใครที่อยากรู้ว่างานศิลปะในยุค Baroque จะสวยหรูดูแพงขนาดไหน แนะนำให้ไปเที่ยวชม ‘พระราชวังแวร์ซายส์’ สิ่งก่อสร้างประจำยุคดูสิ

2. Post-impressionism

ถ้าเอ่ยชื่อของศิลปินทั้ง 4 ได้แก่ Paul Cézanne, Paul Gauguin, Vincent van Gogh และ Georges Seurat หลายคนรู้จักและคุ้นหูกันดี ศิลปินทั้ง 4 ท่านนี้ ล้วนมีช่วงชีวิตอันเจ็บปวดในยุค Impressionism และจากโลกนี้ไปก่อนจะที่ผลงานของตัวเองจะดังเป็นพลุแตกเสียอีก และแน่นอนว่าพวกเขาทั้ง 4 คือต้นกำเนิดของยุค Post-impressionism 

เล็กๆ ไม่ ‘ใหญ่ๆ’ ชอบ,News beat,Rabbit Today

ต้องบอกก่อนว่าจุดร่วมของศิลปินทั้ง 4 ก็คือความไม่พอใจในแนวทางการเขียนรูปของยุค Impressionism และได้สร้างรูปทรงขึ้นมาใหม่ให้มีความสัมพันธ์ต่อชีวิตจริง ปลดปล่อยพลังผ่านการใช้สีที่รุนแรงและผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ ใช้สีที่ดิบและสดเกินจริง

3. Fauvism

Fauvism เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ‘สัตว์ป่า

จุดเด่นของงานศิลปะในยุค Fauvism คือการสร้างงานจิตรกรรมแนวใหม่ขึ้นมา ใช้รูปทรงอิสระ สีสันจัดจ้านและตัดกันอย่างรุนแรง สามารถเลือกใช้สีได้โดยไม่ต้องสนใจทฤษฎีใดๆ จะมีสิบสีในภาพเดียวก็ยังได้ เรียกได้ว่าเป็นการฉีกทุกกฎของการจัดองค์ประกอบศิลป์ และมีการตัดเส้นอย่างชัดเจน 

เล็กๆ ไม่ ‘ใหญ่ๆ’ ชอบ,News beat,Rabbit Today

งานศิลปะในยุคนี้จึงแสดงออกถึงสัญชาตญาณของศิลปิน ที่ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างอิสระ ทำให้งานศิลปะในยุคนี้มีควาสนุกสนาน มีลีลาและจังหวะของรอยแปรงต่างจากยุคอื่นๆ

ศิลปินดังและภาพดังจากยุคนี้คงต้องยกให้กับภาพ The Red Room ของ Henri Matisse

4. Expressionism

อิทธิพลจากผลงานศิลปะที่ใช้สีจัดจ้านเกินความจริง และฝีแปรงที่แข็ง ดิบ รุนแรงของ Vincent Van Gogh และ Edvard Munch ส่งผลเกิดเป็นศิลปะยุค Expressionism

เล็กๆ ไม่ ‘ใหญ่ๆ’ ชอบ,News beat,Rabbit Today

ใครที่เคยเห็นภาพที่มีชื่อว่า The Scream ของศิลปิน Edvard Munch ก็น่าจะพอนึกถึงความเป็น Expressionism ได้ไม่ยาก ในยุคนี้ศิลปะมุ่งแสดงอารมณ์ ความรู้สึกเกี่ยวกับสังคม มีการระบายสีและการใช้สีที่ตรงไปตรงมา นิยมระบายสีทับซ้อนกันไปเรื่อยๆ เพื่อแสดงถึงความรู้สึกลึกๆ ในจิตใจ นอกจากนี้ยังมีการบิดรูปทรงต่างๆ ให้มีการเคลื่อนไหวอย่างอิสระ สร้างความแตกต่างจากยุค Impressionism ด้วยการใช้สีดำและใช้สีที่ตัดกันอย่างรุงแรง

5. Abstract Expressionism

ความสุดขั้วของแนวคิดสมัยใหม่ (Modernism) ให้ความสำคัญกับการเป็นปัจเจกของตัวศิลปินเน้นๆ ในยุคนี้ศิลปินสามารถสร้างผลงานอย่างอิสระได้แบบเต็มที่ ไม่ต้องสนใจหรืออ้างอิงถึงสิ่งใดๆ ในโลก ฝีแปรงและการใช้สีที่สดจึงบ่งบอกถึงอารมณ์ของศิลปินที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อนซ่อนเงื่อนทั้งนั้น