เรื่องเด่น

IN THE LONG RUN เมื่อกำแพงชีวิตถูกพิชิตด้วย...การวิ่ง ณัฐ ศักดาทร

Published 3 ก.ย. 2018

By Rabbit Today

NB_Nat-Rabbit-Today-MAIN_920x470

หลายคนจดจำภาพของ ‘ณัฐ ศักดาทร’ ในฐานะ ‘นักร้อง-นักแสดง’ มาตลอดหลายปี ล่าสุดในวันนี้ เขากำลังสนุกอยู่กับเส้นทางสายใหม่ในฐานะ ‘นักวิ่ง’

ฟังเผินๆ ดูไม่น่าตื่นเต้นอะไร เพราะชั่วโมงนี้ ใครๆ ก็ออกวิ่งกันทั้งนั้น ทว่าลึกลงไปมากกว่าการวิ่ง ชายหนุ่มคนนี้ได้นำสองขาของเขา ‘ก้าวข้าม’ ข้อจำกัดที่ตรึงตัวเองมาเนิ่นนานลงไปได้

ถึงวันนี้จากนักวิ่งแนวหวานเย็น ‘5 โล 10 โล’ ณัฐขยับผ่านงานใหญ่ระดับฟูลมาราธอน 42.195 กิโลเมตร มาได้แบบใสๆ แถมยังลุยดะรายการมาราธอนทั้งในและนอกประเทศเป็นว่าเล่น

Rabbit Today มีนัดพูดคุยกับเขา ออกตัวก่อนว่าเราคงไม่ได้สำรวจกล้ามขาของเขาว่าแข็งแกร่งขึ้นเพียงใด ทว่าเรื่อง ‘หัวจิตหัวใจ’ มากกว่าที่เราจะพูดคุยกัน เป็นหัวใจแกร่งๆ ที่ทลายกำแพงข้อจำกัดของตัวเองลงได้อย่างราบคาบ...

IN THE LONG RUN เมื่อกำแพงชีวิตถูกพิชิตด้วย...การวิ่ง ณัฐ ศักดาทร,News Beat,Rabbit Today

Q: ถึงตอนนี้ คุณผ่านฟูลมาราธอนมาแล้วกี่รายการ

A: 6 รายการครับ ครั้งแรกที่จอมบึง จ.ชลบุรี ที่เหลือต่อมาที่ญี่ปุ่นล้วนๆ อาทิ ฮอกไกโด โอซาก้า โกเบ และที่โตเกียว 2 รอบ

Q: จริงๆ เป็นคนที่รักการวิ่งมาแต่ไหนแต่ไรเลยหรือเปล่า

A: เปล่าครับ ผมเพิ่งเริ่มต้นวิ่งครั้งแรกสมัยเรียนมหาวิทยาลัยนี่เอง

Q: อะไรที่ทำให้คุณลุกขึ้นมาออกวิ่ง

A: มันเริ่มจากปมด้อยของผมเอง (ยิ้ม) สมัยเด็กๆ ผมเป็นคนไม่เก่งกีฬาอะไรเลย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ คือถ้าต้องเล่นกีฬา ก็จะได้เป็นแค่ตัวสำรอง เพื่อนเขาเล่นกันในสนาม แต่เรามักจะได้นั่งอยู่บนม้านั่งสำรองประจำ เรียนวิชาพลศึกษาก็ไม่เคยได้เกรด 4 จนกระทั่งช่วงไปเรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วยความที่มหาวิทยาลัยวิวสวย อยู่ติดกับแม่น้ำผมเลยมีความคิดอยากลองวิ่งดู

จากนั้นก็เริ่มติดใจ เพราะเวลาที่วิ่ง เหมือนเราได้เชื่อมต่อกับธรรมชาติ เป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ แต่ตอนนั้นก็เป็นแค่งานอดิเรก มาเริ่มจริงจังตอนที่กลับเมืองไทยแล้ว มีอยู่วันหนึ่ง เทรนเนอร์ฟิตเนสที่รู้จักกันเขาชวนไปลงแข่งวิ่ง ผมตั้งคำถามแรกในใจเลยว่าคนอ่อนแออย่างเราเนี่ยนะ เล่นกีฬาก็ไม่เก่ง เป็นตัวสำรองมาตลอด จะให้ไปวิ่งเป็น 10 กิโลเมตร ไม่มีทางทำได้แน่ แต่พอคิดไปคิดมา สุดท้ายก็...เอาวะ! ลองดู ลองสักครั้งมันคงไม่ตายหรอก (หัวเราะ)

Q: พอสิ้นเสียงคำว่า ‘เอาวะ!’ ผลของรายการแรกออกมาเป็นอย่างไร

A: มันเหมือนได้ทลายกำแพง (ยิ้ม) วันนั้นไปวิ่งที่ไบเทค บางนา ระยะทาง 12 กิโลเมตร ผมไปถึงตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ตลอดระยะทางที่วิ่งก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่มาพีคตอนที่พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ตอนนั้นเราวิ่งท่ามกลางผู้คนมากมาย เสียงดนตรีในหูฟังของเราก็กำลังประโคมด้วยเสียงไวโอลิน เสียงสตริง เสียงเบส แล้วแสงแดดก็ค่อยๆ ทอแสงออกมา โอ้โห...โมเมนต์นี้นี่มันฟีลพระเอกชัดๆ (หัวเราะ)
ตอนนั้นคิดอย่างนั้นจริงๆ คือมันเท่มาก เราคงไม่มีทางสัมผัสความรู้สึกที่พิเศษอย่างนี้ได้เลย ถ้าไม่ได้มาวิ่ง นั่นคือโมเมนต์แรกที่ประทับใจ แต่มันยังมีโมเมนต์ต่อมาอีกคือตอนที่วิ่งเข้าเส้นชัย ความรู้สึกในตอนนั้นเหมือนเราก้าวข้ามคนเก่ามาได้น่ะ ฟังดูเว่อร์นะ แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ (ยิ้ม) ณ โมเมนต์ที่เราก้าวเข้าสู่เส้นชัย มันเหมือนเราได้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อนในชีวิต แต่ผลสุดท้ายเราก็ทำมันจนได้ วินาทีนั้นเป็นอารมณ์ที่สุดๆ จริงๆ

Q: ณ อารมณ์แบบนั้น มันเปลี่ยนอะไรเราบ้าง

A: เปลี่ยนความรู้สึกของตัวเอง ผมรู้สึกสตรองขึ้น รวมทั้งเปลี่ยนวิธีคิด คืออะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ถ้าเรามีความพยายามและอดทน

IN THE LONG RUN เมื่อกำแพงชีวิตถูกพิชิตด้วย...การวิ่ง ณัฐ ศักดาทร,News Beat,Rabbit Today

Q: หลังจากนั้น เรียกว่าติดใจเลยได้หรือเปล่า

A: ใช่ ติดใจเลยครับ (หัวเราะ) ผมเอาชนะตัวเองคนเก่าที่เคยห่วยๆ ให้ห่วยน้อยลงและเริ่มเสพติดความรู้สึกที่อยากเอาชนะไปเรื่อยๆ อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เก่งขึ้นมากไปกว่านั้น คือรู้สึกว่าได้ทำอะไรดีๆ เพื่อตัวเองตลอดเวลา คอยเติมพลังบวกให้ตัวเองความรู้สึกเหล่านี้ถูกส่งไปสู่เรื่องอื่นๆ ในชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน ครอบครัว คนรัก หรือเพื่อน ทุกคนได้รับพลังบวกจากเรา สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับทุกคนถ้าเราอดทนกับมัน และให้เวลากับมันมากพอ

Q: ถึงตรงนี้ มี Challenge การวิ่งอะไรที่อยากไปต่ออีกไหม

A: อยากไปงานวิ่งที่บอสตัน มาราธอน รายการนี้ถือว่าเป็นที่สุดของนักวิ่งมาราธอนแล้ว เพราะไม่ใช่ว่าใครก็เข้าร่วมการแข่งขันได้ แต่คุณต้องมีสถิติความเร็วในการวิ่งที่มากพอ นั่นหมายความว่า ที่นี่จะเป็นศูนย์รวมนักวิ่งมาราธอนที่เร็วที่สุดในโลกถ้าผมจำไม่ผิด ในรุ่นอายุอย่างผมต้องมีสถิติความเร็วอยู่ที่ 3 ชั่วโมงนิดๆ ซึ่งสถิติที่ผมทำได้ดีที่สุดทุกวันนี้ ฟูลมาราธอนอยู่ที่ 3 ชั่วโมง 45 นาที ยังต้องฝึกอีกเยอะมาก เขาคำนวณกันมาว่า รายการนี้จะมีนักวิ่งมาราธอนมาเข้าร่วมสัก 1% ของนักวิ่งมาราธอนทั่วโลกเองมั้ง เพราะมันค่อนข้างยากมาก ใครที่ได้ไปงานบอสตันถือว่าเจ๋งมากๆ เป็นเป้าหมายหนึ่งที่อยากไปให้ได้ นอกจากรายการนี้ก็ยังมีอีกเป้าหมายหนึ่งที่ต้องทำให้ได้เหมือนกัน

Q: นั่นคือ...

A: ผมต้องวิ่งอย่างมีความสุข ฟังดูเว่อร์อีกแล้วใช่ไหม (หัวเราะ) แต่นี่คือเรื่องจริง เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่ง พอวิ่งแล้วไปจดจ่ออยู่ที่ตัวเลขเวลา เหมือนใจไปอยู่ที่ปลายทาง ทำให้เราเครียดไปกับมัน กระทั่งตอนที่ไปวิ่งที่โกเบ ประเทศญี่ปุ่น ผมเลิกสนใจเรื่องเวลาไปเลย ไม่เอาแล้ว วิ่งให้มีความสุขที่สุดดีกว่า ที่ผ่านมา ผมลืมเสพความสุขระหว่างทาง ไม่เคยสนใจวิวสวยๆ หรือคนที่มายืนเชียร์ข้างทาง ใจจดจ่ออยู่แค่นาฬิกา คิดแค่ว่าเมื่อไรจะถึง หรืออยากทำเวลาให้ดีกว่าเดิมแค่นั้น

เลยเป็นที่มาของการตั้งโจทย์ว่า เราต้องวิ่งเพื่อความสุข จะได้เวลาเท่าไรช่างมัน แต่ยังไงเราก็จะวิ่งให้ดีที่สุด ทุกๆ กิโลเมตรที่ก้าวข้าม เราต้องมีความสุขเป็นที่ตั้ง ซึ่งพอคิดได้แบบนั้น รายการที่โกเบจึงเป็นรายการแรกที่ได้เห็นบรรยากาศสองข้างทางได้เห็นวิวสวยๆ เห็นผู้คนที่เขายื่นมือมาแสดงความยินดีกับเรา ความรู้สึกในตอนนั้นมันคือโลกใบใหม่ของเรา แต่ที่เซอร์ไพรส์ที่สุดก็คือ เรากลับทำเวลาวิ่งได้ดีกว่าเดิมเสียอีก (ยิ้ม)

Q : ในฐานะนักวิ่ง การจะวิ่งให้สัมฤทธิ์ผล ต้องมีปัจจัยอะไรบ้าง

A: ข้อแรกเลยคือ ต้องมีจุดมุ่งหมายของตัวเองว่าจะวิ่งไปทำไม ถ้าไม่มีจุดมุ่งหมายเราจะไม่มีพลังมากพอที่จะลากตัวเองออกจากที่นอนตอนเช้า อันนี้คือสิ่งที่ยากที่สุดแต่ถ้าเรามีเป้าหมาย เอาง่ายๆ เลย ตั้งโจทย์ว่า เราจะลดน้ำหนักเพื่อไปเที่ยวทะเล เพื่อที่เวลาถ่ายรูปกับเพื่อนๆ เราจะหุ่นดีที่สุด เอาโจทย์ง่ายๆ แค่นี้แหละ คนอื่นอาจจะคิดว่ามันไร้สาระอะไรก็ช่าง แต่เราต้องคิดว่ามันสำคัญ ถ้ามันสำคัญกับเราปุ๊บ จะมีแรงกระตุ้นเพื่อที่จะลุกออกไปวิ่ง

ส่วนข้อต่อมา ให้ชวนเพื่อน เพราะเวลาที่เราเหนื่อย เราจะไม่เหนื่อยอย่างเดียวดาย เราจะมีเพื่อนเหนื่อยด้วย (หัวเราะ) อันนี้ช่วยได้จริงๆ แล้วเหตุผลอีกอย่าง เวลาเรานัดเขาไว้แล้ว เราจะเกรงใจ จะปล่อยให้เพื่อนวิ่งคนเดียวก็กระไรอยู่ ตรงนี้เป็นจุดดึงดูดให้เราออกมาวิ่งได้

และข้อที่สาม เรื่องอุปกรณ์ บางคนคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริงๆ แล้วสำคัญมาก เพราะเท้าคนเรามีลักษณะไม่เหมือนกัน ต้องเลือกที่ใช่กับตัวเองจริงๆ ทุกวันนี้ร้านขายอุปกรณ์เหล่านี้มีข้อมูลให้เยอะมาก เขามีเครื่องให้ทดลอง ทำให้รู้ว่าเท้าเราเหมาะกับรองเท้าแบบไหน ลงทุนกับมันนิดหนึ่ง อย่าไปรู้สึกว่ามันแพง ถ้าแพงก็ใช้ให้คุ้มสิ ปีหนึ่งมี 365 วัน ถ้าใช้ทุกวัน ตกวันละ 10 บาทเอง

ส่วนข้อที่สี่ข้อสุดท้าย ให้ลงงานที่จะไปวิ่งไว้สักงาน คือถ้าเราไม่มีเดดไลน์ จะไม่มีแรงกระตุ้น วิ่งไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายก็จะหยุดในที่สุด (หัวเราะ) แต่ถ้าระบุไปเลยว่า เราจะไปวิ่งมินิมาราธอนงานนี้ วันนี้ เดือนนี้ จะเริ่มเห็นภาพการเดินทางไปสู่จุดนั้นในแต่ละวัน แต่ละวีค จะต้องทำอะไรบ้าง เพื่อให้พร้อมก่อนที่จะถึงวันนั้น การมีเดดไลน์จะทำให้เราไม่ผัดวันประกันพรุ่ง และทำให้มีความตั้งใจ ถ้ามีสี่ข้อที่พูดมานี้ผมเชื่อว่าการวิ่งจะมีประสิทธิผลมากขึ้นแน่นอน (ยิ้ม)

Q: ถ้าให้เลือกไปมาราธอนได้ อยากไปวิ่งสถานที่แห่งไหนเป็นพิเศษ

A: ผมเคยไปเที่ยวสวิตฯ แล้วชอบมาก เป็นประเทศที่วิวสวย อากาศก็ดี ถ้ามีโอกาสและมีรายการไปแข่งที่นั่น คิดว่าจะต้องไปให้ได้ (ยิ้ม) ส่วนอีกที่ที่อยากไปลองคือวิ่งมาราธอนริมชายหาด บรรยากาศน่าจะสนุกดี รู้สึกว่าจะมีที่ประเทศออสเตรเลีย ถ้ามีโอกาสต้องไม่พลาดแน่นอน

Q: ถ้าให้ชวนใครสักคนไปวิ่งด้วยกัน อยากชวนใคร

A: พี่เอ๋ นิ้วกลม (สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์) ผมเป็นแฟนหนังสือของเขา แล้วช่วงนี้เขาก็ชอบวิ่งเหมือนกัน การที่ได้วิ่งไปกับคนที่มีความคิดดีๆ เราจะได้รับพลังบวกจากเขาคือนอกจากเราจะเติมพลังบวกให้ตัวเองแล้ว เราจะได้รับพลังบวกจากคนข้างๆ มาด้วย

IN THE LONG RUN เมื่อกำแพงชีวิตถูกพิชิตด้วย...การวิ่ง ณัฐ ศักดาทร,News Beat,Rabbit Today

Q: แล้วถ้าให้ชวนหญิงสาวสักคน...

A: อืม...นาตาลี พอร์ตแมน มั้งครับ แอบชอบเขามานาน (หัวเราะ) เขาเป็นรุ่นพี่ที่ฮาร์วาร์ด จำได้ว่าเคยเจอกันจะๆ 3 ครั้ง ครั้งแรกเห็นเขาต่อแถวซื้อขนมปังอยู่ข้างหน้า ครั้งที่สองเขากำลังจะเข้าห้องเรียน ผมวิ่งไปเปิดประตูให้ ส่วนครั้งที่สาม เป็นวันที่หิมะตกเห็นเขาเดินเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งทั้งหมดทุกครั้งผมไม่เคยได้เอ่ยปากบอกเขาเลยว่า ไอ ไลค์ ยู (ยิ้ม) คือเราชื่นชอบเขามาก แต่ไม่เคยได้บอกชอบเขาเลยสักครั้ง ถ้าได้ชวนมาวิ่งด้วยกัน คงจะได้บอกแน่ๆ และคงมีเรื่องคุยกันเยอะ (ยิ้ม)

Q: แล้วถ้าจะให้ชวนผู้นำประเทศสักคนมาวิ่งด้วยกันละ

A: เป็นคำถามที่ต้องตั้งใจมาก เพราะอาจมีผลต่อความมั่นคงของตัวเอง (หัวเราะ) ล้อเล่นๆ ผมคงชวนบารัก โอบามา มาวิ่งด้วยกันนะครับ เขาเป็นคนที่เรารู้สึกว่า มีความคิดเชิงบวกสูงเหลือเกิน และดูเป็นที่รักของทุกคน ตอนวิ่งไปด้วยกันคงมีคำถามอะไรมากมาย เราอยากซึมซับอะไรตรงนั้นจากเขา โดยเฉพาะการที่เป็นที่รักของทุกคน

Q: ไม่สนใจชวนประธานาธิบดีคนปัจจุบันวิ่งด้วยกันหรือ

A: กลัวผมจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่องน่ะครับ (ยิ้ม)

Q: ไม่ว่าจะเป็นมาราธอนครั้งไหน หรือรายการวิ่งที่ใด สุดท้าย...การวิ่งให้อะไรกับคุณ

A: มันคือการทำอะไรดีๆ เพื่อตัวเอง คือความรู้สึกที่ลุกขึ้นมาแล้วได้บอกกับตัวเองว่า วันนี้เราได้รักตัวเองแล้วนะ เราได้มอบสิ่งดีๆ ให้กับตัวเอง ไม่ว่ามันจะเป็นเวลาแค่ 5 นาที 10 นาที หรือเป็นชั่วโมง แต่อย่างน้อยวันนี้ก็เป็นวันหนึ่งที่เราไม่ได้ละเลยร่างกายตัวเอง เพราะนี่คือสิ่งที่ต้องอยู่กับเราไปจนวันสุดท้าย ถ้าเราดูแลแค่นี้ไม่ได้คงไปดูแลคนอื่นไม่ได้หรอก นอกจากนี้มาราธอนยังสอนให้เรามีความเชื่อว่า ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ครับ