เรื่องเด่น

เสียงเพลงเปลี่ยนชีวิตผม ธนนท์ จำเริญ

Published 11 พ.ย. 2018

By Rabbit Today

Non-Thanon-interview-scoops-Rabbit-Today-banner

ย้อนกลับไปราว 6 ปีก่อน เด็กหนุ่มวัย 16 ปีคนหนึ่งเดินทางมาจาก จ.ภูเก็ต เพื่อมาออดิชั่นร้องเพลงในรายการ The Voice Thailand ซีซั่น 1 แม้การปรากฎตัวบนเวทีครั้งแรกในรอบ Blind Audition เขาจะมีท่าทางที่ไม่ค่อยมั่นใจนัก…แต่ไม่กี่วินาทีก่อนเสียงเพลงจะจบลง โค้ชคนหนึ่งกดเปิดไฟหันมารับหนุ่มคนนี้เข้าทีม…ใครจะไปคิดว่าม้ามืดคนนี้จะถูกจารึกชื่อไว้ในฐานะแชมป์คนแรกของรายการ

วันนั้นถึงวันนี้ นนท์-ธนนท์ จำเริญ ได้ทำหน้าที่สร้างความสุขให้ทุกคนผ่านเสียงเพลง จากเด็กหนุ่มขี้อาย ค่อยๆ เติบโตขึ้นเป็นศิลปินที่บุคลิกมั่นใจในตัวเอง แถมยังกลายเป็นศิลปินที่มีผลต่อหัวใจของใครหลายๆ คน

Rabbit Today มีโอกาสคว้าตัว นนท์-ธนนท์ มานั่งพูดคุยถึงมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะวันนี้เขาคือคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตามองของวงการเพลงไทย การันตีด้วยตำแหน่ง ‘ดับเบิลแชมป์’ กับการเป็นศิลปินอายุน้อยที่กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองเป็นครั้งแรก พร้อมด้วย 2 ซิงเกิลล่าสุด 'มีผลต่อหัวใจ' และ 'ความรักกำลังก่อตัว' ที่ทะยานขึ้นท็อปชาร์ตเพลงทั่วประเทศ

Q: หลังจากเคยแจ้งเกิดจากการเป็นแชมป์รายการ The Voice Thailand ซีซั่น 1 และยังครองแชมป์ The Mask Singer ซีซั่น 4 จนได้ฉายาว่า ‘ดับเบิลแชมป์’ รู้สึกกดดันไหม

A: กดดันครับ ถ้าถามตัวเองผมไม่ได้รู้สึกว่าเราเป็นดับเบิลแชมป์อะไรขนาดนั้น มันดูยิ่งใหญ่เกินไปสำหรับผม ผมคิดว่าตัวเองคือศิลปิน นนท์-ธนนท์ ที่ตั้งใจทำงานให้มีคุณภาพแค่นั้นเอง ตอนที่เป็น ‘หน้ากากเป็ดน้อย’ ผมไม่เคยคิดว่าจะได้แชมป์ แค่อยากให้ทุกคนได้เห็นตัวตนและความสนุกของนนท์ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาท่วมท้น มีกลุ่มแฟนคลับเพิ่มขึ้นเยอะมาก (ลากเสียงยาว) มีทุกเพศทุกวัยครับ ส่วนใหญ่จะเป็นแฟนๆ ผู้หญิง (ยิ้ม)

Q: ทุกวันนี้ชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน

A: โห…พลิกหน้ามือเป็นหลังมือเลยครับ จากเด็กต่างจังหวัดที่ไม่รู้ว่าต้องทำตัวอย่างไรในวงการบันเทิง ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง 

ผมไม่ได้โตมากับการเรียนร้องเพลง ผมเข้าสู่วงการตอนอายุ 16 ปี แต่รู้สึกว่าวงการบันเทิงยังไม่แน่นอน จึงไม่ยอมดรอปเรียน ต้องเดินทางไปกลับภูเก็ต-กรุงเทพฯ ตลอด เหนื่อยมาก ปรับตัวอยู่ 2-3 ปี ตอนนั้นคิดว่างานเบื้องหน้ายังไม่เหมาะกับเรา เพราะผมอยากเป็นนักแต่งเพลง แต่ด้วยขีดจำกัดของความเป็นเด็ก ยังสื่อสารออกมาได้ไม่ชัด เช่น อยากเล่าเรื่องอกหักแต่ก็เล่าไม่ได้ ต้องใช้เวลาในการสั่งสมประสบการณ์

แต่พอได้ร้องเพลงประกอบละคร ได้ทำซิงเกิลของตัวเอง ได้เล่นหนังเรื่อง ลูกทุ่งซิกเนเจอร์ ของปรัชญา ปิ่นแก้ว ทำให้ได้สัมผัสแง่มุมอื่นๆ ของวงการบันเทิง ปรับตัวได้และเริ่มสนุกไปกันมัน บางทีตรงนี้อาจเป็นพื้นที่ของเราก็ได้

Q: เวลาพูดคุณดูจริงจังมาก ตัวตนจริงๆ เป็นคนซีเรียสหรือเปล่า

A: ผมเป็นคนชอบพูดจาตลก ชอบแซวเพื่อนแรงๆ แต่ถ้าเพื่อนที่รู้จักกันจริงๆ จะรู้ว่าผมไม่ได้ตลกเลย แต่ลึกๆ แล้วผมไม่ได้เป็นคนซีเรียสอะไรขนาดนั้น ปกติแหละครับ คนเรามีหลายเฉดสีในตัว บทจะจริงจังมุ่งมั่นก็มี จะตลกโปกฮาก็มี แต่ถ้าเรื่องงานผมเป็นคนจริงจังมาก ไม่เล่นเลย อาจเป็นเพราะผมโตมาในครอบครัวรับราชการ มีชุดความคิดที่ว่าการทำอะไรจริงจังจะเห็นผลเร็วกว่าทีเล่นทีจริง ทำให้ผมเป็นคนไม่ยอมอ่อนข้อต่อเรื่องของคุณภาพ 

สมัยเด็กผมเคยเป็นนักวิ่งโรงเรียน พอแข่งวิ่งชนะ ได้เหรียญรางวัลกลับไปฝากครูและเพื่อนๆ ผมเห็นพวกเขามีความสุข เหมือนทุกก้าวของเราเต็มไปด้วยความหวังของทุกคน ผมชอบอยู่ท่ามกลางความสุขแบบนั้น ตั้งแต่นั้นผมจึงทำทุกอย่างจริงจังมาโดยตลอด

เสียงเพลงเปลี่ยนชีวิตผม ธนนท์ จำเริญ,สกู้ป,Rabbit Today

Q: สมัยเรียนเคยมีวีรกรรมแสบๆ บ้างไหม

A: ผมเกเรนะ แต่ไม่ใช่เด็กเหลวไหล ด้วยความที่เราเป็นเด็กตัวใหญ่ ตัวดำ จำได้ว่าเดินเข้าไปตรงไหน เพื่อนลุกหนีหมด ทำให้เด็กกลุ่มเกเรอยากเอาเราเข้าแก๊ง ทั้งที่ความจริงหัวใจเราคิตตี้มากเลย ผมอยากเป็นเพื่อนกับเด็กเนิร์ด อยากอยู่กลุ่มพวกนั้น แต่เด็กเนิร์ดกลัวผม ยิ่งเราเป็นนักกีฬาด้วย ทำให้เขาคิดว่าเราใช้กำลังเก่ง ตอนอยู่ ป.3 ผมคุมสายชั้นประถมเลยนะครับ เคยโดนรุ่นพี่ ป.5 มาหาเรื่อง จับผมขังไว้ในห้องน้ำโรงเรียน แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาไม่เคยชนะผมหรอก (หัวเราะ)

Q: แล้วเป็นหนุ่มป็อบประจำโรงเรียนหรือเปล่า

A: ไม่ป๊อป (รีบตอบ) ด้วยบุคลิกเราที่ไม่ได้ดูดี ดูเถื่อนๆ หน่อย แต่ก็มีผู้หญิงเข้ามาบ้าง เอาของกุ๊กกิ๊กมาให้ อาจเพราะผมตัวใหญ่เลยดูโตเป็นหนุ่มกว่าเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันมั้งครับ  

Q: เป็นนักวิ่งอยู่ดีๆ อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้หันมาสนใจดนตรี

A: เกิดอุบัติเหตุครับ ผมเล่นสเก็ตบอร์ดแล้วแขนหัก กระดูกเชิงกรานร้าว ต้องกายภาพบำบัด หลังจากนั้นก็วิ่งได้ไม่เร็วเท่าเดิม ทำให้ไม่สามารถเป็นนักกีฬาได้ แล้วพอดีว่าบ้านเพื่อนเปิดร้านคาราโอเกะ ผมชอบไปร้องเพลงเป็นประจำ เพลงประจำตัวคือ ‘ชีวิตสัมพันธ์’ ของคาราบาว

ผมรู้สึกว่าดนตรีสนุกกว่ากีฬานะ แถมสร้างความสุขได้เร็วกว่า ตีกลองสักห้องคนโยกหัวตาม ดีดกีตาร์ 1 ครั้ง คนร้องเพลงตามได้ ผมจึงเริ่มหันมาโฟกัสกับดนตรี เล่นกลองและร้องเพลง ซึ่งมันเปลี่ยนชีวิตผมไปเลย

เสียงเพลงเปลี่ยนชีวิตผม ธนนท์ จำเริญ,สกู้ป,Rabbit Today

Q: พูดได้ไหมว่าเสียงเพลงเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ

A: ใช่ครับ ผมตั้งวงดนตรีลูกทุ่งกับเพื่อน ผมเล่นกลองและร้องเพลง แต่ยังมีความฝันอยากเป็นนักแต่งเพลง คิดว่าทำงานเบื้องหลังเหมาะกว่า เพราะรู้ตัวว่าไม่ได้เป็นคนหล่อ เพราะตอนนั้นนักดนตรีดูดีหมดเลยในสายตาผม แค่เขาขยับนิดหน่อยก็เท่แล้ว เคยไปเดินสายประกวดร้องเพลง…แพ้จนเบื่อเลยครับ แพ้บ่อยมาก ประกวดเสร็จกลับได้เลย ไม่ต้องรอฟังผล

แต่ผมเป็นคนมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ จนกระทั่งผมกับเพื่อนไปสมัครประกวด The Voice ตอนแรกผมเข้าใจว่าเป็นรายการประกวดวงดนตรี ปรากฎต้องแข่งเดี่ยว เพื่อนผมบอกไหนๆ มาแล้วก็ลองหน่อย ผมตื่นเต้นกลัวมาก แต่ถ้าไม่กล้าในวันนั้นก็คงไม่มีวันนี้

Q: ตอนที่แข่งแล้วแพ้ทุกครั้ง ไม่ท้อบ้างหรือ

A: ไม่รู้จะเอาอะไรไปท้อครับ เพราะเราเข้าใจศักยภาพของตัวเอง ไม่ได้ร้องเพลงดีกว่าคนอื่น บุคลิกภาพก็ไม่ดี การแสดงบนเวทียังไม่เก่ง ซึ่งทั้งหมดมันเกิดจากเราไม่มีความมั่นใจในตัวเองเลย แต่แค่อยากทำ ขอแค่อย่างน้อยมีโอกาส ไม่หวังผลลัพธ์ ตอนนั้นคิดเลยว่าชีวิตผมไม่ได้เกิดมาเพื่อรับรางวัล

เมื่อแพ้บ่อยๆ ผมไม่หวังชัยชนะแล้ว เพราะผมคาดหวังสิ่งที่ได้ระหว่างทางมากกว่า การแข่งขันจริงๆ ไม่มีคำว่าแพ้ครับ มีแค่ ‘ชัยชนะ’ กับ ‘บทเรียน’ การแพ้ทำให้ผมได้วัคซีนภูมิคุ้มกันที่ดี

Q: ก่อนหน้านี้คุณบอกเราว่าเป็นคนไม่มั่นใจ แต่ตอนนี้คุณดูมีพลังและมีความมั่นใจมาก

A: เรียกว่าจำเป็นต้องมั่นใจจะดีกว่าครับ ทุกวันนี้ผมลงจากเวทียังต้องถามทีมงานเลย โอเคไหม ผมพูดรู้เรื่องไหม เมื่อก่อนจะไม่ค่อยพูด เพราะรู้ว่าไม่ใช่คนเก่ง เวลาพูดจะติดสำเนียงทองแดง มีคำศัพท์ภาษาใต้ติดปาก เช่น มาอยู่กรุงเทพฯ ใหม่ๆ ผมพูดว่า ‘พี่ครับ! นั่นรถเครื่อง (มอเตอร์ไซต์)’ หรือขึ้นแท็กซี่ก็โดนขับวนตลอด เพราะเขารู้ว่าเราไม่ใช่คนกรุงเทพฯ เวลาไปออกรายการต่างๆ พิธีกรให้พูดภาษาใต้ คือผมพูดได้ครับ แต่พอกลับมาพูดกลาง จะทองแดงหล่นทันทีเลย

Q: ด้วยอายุเพียงเท่านี้ คุณถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกออกมาอย่างไรให้คนฟังอินมากที่สุด

A: ในฐานะศิลปินคนหนึ่ง ผมอยากเล่าเรื่องราวของตัวเองที่คนอื่นสามารถรู้สึกร่วมได้ จะไม่พูดเรื่องของคนอื่นที่ไกลตัวมากนัก เพราะแม้แต่เรายังรู้สึกไม่ได้ แล้วจะถ่ายทอดให้คนอื่นรู้สึกได้อย่างไร

โชคดีที่โปรดิวเซอร์ พี่แม็ค-ศรัณย์ วงศ์น้อย เปิดโอกาสให้ผมร่วมเขียนเพลงบ้างนิดหน่อย โดยเพิ่มเรื่องราวของเราเข้าไป คนฟังจะรู้สึกได้ตั้งแต่คำแรกว่านี่คือเพลงของเรา เช่น เพลง ‘ฝืนตัวเองไม่เป็น’ อยู่ในอารมณ์ชอบและฝืนห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้ เราจะสื่อสารอย่างไรให้คนที่ไม่เคยเจอเรื่องแบบเราอินได้ เคล็ดลับคือผมต้องซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองก่อน แล้วจึงถ่ายทอดออกมา

เสียงเพลงเปลี่ยนชีวิตผม ธนนท์ จำเริญ,สกู้ป,Rabbit Today

Q: แต่ส่วนใหญ่เป็นเพลงเศร้านะ

A: ด้วยความที่ผมทำงานตั้งแต่อายุ 16 ไม่ได้เจอประสบการณ์ความรักที่หลากหลายหรือสมหวังสักเท่าไร อาจด้วยบุคลิกของผม รูปลักษณ์ของเราไม่ได้หล่อเลือกได้ เพลงส่วนใหญ่เลยออกมาในทำนองนั้น

Q: ความกลัวของนนท์-ธนนท์ ในทุกวันนี้คืออะไร

A: ผมกลัวความสมบูรณ์แบบ เพราะในความคิดของคนส่วนใหญ่มองว่าศิลปินต้องต้องสวยหรูดูดี แต่ผมดูแลตัวเองไม่เป็น ไม่ได้เตรียมตัวมาเพื่อเข้าวงการ ไม่เหมือนศิลปินคนอื่นที่ลุคของเขาถูกเซ็ตมาแล้ว ต้องเท่ประมาณนี้นะ ขรึมๆ หน่อยนะ

ความไม่สมบูรณ์แบบของผม ทำให้มันมีพื้นที่ให้สำหรับพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ และผมสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ คนที่มารักผม…เขาจะต้องรักในความไม่สมบูรณ์แบบของผมด้วย

Q: ปัจจุบันอะไรคือสิ่งที่มีผลต่อหัวใจนนท์มากที่สุด

A: น่าจะเป็นพลังงานและความสุขที่คนอื่นมอบกลับคืนมาให้ผม เวลาไปทำงานแล้วเห็นคนมายืนรอเรา ร้องเพลงไปพร้อมเรา ผมรู้สึกว่าการได้ออกไปสร้างความสุขหรือเป็นความสุขของใครสักคนคือสิ่งที่มีคุณค่ามาก

กว่าจะเดินมาถึงจุดนี้ แน่นอนว่าผมไม่ได้ตัวคนเดียว แต่ผมยังได้ทำงานกับทีมงานเก่งๆ เจอผู้ใหญ่ที่สนับสนุนและเชื่อมั่นในตัวเรา สิ่งเหล่านี้มีผลต่อหัวใจเรามากที่สุด

Q: มีศิลปินคนโปรดที่เป็นต้นแบบไหม

A: ผมชอบ ‘ไมเคิล แจ็กสัน’ ครับ จำได้ว่าวันที่รู้ข่าวร้าย ผมน้ำตารื้นออกมาทั้งที่ไม่เคยร้องไห้มานานแล้ว ผมชื่นชมเขาในเรื่องของความพยายาม ไมเคิลต่อสู้ฝ่าฟันหลายเรื่องมาก เขาต่อสู้เรื่องสีผิว พิสูจน์ตัวเองจนกลายเป็นตำนานที่ได้รับการยอมรับ ผมนำเขามาเป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนความฝันของตัวเอง

เสียงเพลงเปลี่ยนชีวิตผม ธนนท์ จำเริญ,สกู้ป,Rabbit Today

Q: คุณได้ไปร่วมงานกับน้องๆ BNK48 ในรายการ Victory BNK48 ด้วย บอกหน่อยสิว่าโอชิใครเป็นพิเศษ

A: จริงๆ ชอบทุกคนครับ พี่โอ๊ต-ปราโมทย์บอกให้ตอบแบบนี้ (หัวเราะ) ความจริงก็มีแหละแต่พูดไม่ได้ คือน้องทุกๆ คนเริ่มจากศูนย์หมด ผมชอบเวลาที่ใครสักคนตั้งใจและพยายามเพื่อความฝัน ทำให้นึกถึงตัวเองที่เริ่มทำงานในวงการตั้งแต่เด็กเหมือนกัน

ผมในฐานะรุ่นพี่ ก็เอาใจช่วยและให้กำลังใจน้องๆ ติดตามอยู่ตลอดครับ ตอนไปถ่ายรายการ Victory BNK ก็เกร็งๆ บ้าง แต่ต้องรักษาลุคไว้ครับ ตอนแรกกลัวเหมือนกัน เพราะรายการนี้มีพี่โอ๊ตเป็นพิธีกร กลัวน้องๆ จะได้เห็นสิ่งที่ไม่ควรจะได้เห็น

Q: เดือนนี้กำลังจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งแรกของตัวเอง แฟนๆ จะได้เห็นเซอร์ไพรส์อะไรบ้าง

A: ผมอยู่วงการย่างเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว เชื่อว่ายังมีอีกหลายแง่มุมที่แฟนๆ ไม่เคยเห็น ทุกคนรู้ว่าผมเป็นคนสนุก เป็นคนตั้งใจ แต่ในคอนเสิร์ต I AM NONT TANONT THE FIRST CONCERT คุณจะได้เห็นภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น ผมมีไอเดียใหม่ๆ ตลอดเวลา รอโอกาสที่จะปล่อยของในงานนี้ จัดขึ้นในวันที่ 24-25 พ.ย. นี้ ณ อัลตร้า อารีน่า ฮอลล์ Show DC

เอาตรงๆ นะ ตื่นเต้นมากเลย ผมอายุ 22 ปี ถือว่าอายุยังน้อย แต่กำลังจะเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองเป็นครั้งแรก อยากให้ทุกคนได้รู้จักผมมากขึ้น คอนเสิร์ตนี้จะมีความวาไรตี้สูงมาก มีแขกรับเชิญพิเศษที่รู้ไส้รู้พุงกัน แต่ถ้าผมบอกก็จะไม่เซอร์ไพรส์นะสิ

Q: สุดท้ายเคยคิดไหมว่าหากโค้ชก้อง-สหรัถ ไม่หันมาในวันนั้น…ทุกวันนี้คุณกำลังทำอะไรอยู่

A: คงกำลังนั่งเขียนเพลงอยู่ เพราะผมรักษาความฝันของตัวเอง คือผมไม่เบนหางเสือแน่นอน ต่อให้เจอพายุก็ไม่เบน ผมซื่อสัตย์กับสิ่งที่อยากจะทำ แม้ผิดหวังก็ไม่เป็นไร…แต่ถ้าสมหวังก็ถือว่าเซอร์ไพรส์

ผมแพ้มาเยอะ มีเรื่องที่ทำแล้วผิดหวังตั้งมากมาย มีความรักก็ผิดหวัง (ยิ้ม) ผมไม่ได้มีวัยเด็กเหมือนคนอื่น เพราะต้องทำงานตลอด แต่ผมพยายามทำตัวเองให้พร้อมตลอด เมื่อวันที่โอกาสเหวี่ยงมาถึง ผมจึงมั่นใจว่ามือเราใหญ่พอที่จะคว้าโอกาสนั้นแล้ว

แม้นนท์-ธนนท์ จะบอกว่า ‘เสียงเพลงเปลี่ยนชีวิตผม’ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เขามีทุกวันนี้ได้นั้น…อาจเริ่มมาจากตัวเขาเองต่างหาก