เรื่องเด่น

ปองกูล สืบซึ้ง “ผมเหมือนไจแอนท์ และโตมากับโดราเอมอน”

Published 3 ก.ย. 2018

By Rabbit Today

Pop-Pongkool-scoops-Rabbit-Today-baner

ฝนด้านนอกเทลงมาเป็นห่า

ผมไม่ทราบหรอกนะครับว่าปริมาณของ ‘ห่า’ เทียบเท่ากับอะไร  รู้แต่ว่ามันต้องมากแน่ เพราะฝน ณ ตอนนี้เล่นตกลงมาแบบมืดฟ้ามัวดิน ตอนเย็นหลังเลิกงาน มีหวังคนกรุงได้บ่นฉิบเรื่องรถติด กับแอบเกรงใจคิวแทรกให้กับ Rabbit Today ของนักร้องร่างใหญ่ ‘ป๊อบ-ปองกูล สืบซึ้ง’ ความจริงเขาน่าจะต้องรีบพุ่งตัวออกจากสถานที่นัดประชุมทีวีโปรแกรมรายการหนึ่ง เพื่อไปหาเพื่อนรัก ‘โอ๊ต-ปราโมทย์ ปาทาน

ครับ, นอกจากซิงเกิลล่าสุด ชื่อเพลง ‘ภาพจำ’ ของป๊อบจะทะยานขึ้นท็อปชาร์ต โอ๊ต ปราโมทย์ ยังเคยคุยให้เราฟังว่า เขากำลังจะมีโชว์ โดยมีป๊อบ ปองกูล คนนี้ละ สวมหัวโขนเป็น โชว์ ไดเรกเตอร์ ให้

ช่างเถอะ! อย่างมากโอ๊ตก็คงสบถคำหยาบ หรือผรุสวาทบางคำใส่ ‘พี่ป๊อบ’ เบาๆ ถ้าเขาไปถึงช้า

หากเลือกได้เวลานี้ ป๊อบ ปองกูล น่าจะอยากได้ ‘ประตูวิเศษ ไปที่ไหนก็ได้’ จากกระเป๋าหน้าท้องของโดราเอมอน มันต้องดีมากแน่ถ้าเขาผลักมันออกไป แล้วเจอโอ๊ตในสถานที่นัดอีกแห่งหนึ่งโดยไม่ต้องฝ่าฟันรถติด

แต่…วินาทีนี้เขานั่งอยู่กับผมและคุณ กับที่ โอ๊ต ปราโมทย์ ทำได้ดีที่สุดคือ ‘รอ’

ปองกูล สืบซึ้ง “ผมเหมือนไจแอนท์ และโตมากับโดราเอมอน”,สกู้ป,Rabbit Today

วันนี้เป็นวันเกิดโดราเอมอน อยากให้คุณอวยพรให้กับแมวหุ่นยนต์แห่งโลกอนาคตสักนิดได้ไหม

สำหรับผมมองว่าโดราเอมอนเป็นเพื่อนที่เราใฝ่หา เขาเป็นตัวแทนของความสุข ไม่ว่าจะเป็นร้อยปี

สองร้อยปี หรือผ่านไปนานแค่ไหน ไม่ว่าเด็กยุคไหนได้อ่าน ได้ดู ขอให้โดราเอมอนเป็นตัวแทนของความสุข เป็นตัวแทนความอบอุ่นแบบนี้ตลอดไป

ที่ผมประทับใจโดราเอมอนเพราะมันสนุก ดูมา 2 ช่วง คือตอนเด็กกับตอนโต ช่วงเด็กเลย มันก็สนุกแบบเด็กน่ะ สนุกจังเลยโว้ย ดูแล้วเรามีความสุขมาก กับช่วงที่กลับมาชอบอีกครั้งคือช่วงหลังมหาวิทยาลัย ช่วงทำงานแล้ว มันมีความโหยหาอดีตบางอย่าง เพราะช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่เราสูญเสียอะไรไปบางสิ่งบางอย่างที่ค้นหา และเป็นช่วงที่ผมไปเรียนอยู่ที่สงขลาคนเดียว เมื่อได้กลับไปอ่านการ์ตูนจึงเหมือนได้เจอเพื่อนเก่า

ถ้าบอกว่าโดราเอมอนเป็น Coming of Age ของคุณจะได้ไหม ถ้าใช่ คุณเติบโตและได้เรียนรู้อะไรจากมัน

ใช่ครับ ตอนโตเรารู้สึกว่าจริงๆ แล้ว มันคือเพื่อนเรา เราอยู่กับทุกอารมณ์ สุข เศร้า เหงา ซึ้ง การสอน การใช้ชีวิต เป็นการสอนเราที่ไม่ได้บอกว่าทำแบบนี้ถูกหรือผิด แต่โดราเอมอนทำให้เห็นว่าการทำแบบนี้ของโนบิตะมีผลอย่างไร การที่เราทอดทิ้งเพื่อน ไม่ได้อยู่กับเพื่อน หรือในวันหนึ่ง ไอ้คนที่เราทะเลาะกันอยู่ตลอดเวลา สุดท้ายมันกลายมาเป็นคนที่ช่วยเหลือเรา ผมว่าการ์ตูนโดราเอมอนมีความลึกในเรื่องทำนองนี้อยู่

และแน่นอน มันมีผลกับความเป็นผมทุกวันนี้ ทุกอย่างที่มันเป็นอินพุตเข้ามา ย่อมเป็นสัดส่วนของการเป็นเอ๊าต์พุตออกไปอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าหลายๆ แนวความคิด หรือหลายๆ ความรู้สึกเกิดมาจากการ์ตูนโดราเอมอน เพราะเป็นการ์ตูนที่ผมอ่านบ่อยมากในช่วงเวลาเด็ก

คิดว่าตัวเองใกล้เคียงกับตัวละครไหนในโดราเอมอนมากที่สุด

คิดว่าไจแอนท์นะ เพราะผมมีความเกเรสูง เป็นคนชอบแกล้งเพื่อน เป็นคนชอบเห็นความเจ็บปวดของคนอื่น และจริงๆ แล้ว เมื่อถึงเวลาจริงๆ เราจะเป็นคนที่ไปช่วยเหลือมันในนาทีสุดท้าย แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้นเรานี่แบบยำมันเละ

ปองกูล สืบซึ้ง “ผมเหมือนไจแอนท์ และโตมากับโดราเอมอน”,สกู้ป,Rabbit Today

เกี่ยวกับรูปร่างที่ใกล้เคียงไจแอนท์ด้วยหรือไม่

ไม่เกี่ยวครับ แน่นอน, ผมไม่ชิชูกะ ไม่ใช่เดคิสุงิ ไม่ใช่ซูเนโอะ ไม่ใช่โนบิตะ ไม่ใช่โดราเอมอน เพราะฉะนั้น…ใกล้เคียงที่สุดเห็นจะเป็นไจแอนท์

แต่ไจแอนต์ร้องเพลงไม่เพราะเลย

มันมีช่วงที่เขากินอะไรเข้าไปอย่างหนึ่ง แล้วร้องเพลงได้

ถ้าสอนไจแอนต์ให้สามารถร้องเพลงได้ คุณอยากสอนเขาว่าอย่างไรครับ

ข้อดีของไจแอนต์เขาเป็นคนที่รักการร้องเพลงและรักการแสดงมาก เพียงแต่เขาไม่มีความสามารถ แต่มีความเชื่อ เขาทำจนเขาสามารถขึ้นเวทีแสดงได้ ผมว่าอันนั้นเป็นสิ่งสำคัญนะ ผมเคยบอกน้องๆ หลายคนว่า จริงๆ การร้องเพลงเราร้องด้วยสิ่ง 3 สิ่งในตัวเราคือ ร้องด้วยหลอดเสียง ร้องด้วยสมอง และร้องด้วยหัวใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไจแอนต์ทำ อย่างน้อยเขาไม่ได้ศูนย์คะแนนนะครับ เพราะผมให้ 30 คะแนนจากหัวใจของเขา

ถ้ามีประตูข้ามกาลเวลาได้ คุณอยากกลับไปแก้ไขอะไรในชีวิต เพราะอะไร

จริงๆ ถ้าจะเข้าไปแก้เนี่ย มีเยอะมาก แต่สุดท้ายแล้วคิดว่าคงเปิดเข้าไปดูเฉยๆ ไม่ไปแตะต้องอะไรมัน เพราะทุกอย่างมีเหตุและผล มันมีแสงก็ต้องมีเงา ผมคงไม่อยากไปแตะอะไรให้มันมีการเปลี่ยนแปลง

ชิชูกะในชีวิตคุณคือใคร

(คิดนิดหนึ่ง) ไม่มีเลยนะ ชิชูกะต้องเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ มีโลกของเขาเอง เขารู้ว่าตัวเองว่าชอบอะไร มีความสุขกับอะไร ชิชูกะในเรื่องเป็นคนที่ทำอะไรตามความสุขของตัวเองโดยตลอด เขาจึงเป็นคนที่โดดเด่น ซึ่งผมไม่เคยเจอผู้หญิงประมาณนี้

คุณอยากได้ของวิเศษที่อะไรมากที่สุดในกระเป๋าโดราเอมอน

ประตูไปทุกหนทุกแห่ง จำเป็นมากในช่วงรถติดแบบนี้ แม่-งติดโหดมาก ซึ่งถ้าเป็นไปได้จริงนี่คือการเปลี่ยนนวัตกรรมโลกเลยนะ ผมอยากไปกินบะหมี่ที่ฮ่องกงก็แค่เปิดประตูปัง แล้วเดินออกไปเลย ชีวิตเราจะง่ายขึ้นเยอะ

โดราเอมอนในชีวิตจริงของคุณคือใคร

(คิดนาน) คนที่ทำเพื่อเราทุกอย่าง คนที่คิดถึงเราก่อนตัวเอง คนที่ไม่ว่าเวลาเราอยากได้อะไร พยายามประคับประคองและประทานทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้…ถ้าให้นึกเร็วๆ ตอนนี้ก็คงเป็นพ่อแม่นะ

แม้บางอย่างที่โดราเอมอนให้มาจะไม่ได้มีแต่ข้อดี บางอย่างมีข้อเสีย แต่ว่าสุดท้ายแล้วเวลาที่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เขาคือคนที่คอยแก้ไข คอยดูแลเราอย่างมากที่สุด

ถ้าสามารถพาโดราเอมอนขึ้นรถไฟฟ้า BTS ไปได้ 1 วัน คุณจะพาเขาไปที่ไหน

พาไปที่บ้านครับ บ้านผมอยู่รามคำแหง ลง BTS เสร็จเดี๋ยวต่อแท๊กซี่พาไปบ้าน จะพาไปที่อื่นทำไมล่ะ เดี๋ยวเขาจะไม่มีเวลาให้ผม เพราะเขาดัง คนคงรุมล้อม เพราะฉะนั้นคิดว่าถ้าเขามีจริง เดี๋ยวจะพาไปนั่งคุยกันที่บ้าน คำถามแรกคือการเป็นโดราเอมอนนี่เหนื่อยไหม เพราะไม่เคยเห็นโดราเอมอนห่วงตัวเองหรือพูดถึงความอยากของตัวเอง จะมีอยากบ้างก็แค่ขนมโดรายากิแค่นั้นเอง

เปลี่ยนมาคุยเรื่องงานเพลงซิงเกิลล่าสุด ‘ภาพจำ’ ดีใจด้วยนะครับที่ตอนนี้ติดท็อปไฟว์ของทุกชาร์ต

จริงๆ แล้วผมก็ภูมิใจในทุกงานที่มันสำเร็จ แต่ ‘ภาพจำ’ มันเป็นเพลงที่งานเบื้องหลังใช้คนค่อนข้างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของทีมเพลงที่ตั้งใจทำกันมาก เอ็มวีที่ร่วมกันสร้างสรรค์มันออกมาให้เป็นอย่างที่เราคิดไว้ทั้งหมด ผมมองว่านี่เป็นการทำงานร่วมกัน ถ้าให้เปรียบก็เหมือนโดราเอมอนภาคภาพยนตร์นะ ภาคธรรมดาจะไม่ค่อยเห็นการทำงานร่วมกันสักเท่าไร แต่ในโดราเอมอนภาคหนังเราได้รู้ถึงความรักระหว่างไจแอนท์กับโนบิตะ หรือซูเนโอะกับคนโน้นคนนี้ ซึ่งผมมองว่านั่นเหมือนการทำงานในชีวิตปกติ คุณอาจไม่มีความสุขต่อกันและกันได้ แต่ในตอนที่ทำงาน คุณสามารถเชื่อมโยงกันได้ก็โอเคแล้ว

‘ภาพจำ’ ในการทำงานครั้งนี้คืออะไร

ภาพในการเข้าห้องอัด วันนั้นเป็นวันที่เรารวบรวมทุกอย่างตั้งแต่เนื้อเพลงที่มันเป็นกระดาษ ตั้งแต่ดนตรีที่มาเป็นเดโม กลองเริ่มอัด กีต้าร์เริ่มใส่ เริ่มมีเบส พออยู่ในห้องอัด ผมรู้สึกว่านี่ละคือร่างกายที่เริ่มจะสมบูรณ์แล้วของเพลง ‘ภาพจำ’ มันกำลังประกอบร่าง เพราะฉะนั้นในวันนั้นจึงเป็นวันที่ผมรู้สึกกับเพลงนี้มากๆ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่เราให้กำเนิดออกมาจากการคุย การเล่าเรื่องราวของเรา คำๆ นี้ที่เราถ่ายทอดอยู่ มันมาจากเรื่องนั้นที่เราเคยพูดคุยกัน

ปองกูล สืบซึ้ง “ผมเหมือนไจแอนท์ และโตมากับโดราเอมอน”,สกู้ป,Rabbit Today

คุณเคยเป็นนักร้องนักดนตรีกลางคืนมาก่อน ก่อนจะเข้าประกวดในทีวีโปรแกรมเฟิร์สสเตจเสียอีก จนกระทั่งวันนี้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินการก้าวผ่านแต่ขั้นตอนมันยากหรือง่ายครับ

จะมองว่ายากก็ยาก จะมองว่าง่ายก็ง่าย ถ้ามองว่าง่ายมันคงเป็นบันไดที่ผมก้าวขึ้นมาเรื่อยๆ อาจจะมีทางแยกหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมแค่เลือกมัน

แต่ไม่ใช่นักร้องทุกคนจะก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินได้นี่ครับ

ผมว่าโชคด้วยแหละ กับการเปลี่ยนแปลงตัวเราเอง พอทำงานมาถึงจุดจุดหนึ่ง ผมไม่ได้เอาเงินมานำมันตลอด บางครั้งผมก็ต้องเลี้ยงลำต้นของการเป็นนักร้องของตัวเองด้วยการทำอะไรที่ไม่ได้เพื่อเงิน แต่ทำอะไรที่ชอบ ทำในสิ่งที่รัก และรู้สึกว่ามันก่อกำเนิดตัวเราออกมา

แน่นอน, ผมต้องเก็บ ต้องผลิดอกออกผลเพื่อเอาสิ่งนี้ไปขาย เอามาเพื่อเลี้ยงดูลำต้น มันน่าจะเป็นเรื่องการบาลานซ์ ที่ทำให้ต้นไม้ชื่อ ป๊อบ ปองกูล ภาคที่เป็นศิลปินมันอยู่ได้ มันคือเรื่องของอะไรที่เกิดขึ้นแล้วมีเหตุของการเกิด มีการดำเนิน มีการซ้ำรอย สิ่งเหล่านี้ละ ถ้าเราย่อส่วนให้กลายเป็นชีวิต เราจะรู้ว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นมาได้ ผมเป็นนักร้องได้เพราะเมล็ดพันธุ์อะไร และผมจะไปต่อได้ในฐานะศิลปินเพราะการดูแลแบบไหน

คุณเคยบอกว่าไม่ถนัดงานพิธีกร และเคยคิดลาออกจากรายการสามแยกปากหวานในครั้งหนึ่ง ในวันนี้ความคิดเปลี่ยนไปหรือยัง

อาจไม่ใช่เรื่องของการถนัดหรือไม่ถนัดการเป็นพิธีกร แค่ผมไม่ถนัดการเป็นพิธีกรแบบนั้นมากกว่า แบบที่รายการเขาอยากให้เป็นอยู่ อย่างในรายการสามแยกฯ นี่เราไม่ถนัด มัน…(คิดนาน) มีแก่นของรายการเขา ซึ่งคนที่ทำรายการอาจจะไม่ได้ชอบสิ่งที่ผมเป็นอยู่ ซึ่งสิ่งที่เราเป็น เรารู้ว่ามันสนุกได้นะ สนุกมากๆ ด้วย แต่เป็นในมุมมองความคิดเรา ซึ่งมันอาจไม่ตรงกับสิ่งที่เขาคิดอยู่เท่านั้นเอง

แล้วโปรดิวเซอร์ได้บรีฟเราก่อนไหม

ผมว่ามันเป็นการเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่าครับ ป๊อบทำอย่างนี้ได้ไหม ทำอย่างนั้นได้ไหม เดี๋ยวพี่จะพยายาม แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันไม่ได้เป็นการคิดมาจากกมลสันดานของเขา หรือเราเองก็ไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เขาอยากได้ ในสิ่งที่เขารู้สึก มันจึงเป็นการฝืนๆ กันไป

ปองกูล สืบซึ้ง “ผมเหมือนไจแอนท์ และโตมากับโดราเอมอน”,สกู้ป,Rabbit Today

หลังจากรายการสามแยกปากหวานเลิกราไป ภาพนั้นเปลี่ยนไปแล้วยัง

ก็ถ้าให้ไปเล่น ไปทำเหมือนเดิม ก็คงจะรู้สึกเหมือนเดิมแหละ มันมีคำถามนี้ตลอดเวลาว่า ทำอย่างนี้ถูกหรือผิด ผมมีคำถามแบบนี้อยู่ตลอด แต่เชื่อว่ามันมีจุดที่เราพอดีสำหรับการเป็นพิธีกรแหละ มันมีจุดพอดีของมัน (ย้ำ)

Sense of Humor เป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวคุณมาแต่เกิด หรือเป็นสิ่งที่สะสมมาเรื่อยๆ

ผมพยายามใช้ชีวิตให้มันสนุก ไม่ว่าจะเป็นงาน ผมพยายามหาแง่งามของงานที่ทำให้ผมสนุกกับมันได้ หรือการเป็นพิธีกร ผมก็พยายามหาแง่งามของมันและเอามาใช้กับชีวิตเรา ซึ่งสำหรับตัวเราเอง มันทำให้มีพลังในการไปต่อได้ ถ้าผมต้องทำงานทุกวันโดยการฝืนทำ หรือเบื่อ ทำๆ ไปเถอะ ผมว่าผมไม่สามารถทำมันได้นานแน่นอน แต่อย่างที่บอก ผมกำลังสร้างลำต้น ผมต้องเติมสิ่งที่ผมชอบลงไปด้วย ลำต้นผมถึงจะขยาย มันต้องแข็งแรงพอที่จะผลิดอกออกผล ซึ่งตอนที่ผมเติมมันอาจไม่ได้มีความต้องการอะไรมากมายหรอก แต่ผมรู้ว่ามันจะเติบโตขึ้นมาอย่างไร

คุยกับคุณแล้วรู้สึกได้ถึงภาษากวี ต่างจากเวลาอยู่กับเพื่อนแก๊ง ‘ต่ำตม’ ที่ภาษาไม่ค่อยฟังรื่นหูสักเท่าไร

จริงๆ ผมก็คุยอย่างนี้นะ อย่างกับไอ้โอ้ต (ปราโมทย์ ปาทาน) เนี่ย เห็นเราสนุกสนาน แต่เอาเข้าจริงแล้วเรามีการปรึกษาชีวิตกันแหละ เพราะความยากของการเป็นศิลปินมันคือการบาลานซ์ เราเป็นเพื่อนกันครับ สามารถบอกได้ว่าบาลานซ์ของมันคืออะไร โอ๊ต…มึง ระมัดระวังนะ มึงไปแตะอย่างนี้ ต้องระวังโดนตรงนี้ๆ หรือบางทีเวลามันแตะไปโดน แล้วเป็นเรื่อง มา…เดี๋ยวเราช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่เป็นเพื่อนที่เฮฮาสนุกสนานกันอยู่ตลอดเวลา

แล้วมีมุมซีเรียสมากๆ บ้างไหม

การเป็นเพื่อนกันมันต้องอยู่กันได้ทุกมุมแหละ ผมว่ามันเป็นการเห็นแบบครบรอบ ครบทุกรูปทรงน่ะ

เคยดึงสิ่งดีๆ ในแก๊งเพื่อนต่ำตมมาใช้ในการทำงานบ้างไหม

คือมัน…(คิดนาน) มันเป็นเพื่อนที่ หนึ่ง ร่วมอาชีพ จึงเข้าใจว่าสิ่งที่เราเจอ สิ่งที่เราเป็นคืออะไร พูดคุยภาษาเดียวกัน สอง มันมีความเข้าใจในกันและกัน มีการรู้ว่าไอ้คนนี้มันต้องการอะไร ในจังหวะที่มันต้องการฮา หรือสนุกสนาน หรือบางจังหวะต้องการปลอบโยน แม่-งไม่ไหว เราก็มีเข้าไปปลอบมันเหมือนกัน ผมว่ากลุ่มเราเป็นเพื่อนที่มีความยืดหยุ่นสูง ไม่จำเป็นต้องโทร. หาทุกวัน ไม่จำเป็นจะต้องออกไปกินข้าวด้วยกันตลอด แต่เรายังมีความสุขกันอยู่

ถ้าพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาแล้วไม่มีเสียงร้อง คุณจะทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก

ไปหาหมอละมั้ง (หัวเราะ) หนึ่ง คือหาหมอ สอ งคือไปหาโดราเอมอน (หัวเราะหนักกว่าเก่า) ช่วยผมด้วย ก็…นะ ถ้าไม่มีเสียงแล้วผมเองก็ไม่เคยทำอย่างอื่นเหมือนกันนะ เราใช้มันมาตลอด 14-15 ปี โดยไม่เคยทำอย่างอื่นเลย

เคยมีความคิดแวบหนึ่งไหมที่อยากผอม และถ้าผอมคุณอยากหล่อเหมือนใคร

จริงๆ ก็คิดนะ คือไม่ใช่ว่าอยากอ้วน แต่มันอ้วนเพราะชอบกิน ถามว่าผอมได้ไหม ถ้าผอมแล้วดีไหม…ดี แต่ถามว่าผอมแล้วอยากหล่อเหมือน…เอาจริงๆ ผมเป็นคนไม่ชอบหล่อนะ ไม่ได้แอนตี้นะ ใครที่หล่อก็โอเค แต่ว่าผมไม่ได้อยากเป็นใครน่ะ ไม่อยากศัลยกรรมใดๆ ทั้งสิ้น ผมรู้สึกว่าทุกอย่างที่เรามีในชีวิตล้วนคือบาดแผลที่มันเกิดขึ้น มันเป็นการสร้างรูปทรงที่เป็นเราอยู่จนทุกวันนี้ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ บางครั้งการไปแก้ไขบางอย่างมันเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ สมมติผมไปเสริมจมูก ที่ตอนนี้ดูบี้แบนมากเลย (ป๊อบเอามือจับจมูกตัวเอง) ถ้าไปเสริม สิ่งที่มันอาจเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างของผม ทัศนคติ หรือความเชื่อของผมที่อาจจะเปลี่ยน ซึ่งผมไม่ได้รู้สึกแบบนั้น ผมไม่ได้เชื่อ ไม่รู้สึกว่ามันจะต้องมีความหล่อเหลาเอาการไปเพื่อทำอะไรด้วย

ปองกูล สืบซึ้ง “ผมเหมือนไจแอนท์ และโตมากับโดราเอมอน”,สกู้ป,Rabbit Today

การเรียนจบเอกประวัติศาสตร์ ช่วยอะไรในการดำเนินชีวิตหรือการทำงานของคุณบ้าง

จริงๆ มันช่วยได้เยอะนะครับ ผมเรียนเอกประวัติศาสตร์ ซึ่งมันบอกเราว่า ประวัติศาสตร์คือวิทยาศาสตร์ คุณต้องเรียนประวัติศาสตร์เหมือนดูหนังครับ เพราะถ้าคุณดูหนังเป็น ประวัติศาสตร์มันคือบทโทรทัศน์ หรือบทภาพยนตร์ดีๆ เรื่องหนึ่งเลยละ อย่างเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 มันคือบทภาพยนตร์เลยละ ทำไมถึงเกิดความขัดแย้ง ทำไมต้องยิงกัน ทำไมพูดกันดีๆ ไม่ได้วะ พอคุณเข้าใจสิ่งเหล่านี้ คุณไปดูหนัง หรือดูละครเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณจะเข้าใจมันมากขึ้น ไอ้ที่เขาบุกเข้าไปในโปแลนด์นั่นเพราะอะไรวะ อ๋อ…เพราะไอ้นี่มันไม่ยอมไอ้นั่น เพราะไอ้นั่นมันแค้นจากเรื่องนี้ ต้องมองให้เป็นหนัง 1 เรื่อง แล้วถึงจะสนุก

ทราบมาว่าคุณเป็นคนกลัวความมืด มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และคุณเยียวยามันอย่างไร

ตอนนี้ไม่กลัวแล้วครับ มันเกิดขึ้นจากผมไม่เคยถูกให้ใช้ชีวิตอยู่กับความมืด อยู่ที่บ้านแม่ก็จะเปิดไฟให้นอนมาตั้งแต่เด็ก และด้วยความเป็นลูกคนเดียวก็จะนอนห้องเดียวกับพ่อแม่ สองคือ ผมเองไม่เคยทดลองอยู่กับมันจริงๆ จังๆ จนเรียนจบแล้ว ทำงานแล้ว ก็ยังติดการเปิดไฟอยู่ตลอดเวลา จนช่วงพ่อป่วย ผมไปนอนเฝ้าท่านตลอด มีช่วงที่เราปิดไฟแล้วนอน เริ่มทำได้ ความกลัวเริ่มลดลง เริ่มเข้าใจความมืดมากขึ้น

และตอนบวช คือจบเลย ผมไม่กลัวอะไรอีกแล้ว เพราะบวชผมอยู่ในวัดที่แค่เห็นตอนกลางวันยังโคตรน่ากลัว กุฏิที่ผมนอนด้านหลังมีโกฎเรียง 3 ชั้นเลยนะ เปิดหน้าต่างออกไปก็คือโกฏ เราอยู่กันจนเข้าใจว่ามันเป็นแค่ความมืด ไม่ได้มีอะไรแอบแฝง แต่มีช่วงที่ผมคิดนะ เสียงแม่-งมาแล้ว ปรุงแต่งหมดเลย แต่ผมเริ่มรู้แล้ว ตื่นไปบิณฑบาตตอนตี 4 ลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่เช้ามืดโดยไม่รู้สึกถึงความกลัวใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากเลิกกลัวความมืด ยังเลิกกลัวผีไปเลยด้วย

อีก 10 ปีข้างหน้า คุณมองตัวเองอยู่จุดใดของวงการบันเทิง

ยังอยู่หรือเปล่ายังไม่รู้เลยครับ (หัวเราะ) อีก 10 ปีข้างหน้า ผมอยากเป็นเบื้องหลังแล้วละ ผมชอบการที่เราเป็นคนคนหนึ่งที่เคยได้โอกาส และอยากส่งต่อโอกาสให้กับน้องๆ ผมมีความสุขมากที่ได้เห็นเด็กรุ่นน้องลองทำอะไรใหม่ๆ

มีช่วงหนึ่งผมหันไปคุยกับไอ้โอ้ต โอ้ต…ผมนั่งดูชาร์ตนะ เชี้-ย  1 ใน 10 นี่ก็มึง นี่ก็กู นี่ไอ้เป๊ก นี่อะตอม แม่-งมีแต่คนที่อยู่มาแล้ว 10 ปีน่ะ แล้วคนใหม่ๆ แม่-งไปอยู่ไหนกันวะ เด็กมันไปไหนกันหมด คือในฝั่งของผม ผมมองว่าวงการมันจะรันต่อไปได้ต้องมีเลือดมาผลักดันให้เราแอคทีฟ เราก็ต้องแอคทีฟเพื่อให้ตัวเองอยู่ได้ เด็กก็ต้องแอคทีฟเพื่อให้เขาอยู่รอด ประเด็นคือเราอยู่ในดินที่ค่า ph แม่-งน่ากลัวมาก ปล่อยลูกอ๊อดไปคือตายหมดเลย มีแต่ไอ้พวกเป็นกบไปแล้วน่ะ นั่งอึ่บๆ แอ่บๆ กันอยู่ และไอ้กบพวกนี้สักวันหนึ่งมันก็ต้องบาย เรารู้สึกว่ามันควรจะต้องทำอะไรบางอย่าง

มีไหมเพลงห่วยสุดในชีวิตที่คุณเคยร้อง เหตุผลที่ร้อง และมันเกิดขึ้นเมื่อไร

มันเคยเกิดขึ้นในงานที่ผมไม่รู้สึกว่างานนี้เป็นของเรา ในงานที่เราต้องคิดอะไรเยอแยะมากมาย เราจะทำให้คนข้างล่างเขาอยู่กับโชว์จนจบได้ไงวะ พอเราคิดเยอะมันก็เลยไม่มีสิ่งที่ต้องคอนเซนเทรด อย่างที่ผมบอกว่าเราร้องเพลง ต้องมีเส้นเสียง มีสมอง มีหัวใจ วันนั้นมันไม่มีหัวใจผมเลยน่ะ อาจจะมีสมองอยู่ มีเส้นเสียงอยู่ แต่ผมไม่รู้สึกอะไรเลย ที่ทำได้ดีสุดคือประคับประคองและทำมันจนจบ คนข้างล่างไม่รู้หรอก แต่เรารู้ว่าไม่ดีเลย มันไม่เวิร์ค ไม่ได้มาตรฐาน

ในวันสุดท้ายของชีวิต คุณอยากเลือกเพลงอะไรมาเปิดให้ทุกคนฟัง และทำไมต้องเลือกเพลงนั้นเพราะ…

ยิ่งไม่รู้ยิ่งต้องทำ’ ผมว่ามันคือเพลงชีวิตของผมเลยนะ เป็นเพลงของการใช้ชีวิตจริงๆ ว่าในวันหนึ่ง สิ่งที่เรายิ่งทำไปมากเท่าไร จนถึงวันที่เวลามันหมด สิ่งเหล่านั้นมันไม่เคยพอหรอก ยิ่งเราไม่รู้ว่าจุดจบอยู่ตรงไหน มันมีแค่อย่างเดียวคือ เราต้องทำ ทำเท่าที่จะทำได้ให้มากขึ้นเท่านั้นแหละ

คนเขียนเขาเขียนว่าอย่างนั้น (ยิ้ม) ตอนผมได้เดโมเพลงนี้มา ผมเชื่อในทุกคำ เชื่อในทุกความรู้สึก และมันมีเรื่องตลกร้ายอยู่เรื่องหนึ่ง ตอนนั้นพ่อผมป่วยหนักมาก พอได้เพลงนี้มาแล้วผมชอบมาก ก็เข้าไปบอกพ่อว่า มีเพลงใหม่เพลงหนึ่งแม่-งโคตรเพราะ (นิดขึ้นได้) แต่ไม่ได้พูดแม่-งนะ (เปลี่ยนใจ) เพลงนี้โคตรเพราะเลยพ่อ อยากอัดมาให้ฟัง

เราทำงานล่วงเลยไปจนจบ ผมใช้เวลากับเพลงนี้นานมากนะ จนพ่อเสีย และเพลงนี้พ่อก็ไม่เคยได้ฟัง คิดดูสิว่า ความตั้งใจแรกที่จะทำ แม่-งยังไม่สำเร็จเลย ซึ่งมันอยู่ในเพลงๆ นี้ ความรู้สึกของผม ผมถ่ายทอดอยู่ในเพลงนี้ทั้งหมด มันคือสิ่งที่อยากบอก นี่ละคือ Coming of Age ของผม