เรื่องเด่น

ปริญญ์ พานิชภักดิ์ ทิศทางประเทศไทย ในมือคนธรรมดา

Published 27 พ.ย. 2019

By โชติ เวสสวานิชกูล

ปริญญ์ พานิชภักดิ์ ทิศทางประเทศไทย ในมือคนธรรมดา

…ทำไมประเทศไทยในทุกวันนี้ยังก้าวเดินแบบตะกุกตะกัก?

…การเมืองที่เต็มไปด้วย ‘พรรคพวก’ ที่ใครอยู่นอกกลุ่มต้องถูก ‘ขัดขา’

…เศรษฐกิจที่สะท้อนถึงความไม่มั่นใจของคนในประเทศในหลายๆ ด้าน

…สังคมไทยพบปัญหาตั้งแต่ระดับล่างยันบน คนตกงานเพิ่มขึ้น เกษตรกรขายของไม่ได้กำไร คนไทยไม่กล้าใช้จ่าย

…นาทีนี้ เราต้องรอซูเปอร์ฮีโร่ โชว์เทพสกิลมาจัดการ แต่ใครคือคนๆ นั้น?

“แม้จะเป็นเพียงคนธรรมดา แต่ก็สามารถเปลี่ยนสังคม เศรษฐกิจ และประเทศได้”

นี่คือหนึ่งในคำพูดที่น่าสนใจจากปาก ‘คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา’ อย่าง ‘ปริญญ์ พานิชภักดิ์’ หัวหน้าทีมอเวนเจอร์เศรษฐกิจ หรือเศรษฐกิจทันสมัย (New Economy) แห่งพรรคประชาธิปัตย์ ลูกไม้ใกล้ต้นของ ‘ดร.ซุป-ศุภชัย’ อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีเศรษฐกิจหลายสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการ ตลอดจนอดีตผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก (WTO) 

ปริญญ์เป็นคนหนุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีดีกรีนักวิเคราะห์ที่ธนาคารเมอร์ริล ลินช์ ลอนดอน, วาณิชธนากร ที่ธนาคารเอบีเอ็น แอมโร, รองประธานที่ดอยช์แบงก์ และหัวหน้าฝ่ายตลาดเครดิต ลียองเนส์ ประเทศไทย (CLSA) รวมถึงเคยนั่งกรรมการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ และพ่วงท้ายด้วยเจ้าของธุรกิจร้านเป็ดย่างโฟร์ซีซั่นส์ 

โปรไฟล์ระดับนี้ ในวัยเพียง 42 ปี เป็นพลังแห่งคลื่นลูกใหม่ที่พรรคประชาธิปัตย์หวังจะให้เข้ามาช่วยกำหนดเข็มทิศใหม่ของพรรค ขณะที่ตัวเขาเองก็พร้อมจะทิ้งตำแหน่งทางธุรกิจเพื่อเข้ามายืนอยู่ในจุดที่สามารถนำไอเดียที่มีมาช่วยพลิกโฉมประเทศไทยในเชิงสร้างสรรค์แบบที่ไม่ต้องสวมหมวกระดับสูงสุดของการบริหารประเทศก็ลุยได้

ปริญญ์ พานิชภักดิ์

Q: การก้าวเข้ามาสู่การเมืองที่ว่ากันว่าทำคนเก่งๆ เสียคนมาเยอะ กังวลบ้างไหม

A: ผมเห็นภาพการเมืองไทยมาพอสมควรนะครับ และการที่ผมได้เป็นนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ รวมถึงผู้บริหารวาณิชธนกิจต่างๆ ก็ทำให้เรามองเห็นภาพความเป็นจริงของปัญหาและสิ่งที่ประเทศไทยต้องเจอ โดยผมเตรียมใจไว้พร้อมในบทบาทของ ‘ประชาชน’ ที่อยากช่วยสร้างสรรค์และแก้ปัญหาประเทศประเทศ แม้คุณพ่อ (ศุภชัย พานิชภักดิ์) จะไม่ได้ผลักดันว่าต้องรีบเข้ามาทำงานการเมืองที่อาจจะมีความท้าทายหลายด้าน แต่ท่านก็ให้อิสระผมได้คิดเอง

ปริญญ์ พานิชภักดิ์

Q: คุณจะทำอะไรที่สอดคล้องกับคำว่า ‘คนธรรมดา ก็แก้ปัญหาประเทศไทย’ ได้

A: อย่างแรกเลย คือ ผมอยากให้เราปลดล็อกความคิดว่า ‘ไม่ต้องเป็นนักการเมือง’ ก็ทำเพื่อสังคมไทยได้ ทีมของผมแทบไม่มีนักการเมืองเลย แต่ถ้าคิดจะลงไปช่วยอะไรต้องรู้ปัญหาจริง รู้แล้วต้องทำด้วย ช่วยวางแผนและมอบโซลูชั่นที่มีความชัดเจน เช่น กรณีมังคุดที่ถูกล้งจีนกดราคา ปล่อยไว้จะเป็นปัญหาต่อราคาสินค้าเกษตร ผมก็เข้าไปเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างๆ พร้อมกับประสานในภาพใหญ่กับหน่วยงานรัฐในการช่วยแก้ปัญหาราคาตกต่ำ และผลคือตอนนี้ราคามังคุดไทยกลับมาอยู่ในสภาพที่เกษตรกรยิ้มได้ นี่คือตัวอย่างว่าคนธรรมดาทุกคนสามารถทำได้

ปริญญ์ พานิชภักดิ์

Q: บอกภารกิจคร่าวๆ ของคนธรรมดาที่ชื่อปริญญ์ให้ชื่นใจหน่อย

A: ตอนนี้ปัญหาในประเทศเรา คือ เรื่องความเหลื่อมล้ำ เราเหลื่อมล้ำกันแทบทุกด้าน ทั้งเรื่องการศึกษา ที่คนจบไปจะต้องตกงาน คนที่อยู่ในภาคแรงงานเดิมจะตกอับ นั่นก็เพราะเราไม่มีการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ให้คนเข้ามาอยู่ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงได้จริง มหาวิทยาลัยยังตั้งเป้าให้เด็กเน้นผลการเรียน แต่ตลาดงานต้องการทักษะที่ใช้ได้จริง ผมจึงนำเสนอเรื่องผ่านกระทรวงสาธารณสุขและเริ่มมีความเป็นจริงขึ้น คือ ความอิสระของเด็กจบใหม่ ที่ต้องได้ฝึกงานในตลาดงานแห่งอนาคต ไม่ใช่ฝึกตามสิ่งที่เรียนมา ซึ่งบางเรื่องจะใช้ไม่ได้จริงในสนาม

หรือในกรณีของรายได้ท้องถิ่น เรามีแหล่งท่องเที่ยวระดับชุมชนที่สามารถทำให้ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปากได้ เช่น คุณรู้ไหมว่าอำเภอลานสะกา นครศรีธรรมราชมีอากาศที่บริสุทธิ์ที่สุดในไทย มีภูเขาสวยงาม ธรรมชาติงดงาม แต่คนยังไม่รู้ และคนในพื้นที่ก็ไม่ได้แบรนดิ้งตัวเอง เราก็ร่วมมือกับธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรซ์ที่ชื่อว่า ‘Local Alike’ มาช่วยพัฒนาแพ็กเกจให้เกิด Local Experience เพื่อสร้างมูลค่าให้กับสถานที่นั้นๆ

ในกรณีของการจราจร ปัญหารถติดมันแก้ไม่ได้ แต่เราปรับพฤติกรรมได้ ผมได้ชงเรื่องเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) ในการเดินทางร่วมกันกับรถคันเดียวภายใต้ปลายทางเดียวกัน ซึ่งถ้าทำได้ เราจะช่วยแก้ปัญหาจราจรไทยได้ชัดมาก 

จริงๆ ยังมีอีกหลายเรื่อง เช่น การสานต่อแนวคิดของท่านกรณ์ จาติกวณิช กับเรื่องของ GOVTECH โดยการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์กับการเก็บข้อมูลคนไข้ ซึ่งผมมองว่าอนาคตเจ้าของข้อมูลควรเป็นตัวเราเอง เช่น เกิดอุบัติเหตุที่ไหนแล้วต้องไปโรงพยาบาลใด ไม่จำเป็นต้องรอข้อมูลจากโรงพยาบาลต้นทางของเรา ซึ่งมันล่าช้า แต่สามารถดึงข้อมูลจากตัวเราเอง ด้วยระบบไบโอเมตริกซ์ เป็นต้น 

ผมกำลังบอกว่านี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากภาคประชาชน และคนอื่นๆ ในประเทศก็ทำได้ ขอให้ทุกแนวคิดมันมีหนทางสู่การแก้ปัญหาของประเทศได้จริงและกล้าเปิดใจคุยกับทุกฝ่าย

ปริญญ์ พานิชภักดิ์

Q: ถามจริงๆ คุณเชื่อจริงหรือว่าสังคมไทยจะทำงานแบบประสานมือกันได้แบบไร้รอยต่อ

A: ยุคนี้เราทำงานคนเดียวไม่ได้หรอกครับ เราต้องสร้างเครือข่ายกับทุกภาคส่วนในประเทศ เพื่อบรรลุสิ่งที่เรียกว่า ‘บิ๊กโกลด์’ เดียวกัน ซึ่งสิ่งผมเล่าๆ มานี่ มันเกิดขึ้นได้เพราะผมทำงานร่วมกับทุกพรรคนะ เรามองการแก้ปัญหาโดยระดมความคิดจากบนลงล่าง และล่างขึ้นบน ทำงานร่วมกับ ส.ส. ในพื้นที่แม้จะคนละพรรค รวมถึงคณะรัฐมนตรีที่ต่างพรรคกันได้ ขอแค่เราเดินเข้าไปนำเสนอโซลูชั่นที่สร้างสรรค์ มีแผนการจัดการที่ชัดเจน และอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ประเทศก็พอ

ปริญญ์ พานิชภักดิ์

Q: นำไปสู่บิ๊กโกลด์ แล้วบิ๊กตู่โอเคไหม

A: ผมว่าท่านมองประโยชน์ส่วนรวมของประเทศนะ และมันไม่เกี่ยวว่าจะต้องมาจากใคร เห็นได้จากสิ่งที่ผมพูดมา ทุกๆ เรื่องถูกนำเข้าไปสะท้อนในวาระของคณะรัฐมนตรีหมด ไม่ใช่ว่าผมเก่งหรือประชาธิปัตย์เป็นพรรคใหญ่ แต่เป็นเพราะเราทำงานบนพื้นฐานของความสร้างสรรค์ พูดคุยกับทุกฝ่าย ประเทศไทยตอนนี้ต้องการความเป็นหนึ่งเดียว ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย

“สังคมดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องร่วมกันสร้าง ถ้าเราไปยืนอยู่ในจุดที่รัฐบาลยืนอยู่ เราอาจจะทำอะไรไม่ได้เลยก็เป็นได้ การบ่น ต่อว่า หรือเสียดทาน ไม่มีอะไรดีขึ้น คนไทยทุกคนต้องลุกขึ้นมาสะท้อน และเชื่อมมือกันแก้ในสิ่งที่เป็นปัญหา และสร้างสรรค์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์จะดีกว่า” ปริญญ์ ทิ้งท้าย