เรื่องเด่น

‘วรวิทย์ ศิริพากย์’ พาแบรนด์ไทยวิ่งไกลไประดับโลก

Published 14 ม.ค. 2019

By Rabbit Today

Pui-PANPURI-Interview-scoops-Rabbit-Today-banner

ถ้าใครลองลุกขึ้นมาสวมรองเท้าวิ่งมาราธอนแล้ว เป้าหมายของคุณอาจเริ่มจากมินิมาราธอน ฮาล์ฟมาราธอน และคงไม่จบอยู่ที่เส้นชัย 42.195 กิโลเมตรอย่างแน่นอน เพราะความสำเร็จเบื้องต้นคือความท้าทายให้เราไปต่อ เมื่อหัวใจและสมองสั่งให้ขาสองข้างนี้ก้าวไปต่อ

 

การสร้างแบรนด์เหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งร้อยเมตร ต้องใช้เวลาสะสมระยะทางนานครับ แน่นอนว่าระหว่างทางย่อมมีอุปสรรค แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้แบรนด์ปัญญ์ปุริแข็งแรง

 

วรวิทย์ ศิริพากย์’ หรือหลายคนรู้จักเขาในชื่อ ‘คุณปุ๋ย ปัญญ์ปุริ’ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปุริ จำกัด ผู้ชายเรียบง่าย แต่มากไปด้วยรอยยิ้ม มากประสบการณ์ในการเรียนรู้โดยใช้ความเชื่อมั่นบวก Passion พาแบรนด์ปัญญ์ปุริ (PAÑPURI) ผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยมที่ใช้ส่วนผสมธรรมชาติ และออร์แกนิก ทั้งสกินแคร์ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย หรือเครื่องหอม รวมไปถึงบริการสปา และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ไปไกลระดับโลก

Q: ปัจจุบันผู้ชายหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น ทั้งในเรื่องของสกินแคร์ การดูแลสุขภาพร่างกาย แต่ทราบว่าคุณเริ่มทำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวมาเข้าปีที่ 16 แล้ว อะไรจุดประกายให้ผู้ชายคนหนึ่งในตอนนั้นหันมาเริ่มธุรกิจเกี่ยวกับความงาม

A: ต้องบอกก่อนว่างานแรกของผมไม่ใช่เกี่ยวกับความงามเลย หลังจากจบเศรษฐศาสตร์ที่แคนาดาก็ไปทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการบริการจัดการ วางกลยุทธ์ด้านธุรกิจที่นิวยอร์ก งานหนักมาก แทบไม่มีเวลาดูแลตัวเอง อาบน้ำทีก็แค่ 5-10 นาที แต่ด้วยเวลาแค่ 5-10 นี้ กลับทำให้ผมได้ผ่อนคลายกับสบู่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายเลยทำให้ผมชอบสกินแคร์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร

Q: สิ่งนี้คือจุดเชื่อมโยงให้คุณต่อยอดความหลงใหลผลิตภัณฑ์สกินแคร์ส่วนตัวมาสู่ธุรกิจได้อย่างไร

A: ผมมองว่า Passion ส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นผมหรือทุกคนสามารถต่อยอดไปเป็นโอกาส ที่เราสามารถร่างฝันขึ้นมาก่อน เพราะหลังจากผมย้ายจากสหรัฐอเมริกาไปเรียนโทที่อิตาลี ผมทำธีสิสเรื่องการวิเคราะห์ว่าประเทศไหนมีจุดแข็งในธุรกิจด้านไหน ผมเองก็วิเคราะห์บ้านเราโดยตั้งธุรกิจสปา และสุขภาพความงาม ถ้าใครเคยไปสปาที่เมืองนอก จะทราบว่าราคาแพงมาก บางทีวัตถุดิบก็สั่งมาจากบ้านเรา

จากนั้นผมว่า 2 ธุรกิจนี้คือจุดแข็งของประเทศไทย เรามีทรัพยากรมากมาย คนไทยเองก็รักสวยรักงาม รวมไปถึงศาสตร์การดูแลร่างกายและเรื่องบริการของคนไทยมาอันดับ 1 อยู่แล้วครับ

Q: พอกลับมาเมืองไทย คุณพุ่งเป้าหมายไปการทำธุรกิจด้านนี้เลยหรือไม่

A: ยังครับ (ยิ้ม) มันยังอยู่ในช่วงค้นหา อยากลอง อยากสร้างอะไรของตัวเอง และต้องเกี่ยวกับต่างประเทศด้วย เพราะผมรักการเดินทาง ก็คิดว่าจะทำอะไรดี หรือจะทำเฟอร์นิเจอร์ แต่พอศึกษาไป เอ๊ะ เราไม่อิน จนเราคุยกับเพื่อนที่ทำโรงงานผลิตภัณฑ์สกินแคร์ เราเก็ต เราอิน เหมือนเราคุ้นเคยและเข้าใจมานาน

Q: อยากให้เล่าถึงผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่มาจากความคิดของผู้ชายหน่อยค่ะ

A: โอ้โห...จริงๆ ตอนครั้งแรกมีผลิตภัณฑ์ครบเลยครับตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เพราะชอบทุกอย่าง (หัวเราะ) แล้วต้องไปออกงานแสดงสินค้าที่งานบิวตี้แฟร์งานหนึ่ง ตอนไปพรีเซ็นต์ Buyer ต้องมีครบทุกอย่าง แต่ถ้าจะพูดถึงผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่เป็นที่รู้จักและขายดีตลอดกาลจนถึงวันนี้ คือน้ำมันตัวหนึ่งที่เวลาโดนน้ำแล้วกลายเป็นน้ำนม ตัวนี้ทำได้หลายอย่างมาก ตั้งแต่แช่อาบน้ำ เป็น Moisturizer ทาตัวก็ได้ เป็นน้ำมันนวดก็ได้ครับ ตัวนั้นจะเป็นตัวขายดีตลอดกาลที่ลูกค้าพูดถึงอยู่ตลอด

Q: กลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ที่เป็นผู้หญิง แล้วตอนนี้ไลน์ของผู้ชายก็เติบโตขึ้นด้วย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วค่อนข้างมี Loyalty กับแบรนด์ต่างประเทศ ทำไมคุณถึงปลุกปั้นผลิตภัณฑ์ไทยให้เป็นแบรนด์ระดับลักชัวรี่

A: โจทย์นี้ก็เป็นโจทย์ที่เราคิดหนักเหมือนกันเมื่อ 15 ปีก่อน คือตอนเริ่มทำปัญญ์ปุริใหม่ๆ เนื่องจากแบรนด์ไทยยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือยังไม่เป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะแบรนด์ที่อยู่ในระดับ Luxury อาจจะมีสาเหตุหลายปัจจัย แล้วคนไทยเองยังไม่ค่อยใช้ของไทยเท่าไร แต่ตอนนี้ผมว่าภาพมันเปลี่ยนไปเยอะ ด้วยปัญญ์ปุริเองและมีหลายแบรนด์ในอุตสาหกรรมนี้ช่วยกันทำงานสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีออกมา

Q: อย่างในเอเชียเองก็มีแบรนด์ลักชัวรี่ที่แข็งแรง คุณว่าอะไรคือจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ไทยๆ ของปัญญ์ปุริที่สามารถชูเป็นแบรนด์ลักชัวรี่ได้

A: ส่วนตัวผมรู้สึกว่า จริงๆ แบรนด์ต่างประเทศก็มีจุดแข็งของเขา ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่นมีชื่อเสียงมานาน เกาหลีก็มีชื่อเสียงในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา พวกเขาเน้นเทคโนโลยี นวัตกรรมกันเยอะ แต่ในทางกลับกันก็มีสารเคมีเยอะมาก สิ่งที่ผมมองเห็นตั้งแต่เมื่อ 15 ปี บ้านเราหรือว่าเมืองไทย บวกความชอบส่วนตัวด้วย เราไม่ได้เดินมาทางเคมี เรามาแนวธรรมชาติได้ดีกว่า เพราะว่าเรามีทรัพยากรเพียบพร้อม วิถีการเป็นอยู่ วิธีการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายที่เป็นวิถีธรรมชาติด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าจะเรื่องอาหารหรืออะไรก็ตาม ผมว่า Position ของเรามันแตกต่างอย่างชัดเจนกับญี่ปุ่นหรือเกาหลี เขาจะเน้นเคมี เทคโนโลยี เน้นอุตสาหกรรมหนัก ของเรามาแนวธรรมชาติ ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นเรื่องของแนวผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งปัญญ์ปุริชูผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกเป็นรายแรกๆ แล้วรวมเอาเซอร์วิสที่ดีมาประกบกัน อย่างที่ทราบว่าประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านเกี่ยวกับ Hospitality การบริการอยู่แล้ว ผมพยายามจะเรียกว่านี่คือ ‘ไทยบิวตี้’ ที่มีเอกลักษณ์ ไร้สารเคมี มีความเป็นธรรมชาติสูง จึงเน้น 2 เรื่องนี้ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จริงๆ ต่างชาติเขาก็ Recognize เรานะครับ เพราะเขานึกถึงผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติและบริการที่มาด้วยกันกับผลิตภัณฑ์ คือเมืองไทยก็จะเป็นอันดับต้นๆ เหมือนกัน

‘วรวิทย์ ศิริพากย์’ พาแบรนด์ไทยวิ่งไกลไประดับโลก,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: อยากให้เล่าถึงการพาแบรนด์สกินแคร์ไทยไประดับโลกสักนิด

A: เริ่มตั้งแต่ครั้งแรกของการไปออกงานแฟร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศครับ แล้วมีลูกค้าจากต่างประเทศ Make Order ทำให้เราเริ่มส่งออกไปต่างประเทศตั้งแต่วันนั้น ประเทศที่สำคัญของเรา ผมว่าน่าจะเป็นญี่ปุ่น ผมรู้สึกว่าถ้าเราได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคในญี่ปุ่นได้นี่สามารถบอกอะไรหลายอย่างมาก เพราะคนญี่ปุ่นละเอียดมากๆ ที่สุดของที่สุดจริงๆ (หัวเราะ) จุดนี้ทำให้เรากลับมาพัฒนาตัวเองได้ดี จากนั้นเราเลยไปเปิดออฟฟิศที่โตเกียว กับ Flagship store คือเรา Direct Investment เข้าไปในญี่ปุ่น

Q: คุณปุ๋ยมองอย่างไร ที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติของไทยมีราคาถูก แต่ต้องจ่ายในราคาที่สูง

A: ธรรมชาตินี่แพงมากนะครับ แพงกว่าสารเคมีอีก (หัวเราะ) สารเคมีหรือส่วนผสมในเครื่องสำอาง ผลิตขึ้นมาด้วยกระบวนการอุตสาหกรรม จึงถูกและมันหาง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลเสียต่อผิวพรรณและร่างกายเราถ้าใช้ในระยะยาว ลองนึกภาพมะลินะครับ จะได้น้ำมันที่สกัดจากดอกมะลินี่ต้องใช้มะลิหลายตันมากถึงจะได้น้ำมัน 1 กิโลกรัม แค่ต้นทุนเองก็เป็นแสนบาท ในการที่คุณจะใช้น้ำมันสารสกัดจากดอกมะลิใส่เข้าไปนี่เรื่องใหญ่มาก หรือการจะใช้น้ำมันจากดอกกระดังงาเองหรือไม้จันทน์เอง ซึ่งไม้จันทน์แถวบ้านเราหาไม่ได้ ต้องนำเข้ามาจากอินเดีย ราคาเป็นแสนเลยครับ เรียกว่าสารสกัดจากธรรมชาตินี่มีมูลค่าสูงมากทีเดียว

แน่นอนมี Offering หลายเกรด ตั้งแต่ Mass Market หน่อย ซึ่งถ้าเข้าไปดูจริงๆ ก็ต้องไปดูว่าปริมาณในธรรมชาติจริงๆ มีเยอะมากน้อยแค่ไหน ผู้บริโภคต้องเน้นเรื่องการอ่านฉลาก ซึ่งเราเน้นเรื่องนี้มาก พยายามให้ความรู้ผู้บริโภคในการอ่านส่วนผสม อีกด้านหนึ่งเราพยายามทำตัวให้มีความโปร่งใสที่สุด เช่นในปีนี้จะ Declare ส่วนผสมที่เราใช้ทั้งหมดอย่างไร จะมีลิสต์ออกมาให้ผู้บริโภคว่ามีส่วนผสมที่คุณควรจะหลีกเลี่ยงนะ ส่วนผสมที่อาจจะมองว่าอันนี้ใช้แล้วได้ประโยชน์ ผมมองว่ามันเป็นส่วนของการเรียนรู้ผู้บริโภคด้วย

Q: ส่วนใหญ่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ความงาม สกินแคร์ต่างๆ ในเมืองไทย เน้นการขายในปริมาณมาก หาซื้อง่ายตามร้านสะดวกซื้อ ราคาประหยัด ทำไมคุณปุ๋ยจึงเลือกทำธุรกิจตลาดบนมากกว่า

A: ผมมองว่า ไม่ว่าธุรกิจจะเป็นอย่างไร แต่คนส่วนใหญ่ยังลงทุนกับสกินแคร์ที่ดี การทำธุรกิจแบบ Mass Marketing ไม่ได้หมายความว่าเราจะขายได้เยอะ รวยเร็ว อย่างที่เรียนไปว่า ผมเอาความคุ้นชินและความชอบของตัวเองมาก่อนว่า เหมือนกับทำให้พ่อแม่หรือคนที่เรารักใช้ อยากให้ของที่ดีที่สุดแก่พวกเขาน่ะครับ เลยเริ่มจากตรงนั้นว่าเราอยากหาสิ่งที่หาไม่ได้ในตลาด แล้วก็อยากเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและคนรอบข้าง

ทุกครั้งที่มีการพัฒนาโปรดักต์ ต้นทุนคือส่วนสุดท้ายที่เราจะคิดถึง พอไม่ถูกจำกัดด้วยต้นทุน ผมก็รู้สึกสนุกกับการทำงานมากกว่า เรารู้สึกว่าเราใช้ของที่ดีได้เต็มที่แล้วไม่ติดว่า อันนู้นมันต้องราคาเท่านั้นเท่านี้ คือเราเอาสิ่งที่ดีที่สุดให้โดนใจเราที่สุดก่อน แล้วเดี๋ยวเรื่อง Cost ค่อยว่ากัน โชคดีว่าแฟนพันธุ์แท้ปัญญ์ปุริไม่ใช่คนที่เน้นเรื่องราคาเป็นอันดับแรก เพราะเขารู้ว่าถ้าเราทำอะไรออกมามันต้องมาจากส่วนผสมที่ดี ไม่เถียงว่าราคาก็สำคัญ แต่มันก็จะมาเป็นอันดับรองๆ ผมดูคุณภาพก่อน ทำให้เราทำงานได้สนุกมากขึ้น สิ่งนี้คงเป็นความชอบส่วนตัว ความถนัดด้วยครับ

Q: จากจุดเริ่มต้นในการค้นหาธุรกิจแบบที่รักด้วยความชอบส่วนตัว อยากทราบว่าทุกวันนี้ความสุขของคุณปุ๋ยในการทำงานคืออะไร

A: อันดับแรกเลยความสุขคือการทำงาน ส่วนตัวเป็น Workaholic นิดๆ ความสุขคือได้เห็นไอเดียของเรามันถูกแปรออกมาเป็นชิ้นงาน เป็น Product ชิ้นหนึ่งได้ แล้วมีคนใช้แล้วแฮปปี้ บอกต่อ แล้วเกิดไซเคิลนั้น ผมว่ามันคือความอิ่มเอมบางอย่างที่อธิบายยาก แล้วก็ความสุขที่เรามีส่วนเปลี่ยนแปลงบางอย่างหรือสร้างสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวเรา

ความฝันของตัวผมมันไม่ใช่แค่แบรนด์ปัญญ์ปุริ ผมอยากเห็นอุตสาหกรรมความงามของเมืองไทยแข็งแรง โดยใช้เราเป็นกระบอกเสียงหนึ่งที่จะตะโกนเรื่องนี้ขึ้นมา อันนั้นน่ะ เป็นความสุขที่รู้สึกว่าเราสร้างอะไรที่วันหนึ่งเราไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว มันยังอยู่ได้ต่อ เป็น Legacy ที่ส่งต่อให้คนอื่นได้ ไม่ใช่แค่คนในบริษัทนะครับ แต่เป็นคนไทยคนอื่นๆ หรือว่าในธุรกิจนี้ได้ ผมว่ามันเป็นความสุขตรงนั้นที่รู้สึกว่า การกระทำของคนหนึ่งคน คนกลุ่มหนึ่ง หรือบริษัทหนึ่ง มีอิมแพคที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อประเทศ ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะทำ ก็เป็นความสุขเล็กๆ (หัวเราะ)

Q: ก้าวเข้ามาทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 27 ตอนนั้นถือว่ายังอายุน้อยทีเดียว จนถึงวันนี้ธุรกิจเติบโตมีลูกน้องมากมาย ส่วนตัวเป็นเจ้านายที่ดุหรือเปล่าคะ

A: ต้องถามลูกน้อง (หัวเราะ) ผมว่าส่วนตัวก็อาจจะแอบดุนะครับ แต่ดุแบบมีเหตุผลนะ ไม่ได้ใช้อารมณ์ ดุแบบมี Discipline อยากให้เขาได้เรียนรู้ครับประมาณนั้น อาจเป็นเพราะผมได้เรียนรู้งานจากบริษัทเดิมที่ผมเคยทำเป็น Consultant มาก่อน เจ้านายเขาดุมาก แต่ดุแบบสอนงาน อย่าได้เข้าห้องประชุมแบบไม่รู้เรื่องนะ อย่าได้ทำงานแบบมั่วๆ มา มันก็เหมือนเป็นการฝึกเราแบบหนึ่ง รู้สึกว่าที่เราได้ประโยชน์วันนี้เพราะว่ามีเจ้านายที่เขามีมาตรฐานสูง แล้วไม่ยอมให้เราตกมาตรฐาน

ผมเลยรู้สึกว่าอยากเป็นแบบนั้นเหมือนกัน อยากเป็นโรงเรียนเบาๆ ว่าคนที่ทำงานกับเรา ไม่ว่าจะออกไปหรือไปทำงานกับใคร ต้องเก่งกว่าวันที่เขาเดินเข้ามา เหมือนโรงเรียนเหมือนจบจากปัญญ์ปุริครับ