เรื่องเด่น

สนทนาประสาชาว กทม. สกลธี ภัททิยกุล

Published 21 ม.ค. 2019

By Rabbit Today

sakoltee-phattiyakul-scoop-Rabbit-Today-banner

กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร...

วลีคลาสสิกที่คุ้นหู ทว่าความจริงของเมืองฟ้าอมรในวันนี้ อาจเต็มไปด้วยฟุตปาธชำรุด หาบเร่แผงลอยที่กีดขวางการสัญจร และรวมถึงมอเตอร์ไซค์ที่มักจะเผลอขึ้นไปวิ่งบนทางเท้าอยู่ร่ำไป แถมด้วยอีกหนึ่งปัญหาที่กำลังมาแรงมาก...กกกก
ฝุ่น!

อย่าเพิ่งถอดใจ ว่ากรุงเทพฯ ที่ชาวเราใช้พำนักอาศัยอยู่ตอนนี้จะมีแต่ภาพลบไปเสียหมด เพราะที่ผ่านมา ทีมงานของกรุงเทพมหานคร ต่างพยายามผลักดันสร้าง ‘ระบบ & ระเบียบ’ ให้กับกรุงเทพฯ เสียใหม่ หนึ่งในนั้น มีรองผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ‘สกลธี ภัททิยกุล’ เป็นกำลังแรงแข็งขันในการเข้ามาปฏิบัติภารกิจสำคัญครั้งนี้

Rabbit Today มีโอกาสสนทนากับรองผู้ว่าฯ หนุ่มไฟแรง ถึงเรื่องราวการบริหารจัดการให้กรุงเทพฯ ‘ดีกว่าที่เคย’ โดยเฉพาะกับแฮชแท็ก #ผลักดันทันใจ ที่เป็นนโยบายการแก้ปัญหาพื้นฐานต่างๆ ใน กทม. เพื่อให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทั้งหมดจะหวังผลมากน้อยแค่ไหน และความสวยงาม ความเจริญ ตลอดจนความมีระเบียบ จะมาพบกันในกรุงเทพฯ ได้หรือไม่ เนื้อหาจากนี้...มีคำตอบ

Q: ก่อนอื่นขออนุญาตถามถึงสถานการณ์เรื่อง ‘ฝุ่น’ ใน กทม. ที่ผ่านมา ทาง กทม. ได้เข้ามาร่วมแก้ไขในมิติไหน อย่างไรบ้าง

A: ต้องเรียนว่าทาง กทม. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ โดยเบื้องต้นได้นำหน้ากาก N95 ที่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ไปแจกจ่ายแก่พี่น้องประชาชนตามข้อสั่งการจากท่านนายกรัฐมนตรีจำนวน 10,000 ชิ้น แบ่งไปตามโซนทั้ง 6 โซนของกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มกรุงเทพฯ เหนือ บริเวณเกษตร-หมอชิต ซึ่งเป็นจุดที่วิกฤตที่สุด ก็ได้มีการแจกหน้ากากไปกว่า 1,000 ชิ้น

นอกจากนี้ยังทำการล้างถนนและพ่นละอองน้ำทุกจุดเสี่ยงของทั้ง 50 เขต และให้แต่ละกลุ่มโซนไปประชุมหามาตรการกวดขันจุดก่อสร้างทั้งรถไฟฟ้าและอาคารของทุกเขต ในการล้างล้อรถบรรทุกก่อนออกทุกครั้ง เพื่อลดฝุ่นฟุ้งกระจาย ทั้งหมดเป็นทั้งภารกิจที่ทาง กทม. ได้วางมาตรการและเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหานี้ครับ

Q: อยากให้คุณช่วยเล่าถึงโครงการผลักดันทันใจ ที่กลายมาเป็นแฮชแท็กน่าสนใจของชาว กทม. ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

A: จริงๆ เป็นนโยบายของท่านผู้ว่ากรุงเทพมหานครครับ ด้วยเจตนารมณ์ที่อยากให้คนกรุงเทพฯ รับรู้ว่า เราใส่ใจปัญหาของทุกคน ไม่ว่าใหญ่หรือเล็ก อะไรทำได้เลย จะทำให้ทันที แต่อะไรที่ต้องใช้เวลา เราก็จะพยายามผลักดันให้สำเร็จครับ (ยิ้ม)

สนทนาประสาชาว กทม. สกลธี ภัททิยกุล,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: อย่างที่ทราบว่า กทม. พยายามกวดขันเรื่องทางเท้า หรือการจัดระเบียบแผงลอย รวมไปถึงการจับปรับมอเตอร์ไซค์ที่ขึ้นมาขี่บนฟุตปาธ ถึงตอนนี้สถานการณ์โดยรวมเป็นอย่างไรบ้าง

A: ถือว่าเป็นบวกมาก อย่างเรื่องทางเท้า ตอนนี้ผู้ที่ใช้ทางเท้าพอใจกันมาก เนื่องจากไม่ต้องคอยหลบมอเตอร์ไซค์บนทางเท้าเหมือนแต่ก่อน ซึ่งทางทีมงานมีความพยายามจะขยายการกวดขันในเรื่องนี้ไปทั่วทั้ง กทม. แต่ถามว่าการกวดขันต่างๆ เหล่านี้ มีผลกระทบอะไรบ้างไหม ก็ต้องยอมรับว่าเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเรื่องจัดระเบียบแผงลอย ส่วนใหญ่จะถูกหาว่ารังแกคนรายได้น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เราต้องมองประโยชน์ของคนส่วนใหญ่เป็นที่ตั้งครับ เราทำให้ทุกคนพอใจหมดไม่ได้ จุดไหนที่ต้องกวดขัน เราก็ต้องเข้มงวด แต่อันไหนที่พออนุโลมได้ เราก็อนุโลม โดยถือเอาประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้งครับ

Q: พอได้เข้ามาทำงานสัมผัสกับความเป็นกรุงเทพฯ คุณมองกรุงเทพฯ เป็นอย่างไร

A: กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ในหลายๆ ด้าน แต่ในเสน่ห์นั้น บางทีมันมาพร้อมความไม่มีระเบียบ ยกตัวอย่างเยาวราช ถนนข้าวสาร เป็นจุดที่รองรับนักท่องเที่ยวมากมาย แต่ว่าไม่เป็นระเบียบ อย่างทางเท้า แทบจะ 100% โดนยึดครองโดยแผงค้าทั้งหมด ซึ่งถ้าเกิดมีเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมา น่าเป็นห่วงมาก

สถานที่ท่องเที่ยวหลายๆ แห่งในกรุงเทพฯ ถือเป็นจุดที่มีอัตลักษณ์มาก แต่ว่าไม่เป็นระบบระเบียบ ซึ่งผมเชื่อว่าความมีอัตลักษณ์ในการท่องเที่ยว มาพร้อมความมีระเบียบได้ เราจึงเข้าไปทำการจัดระเบียบ ซึ่งก็เคยมีที่พ่อค้าแม่ค้าถาม เขาอยู่มา 20-30 ปี ทำไมเพิ่งมาทำตอนนี้ เราก็ต้องอธิบาย เพราะที่ผ่านมาคนไทยมีนิสัยน่ารักอย่างหนึ่งคือ ความหยวน จริงๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่บางทีเมื่อปล่อยปละละเลยมากๆ เข้า จากความหยวน มันก็จะกลายเป็นความเละเทะ ไม่มีระเบียบ

ซึ่งถ้าหากปล่อยต่อไป มันจะสร้างความเดือดร้อนกับคนส่วนมาก แบบนี้ก็ไม่ยุติธรรม ถามว่าผมไม่สงสารพ่อค้าแม่ค้าเหรอ ผมนี่คนขี้สงสารเลยละ (ยิ้ม) แต่ว่าเราต้องทำ เพราะหนึ่ง คือหน้าที่ สอง ถ้าเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มันจะยิ่งเละเทะจนยากที่จะแก้ไขในอนาคต

Q: คุณเพิ่งอายุ 40 ต้นๆ ถือว่าเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. ที่อายุน้อย คุณใช้ความเป็นคนรุ่นใหม่เข้าไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิถีแห่งการบริหารงานราชการมากน้อยแค่ไหน

A: จริงๆ ด้วยยุคนี้ การทำงานหลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ยกตัวอย่างวันนี้เรามีโลกออนไลน์ มีโซเชียล ทุกอย่างเร็วขึ้น ในมุมของคนทำงาน ข้าราชการก็ต้องพัฒนา จะเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ เช่น เวลามีปัญหาขึ้นมาแต่ละครั้ง ต้องทำหนังสือยื่นเรื่องก่อน จากนั้นส่งเรื่องไป แล้วก็ส่งเรื่องกลับมา ส่งไป-ส่งมา แบบนี้ช้ามาก (ยิ้ม) ทุกวันนี้เขาส่งงาน หรือสั่งงานกันทางไลน์แล้ว หรือแม้แต่ประชาชนร้องเรียนเรื่องต่างๆ เข้ามา เขาก็ใช้วิธีกดมือถือถ่ายรูป แล้วส่งเข้าเพจ หรือเข้าไลน์ กทม. สามารถร้องเรียนได้ทันที

ผมเองก็ต้องมีเพจเฟซบุ๊ก เพื่อเอาไว้รับเรื่องร้องเรียน แล้วผมดูเองด้วย ผมใช้เวลาตอนเช้าๆ เวลานั่งรถมาทำงาน แล้วก็ช่วงก่อนนอน จะเปิดอินบ๊อกซ์ดูว่ามีใครร้องเรียนปัญหาอะไรเข้ามาบ้าง ประมาณ 3 เดือนแรก แก้ปัญหาร้องเรียนไปได้ 200-300 เรื่อง แล้วเฉลี่ยวันหนึ่งจะมีเรื่องส่งมาประมาณ 10 กว่าเรื่อง มันสะท้อนให้เห็นว่า กรุงเทพฯ มีปัญหาให้แก้ไขเยอะจริงๆ เมื่อก่อนตอนเป็นคนนอก จากที่เคยตั้งคำถามว่าข้าราชการเขาทำอะไรกัน กลายเป็นผมเห็นใจข้าราชการมากขึ้น คือเห็นเลยว่าที่เขาทำนั้นเยอะจริง แต่ว่ายังตอบสนองคนกรุงเทพฯ ได้ไม่เพียงพอ เพราะเรื่องมันเยอะกว่าที่คิดไว้มาก

สนทนาประสาชาว กทม. สกลธี ภัททิยกุล,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ถ้าเราอยากเห็นกรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงได้อย่างใจ คุณคิดว่าต้องทำอย่างไร

A: (ยิ้ม) หนึ่งคือ เพิ่มงบประมาณ กรุงเทพฯ ปีหนึ่งๆ มีงบประมาณ 8 หมื่นล้านบาท แต่แบ่งเป็นเงินเดือนก็เกือบครึ่งแล้ว แล้วไหนจะเป็นงบฯ ก่อสร้าง งบนู่น งบนี่อีกมากมาย แค่นี้ก็ไม่พอกับความต้องการ เพราะต้องไม่ลืมว่ากรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่นะครับ อีกอย่างคือเรื่องของคน เจ้าหน้าที่เทศกิจเขตหนึ่งมี 50-60 คน แต่ทำทุกอย่าง ตั้งแต่จับมอเตอร์ไซค์ขึ้นฟุตปาธ จับแม่ค้าพ่อค้าที่ขายบนพื้นที่ห้ามขาย เลยเรื่อยไปถึงพาเด็กข้ามถนนหน้าโรงเรียน บริการดูแลไปส่งคนในที่เปลี่ยว และอื่นๆ อีกมากมาย ผมจึงพยายามบอกกับผู้คนที่ร้องเรียนเข้ามาในเพจเสมอว่า บางครั้งเรายอมรับว่าการปฏิบัติหน้าที่อาจจะมีหลุด มีผิดพลาดบ้าง แต่อยากให้ใจเย็นๆ เราพยายามทำเต็มที่ แต่ถึงอย่างไร เวลาพบเห็นอะไรไม่ดี หรือต้องแก้ไขอะไรในกรุงเทพฯ ส่งเข้ามาได้เลย เราพร้อมแก้ให้ครับ

Q: ถ้ามีสัก 5 เรื่องที่คุณสามารถเปลี่ยนกรุงเทพฯ ได้ คุณอยากเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

A: อย่างแรกคือฟุตปาธ หรือทางเท้า ขอให้สะอาด เรียบกริ๊บ เป็นมิตรกับทั้งคนปกติและคนพิการ สอง ระบบขนส่งมวลชน อยากให้เหมือนที่ญี่ปุ่นหรือฮ่องกง ที่คนไม่ใช้รถส่วนตัวกัน หันมาใช้ขนส่งมวลชนแทน จะลอยฟ้า ใต้ดินได้หมด สาม ผมอยากเห็นพื้นที่สีเขียวมากขึ้น เพื่อให้คนกรุงเทพฯ มีพื้นที่ผ่อนคลาย สี่ เรื่องความสะอาด อยากให้คนกรุงเทพฯ มีจิตสำนึกในเรื่องนี้มากขึ้น มีการคัดแยกขยะ ทิ้งขยะให้เป็นที่ รวมทั้งมีถังขยะคุณภาพดีให้ทิ้ง และเรื่องสุดท้าย ผมอยากให้เมืองมีระบบที่ทันสมัย เช่น มีสัญญาณไวไฟกระจายไปทั่ว หรือมีตู้ระบบอัจฉริยะ สามารถให้คนกดดูเพื่อตรวจสอบเรื่องราวภายในเมือง หรือกดดูเพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจร ใช้ชีวิตให้สะดวกยิ่งขึ้น

Q: สุดท้าย ถ้ากรุงเทพฯ จะน่าอยู่ขึ้น คุณคิดว่าต้องได้รับการจัดการในเรื่องใดเป็นพิเศษ

A: บางคนอาจจะคิดหานโยบายใหญ่ๆ เพื่อให้กรุงเทพฯ ดีขึ้น แต่สำหรับผม ผมคิดแบบง่ายๆ เอาเรื่องพื้นฐานก่อน เก็บขยะให้เรียบร้อย ทำฟุตปาธให้สะอาดน่าเดิน มอเตอร์ไซค์เป็นระเบียบ พ่อค้าแม่ค้าไม่เกะกะคนเดิน มีไฟส่องสว่าง และน้ำไม่ท่วม ผมคิดว่าถ้าทำเรื่องเหล่านี้ให้ดีได้ 100% หรือเกือบร้อย คนกรุงเทพฯ ก็แฮปปี้มากแล้ว เรายังไม่ต้องไปถึงความเป็นสมาร์ตซิตี้ ยังไม่ต้องเป็นเมืองอัจฉริยะก็ได้ แต่เราทำเรื่องพื้นฐานเหล่านี้ให้สำเร็จสมบูรณ์ให้ได้ก่อน แล้วสิ่งดีๆ อื่นๆ ที่คิดจะทำ คงไม่ใช่เรื่องยากแล้วละครับ

ความงาม ความเจริญ และความมีระเบียบ สามารถอยู่ร่วมกันได้ในกรุงเทพฯ ถ้า ‘คนกรุงเทพฯ’ พร้อมใจกันสร้างสรรค์ และช่วยกันคนละไม้ละมือ...


AUTHOR :

Rabbit Today
Rabbit Today
Rabbit Today สื่อรายวันที่พร้อมจะเป็นเพื่อนกับผู้อ่าน เปิดกว้างในทุกๆมุมมองอย่างสร้างสรรค์ เราพร้อมที่จะเชื่อมต่อกับคุณในทุกช่องทาง เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจดีๆสู่คุณ...