เรื่องเด่น

SBFIVE บอยแบนด์เลือดไทย ดังไกลทั่วเอเชีย

Published 11 ก.ย. 2019

By ดวงใจ ตั้งสายัณห์

SBFIVE บอยแบนด์เลือดไทย ดังไกลทั่วเอเชีย

5 หนุ่มหล่อหน้าใส ผู้แจ้งเกิดจากซีรีส์วัยรุ่น ‘2Moons the Series เดือนเกี้ยวเดือน’ ที่ตอนนี้แต่ละคนได้พัฒนาความสามารถทั้งการร้องและการเต้น ผันตัวสู่วงบอยแบนด์ขวัญใจวัยรุ่นอย่าง ‘SBFIVE’ จากค่าย STAR HUNTER STUDIO ที่มีแฟนคลับติดตามล้นหลามทั้งในไทยและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ กระแสแรงจนถูกเชิญไปร่วมเดินพรมแดงและแสดงโชว์ที่งานมอบรางวัลระดับเอเชียมาแล้ว พวกเขายืนยันว่าอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และผลักดันแนวเพลง T-POP ของไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

Q: ตอนนี้ SBFIVE กำลังมีผลงานอะไรอยู่บ้าง?

บาส: ตอนนี้เพิ่งมีซิงเกิลล่าสุดชื่อว่า ‘Superboy’ ซึ่งเป็นซิงเกิลที่ 3 ของพวกเรานะครับ คำว่า SB ใน SBFIVE ก็มาจากคำว่า Superboy นี่ละครับ เพลงนี้เล่าเรื่องราวของพวกเราทั้ง 5 คนที่มีความโตขึ้น เท่ขึ้น พร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องดูแลแฟนคลับ เหมือนกับซูเปอร์ฮีโร่ในการ์ตูน แต่ยังคงความน่ารักในแบบของ SBFIVE ครับ

Q: ล่าสุดมีการเฟ้นหา SBFIVE รุ่นที่ 2 ด้วย โปรเจ็กต์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

คอปเตอร์: เราตระเวนไป 4 ภาคทั่วประเทศไทย รวมถึงที่กรุงเทพฯ ด้วยครับ คนที่ได้รับเลือกก็จะได้รางวัลมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท แล้วก็เซ็นสัญญากับค่าย STAR HUNTER STUDIO ซึ่งเป็นต้นสังกัดของพวกเรา เพื่อปั้นให้เป็นศิลปินระดับเอเชีย โปรเจ็กต์นี้เกิดขึ้นเพราะเราเล็งเห็นว่าคนไทยหลายๆ คนมีความสามารถ แต่การที่จะเข้ามาหาโอกาสในกรุงเทพฯ อย่างเดียวคงเป็นไปได้ยาก เราก็เลยนำโอกาสเหล่านี้ไปกระจายให้ทั่วถึง เพื่อให้คนที่อยากเป็นศิลปินได้มีโอกาสทำตามความฝัน โดยพวกเราได้เป็นศิลปินต้นแบบ และเพลง Superboy ก็เป็นเพลงธีมของโปรเจ็กต์นี้ด้วยครับ

Q: รู้สึกอย่างไรบ้างที่วงน้องใหม่อย่าง SBFIVE ได้เป็นศิลปินต้นแบบให้กับคนที่มีความฝัน

คิมม่อน: อย่างแรกเลย สิ่งที่เราต้องรู้สึกแน่ๆ คือความกดดัน ไม่ได้กดดันว่าจะมีคนมาแทนที่เรานะครับ แต่กดดันตรงที่ว่าเราจะไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีพอให้กับน้องๆ รุ่นใหม่ ที่เขาเห็นว่าพวกเราเป็นไอดอล นั่นทำให้พวกเราต้องพยายามมากขึ้น เพื่อพัฒนาตัวเองให้เหมาะสมกับการเป็น Superboy ที่ต้องเป็นต้นแบบที่ดีครับ

Q: ทราบมาว่าก่อนหน้านี้แต่ละคนมีแผนชีวิตของตัวเองอยู่แล้ว แต่พอได้เป็นสมาชิกวง SBFIVE ก็ต้องล้มเลิกแผนนั้นไป

คอปเตอร์: ก่อนที่จะมาเป็น SBFIVE ตั้งใจไว้ว่าพอเรียนจบปริญญาตรีก็จะไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่พอได้มาเป็นส่วนหนึ่งของ SBFIVE ด้วยความที่สัญญามันมีระยะเวลาคาบเกี่ยวกับการเป็นพรีเซ็นเตอร์ที่เราได้รับมอบหมาย ทำให้เรารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบหน้าที่นี้ให้ดีที่สุดก่อน เพราะมันเป็นโอกาสแค่ไม่กี่ครั้งในชีวิตที่เราจะได้เป็นศิลปิน มีผลงานและทำหน้าที่พรีเซ็นเตอร์ถึง 3-4 แบรนด์ภายในปีเดียว เราก็เลยพักแผนการเรียนไว้ก่อน แล้วมาทำงานด้านนี้อย่างเต็มที่ครับ

เต้: ก่อนหน้านี้เต้มีร้านอาหารอยู่ที่ขอนแก่น ทำอยู่ประมาณ 2-3 ปีได้ครับ พอได้มาเป็นศิลปิน เราต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ ก็จะมีปัญหาเรื่องเวลานิดหนึ่ง เพราะต้องเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่าง 2 จังหวัด ก็ต้องพยายามจัดสรรเวลาให้ดีที่สุด

บาส: ตอนแรกผมจะเรียนต่อเหมือนกัน แต่พอมาถึงจุดๆ นี้ผมได้ทำอะไรหลายอย่าง ทำให้ยังไม่มีเวลาไปเรียนต่อ ผมชอบทำงานในวงการ มันเป็นสิ่งที่ผมรัก แต่ตอนนี้ก็เริ่มวางแผนไว้แล้วว่าภายในปีนี้ต้องเรียนให้จบ เพราะต้องเข้ามหาวิทยาลัยแล้วครับ

คิมม่อน: ผมอยู่ในวงการมาก่อนได้สัก 4-5 ปี เล่นละครไปแล้ว 2-3 เรื่อง ก่อนที่จะได้มาเจอกับทุกคนใน SBFIVE ผมทำอะไรมาตั้งหลายอย่าง เคยล้มเหลวมาบ้าง เคยแม้กระทั่งโดนหลอกไปจ่ายค่าเรียนแอ๊กติ้งเพื่อที่จะได้เล่นละคร สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้ผมค่อนข้างแข็งแกร่ง มีภูมิต้านทานกับปัญหาต่างๆ ตอนนี้คิดเอาไว้แล้วว่าถ้าเกิดผมกระแสดร็อป ก็จะวางแผนทำธุรกิจอะไรสักอย่างเพื่อช่วยพยุงชีวิตเรา ตอนนี้ก็มีร้านอาหารเล็กๆ ชื่อ ‘ลุงคิมกระทะเนย’ อยู่แถวสุขาภิบาล 5 ครับ

คอปเตอร์: ฝากร้านๆ ไปอุดหนุนกันได้นะฮะ (หัวเราะ)

ตี๋: ถ้าไม่ได้มาเป็นศิลปิน SBFIVE ผมก็ว่าอยากจะไปแคสต์ละครหรือซีรีส์ครับ เพราะผมอยากเป็นนักแสดง แล้วก็ทำอาชีพเสริมเป็นพ่อค้า (หัวเราะ) เพราะที่บ้านทำธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ผมก็เลยมีเลือดพ่อค้าอยู่เต็มตัว แต่ว่าผมชอบแนวร้านกาแฟหรือเบเกอรี่มากกว่านะ

SBFIVE

Q: จากนักแสดง ‘2Moons the Series เดือนเกี้ยวเดือน’ กลายมาเป็นศิลปินบอยแบนด์ มีแฟนคลับหลายประเทศทั่วเอเชีย ต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหน

คอปเตอร์: ตอนที่เริ่มต้น พื้นฐานความสามารถของแต่ละคนก็แตกต่างกันอยู่แล้วครับ อย่างผมอาจจะมีทักษะในการเต้นมากกว่าคนอื่น (คอปเตอร์เคยเข้าร่วมประกวดร้องเพลงเรียลิตี้โชว์ในรายการหนึ่งมาก่อน โดยผ่านเข้ารอบ 25 คนสุดท้าย) พอมารวมตัวกันก็เลยมีความลำบากเกิดขึ้น เราต้องปรับและพยายามหาจุดร่วมตรงกลางด้วยกันให้ได้ เพราะการเป็นวงมันไม่ใช่แค่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่มันคือการเดินไปพร้อมกันทุกๆ คน

ที่ผ่านมายอมรับว่าพวกเราก็มีเหนื่อยบ้าง แต่ไม่เคยท้อ พวกเราต่างให้กำลังใจกันและกัน ใครเสริมตรงไหนได้ก็จะช่วยเสริม จนเรารู้สึกว่า SBFIVE เริ่มเข้าที่เข้าทางในซิงเกิลที่ 2 ก็คือเพลง SPARK (ช็อต...หัวใจ) ซึ่งเป็นช่วงปีที่ 2 ของวงพอดีครับ

บาส: พวกเราจับมือกันแน่นๆ แล้วค่อยๆ เดินไปด้วยกัน สู้มาด้วยกันตั้งแต่ตอนที่เริ่มเล่นซีรีส์เลยครับ

Q: ก้าวต่อไปของ SBFIVE คืออะไร

คิมม่อน: เดี๋ยวเราจะมีเพลงเดี่ยวของสมาชิกแต่ละคน พวกเราจะได้โชว์ไลฟ์สไตล์ของตัวเอง แล้วก็จะมี SBFIVE Asia Tour เป็นทัวร์คอนเสิร์ต 8 ประเทศทั่วเอเชียครับ ประเดิมไปแล้วที่พม่า ได้กระแสตอบรับดีมาก บัตรหลายพันใบขายหมดภายใน 5 นาที ซึ่งก่อนหน้านี้พวกเราเคยไปอีเว้นต์เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ในห้างฯ ที่พม่ามาก่อน

ห้างฯ มี 4 ชั้น คนมาดูเต็มแน่นทุกชั้นเลยครับ (หัวเราะ) แล้วต่อไปก็จะไปทัวร์ที่ประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลี ซึ่งพวกเรารู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นศิลปินอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้ไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และแสดงโชว์ในต่างประเทศ เราอยากช่วยผลักดันแนวเพลง T-POP ของไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

ที่ผ่านมาพวกเราเดินสายโชว์ในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไม่ค่อยได้โฟกัสที่งานในประเทศไทย เราก็เลยจะมีคอนเสิร์ตใหญ่ในปลายปีนี้ เพื่อให้คนไทยได้รู้จักพวกเรามากขึ้นครับ อย่างโปรเจ็กต์ Superboy ที่เราตระเวนไป 4 ภาคนี่ก็ถือเป็นมินิคอนเสิร์ตเรียกน้ำย่อยจากพวกเรา แล้วอย่าลืมมาเจอกันที่คอนเสิร์ตใหญ่นะครับ รอติดตามรายละเอียดได้เร็วๆ นี้

Q: เพลง Superboy พูดถึงซูเปอร์ฮีโร่ SBFIVE ที่คอยดูแลแฟนคลับ แล้วในชีวิตจริงล่ะมีวิธีดูแลแฟนคลับอย่างไรบ้าง

คิมม่อน: ผมก็จะมีความห่วงใยให้แฟนคลับมาตลอด แล้วก็เป็นตัวเองและมีความชัดเจนตั้งแต่วินาทีแรกที่รู้จักกัน ต่อหน้าทำอย่างไร ลับหลังก็ทำอย่างนั้น แฟนคลับเขาก็จะรู้ว่าผมเป็นคนแบบนี้ เพราะผมเชื่อว่าการที่เราทำแบบนี้เขาก็จะได้รู้จักตัวตนจริงๆ ของเราตั้งแต่แรก แล้ววันข้างหน้าเขาก็จะไม่ผิดหวัง 

ตี๋: วิธีดูแลแฟนคลับที่เราคิดว่าทำได้ดี ก็คือการที่เราพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ และตั้งใจทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ ทุกอย่างที่เราทำก็จะนึกถึงแฟนคลับเป็นอันดับแรก ข้อนี้ทำให้เขารักเรามากๆ เหมือนกันครับ

เต้: เหล่า HIGH FIVE (ชื่อกลุ่มแฟนคลับของ SBFIVE) เป็นเหมือนกำลังใจของพวกเรา เวลาที่ท้อหรือเจอปัญหาต่างๆ ก็จะนึกถึงว่ายังมีพวกเขารอดูเราอยู่นะ ทำให้พวกเรามีพลังในการทำงาน

คิมม่อน: การมาเป็นศิลปิน SBFIVE เราไม่ได้หวังว่าเงินทองหรือค่าตอบแทนจะเป็นสิ่งสำคัญนะครับ แต่เราอยากมอบความรักให้พวกเขา แล้วพวกเขาก็มอบความรักกลับคืนมาเช่นกัน ความสุขของพวกเราคือการมอบความสุขให้กับคนอื่นครับ

คอปเตอร์: พี่คิมประกาศตัวชัดเจนแล้วนะครับว่า จะไม่รับค่าตัวในงานต่อๆ ไป แล้วก็จะแบ่งให้กับสมาชิกคนอื่นๆ ใน SBFIVE นะครับ (หัวเราะ)

ถ้าให้ SBFIVE เปรียบแฟนคลับเป็นดอกไม้

บาส-สุรเดช พินิวัตร์

บาส-สุรเดช พินิวัตร์

อายุ: 20 ปี

ตำแหน่ง: เซ็นเตอร์, ร้องเสริม

#บาสเด็กอ้วนที่แท้จริง

“ดอกเข็มครับ เพราะกระจุกหนึ่งมันมีเยอะมาก ตอนเด็กๆ ผมชอบไปเก็บดอกเข็มมากิน เกสรมันหวานอร่อยมาก เหมือนกับแฟนคลับของพวกเราที่มีความหวานกันทุกคน”

คิมม่อน-วโรดม เข็มมณฑา 

คิมม่อน-วโรดม เข็มมณฑา

อายุ: 28 ปี

ตำแหน่ง: หัวหน้าวง, ร้องเสริม

#ขุณขิมมอญ

“ดอกมะลิครับผม เป็นดอกไม้ที่มักจะใช้ไหว้บุคคลที่เราให้ความสำคัญ แฟนคลับก็เป็นคนที่เราให้ความสำคัญ เราจะไหว้เขาด้วยดอกมะลิ”

คอปเตอร์-ภานุวัฒน์ เกิดทองทวี

คอปเตอร์-ภานุวัฒน์ เกิดทองทวี

อายุ: 22 ปี

ตำแหน่ง: แร็ปเปอร์, ร้องเสริม

#พี่เตอร์สินกำ

“ดอกคาโมมายล์ครับ สรรพคุณของมันช่วยให้นอนหลับสบาย เวลาที่เราเหนื่อยหรือท้อแล้วได้ดมกลิ่นก็จะช่วยผ่อนคลาย ก็เหมือนกับตอนที่เรามาเจอแฟนคลับแล้วก็จะรู้สึกสบายใจ”

ตี๋-ธนพล จารุจิตรานนท์

ตี๋-ธนพล จารุจิตรานนท์

อายุ: 24 ปี

ตำแหน่ง: หน้าตาของวง, ร้องเสริม

#อะไรอะไรก็ตี๋

“ดอกกุหลาบเป็นดอกไม้ที่โรแมนติก ผมคิดว่าแฟนคลับมีความรักอย่างจริงใจให้กับผม ดังนั้น ผมก็จะมอบดอกกุหลาบนี้เป็นตัวแทนสำหรับแฟนคลับทุกคน”

เต้-ดาวิชญ์ กรีพลฤกษ์

เต้-ดาวิชญ์ กรีพลฤกษ์

อายุ: 28 ปี

ตำแหน่ง: ร้องหลัก

#เต้ติสชีวิตโลเทค

“ดอกกุหลาบครับ เพราะว่า...อ้าวตี๋เอาไปแล้วเหรอ (หัวเราะ) โอเค! ดอกกุหลาบครับผม เพราะผมมองว่าแฟนคลับสวยทุกครั้งที่ผมเห็น”