เรื่องเด่น

Startup 101 เซ็กซี่ & พร้อมเปย์

Published 1 ม.ค. 2019

By Rabbit Today

Startup-scoops-Rabbit-Today-banner

จริงๆ แล้ว ถ้าจะพูดถึงคำว่า Startup ตามความเข้าใจของคนทั่วไป อาจจะเป็นประเภทธุรกิจประเภทหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าจะให้เข้าใจได้ตรงความหมายหน่อย ควรจะเป็น ‘แนวคิดในการทำธุรกิจ’ ในการทำธุรกิจจะดีกว่า

Startup ไม่ใช่แค่ธุรกิจเกิดใหม่ และก็ไม่ได้เกี่ยวที่ขนาดธุรกิจว่าจะต้องเล็กหรือใหญ่เท่านั้น แต่ความหมายของสตาร์ตอัป ถ้าจะให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การทำธุรกิจภายใต้แนวคิดที่ดันไปให้โตแบบรวดเร็ว

 Startup 101 เซ็กซี่ & พร้อมเปย์,สกู๊ป,Rabbit Today

ในอดีตกว่าจะมีคนใช้งานโทรศัพท์มือถือ ได้ถึง 50 ล้านคน ต้องใช้เวลากว่า 75 ปี

 Startup 101 เซ็กซี่ & พร้อมเปย์,สกู๊ป,Rabbit Today

วิทยุใช้เวลา 38 ปี

 Startup 101 เซ็กซี่ & พร้อมเปย์,สกู๊ป,Rabbit Today

ทีวีใช้เวลา 13 ปี

Startup 101 เซ็กซี่ & พร้อมเปย์,สกู๊ป,Rabbit Today

แต่พอมายุคหลัง เราเห็นแอปพลิเคชั่นเกมอย่าง Angry Bird ใช้เวลาแค่ 35 วัน หรือแม้แต่แอปฯ เกมโปเกม่อนที่ใช้เวลาแค่ 19 วันเท่านั้น ก็มีผู้ใช้ถึง 50 ล้านคนแล้ว

ไม่ได้บอกว่าต้องแห่กันมาทำแอปฯ แต่ข้อมูลเหล่านี้กำลังบอกว่าโลกของธุรกิจยุคใหม่ การเติบโตของยอดคนใช้ในเวลาที่รวดเร็วจะเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จในระดับหนึ่ง

นอกจากนี้ ธุรกิจยุคใหม่ที่จะเติบโตได้อย่างรวดเร็ว มักจะไม่มีสินทรัพย์ของโลกยุคเก่ามาเป็นตัวเหนี่ยวรั้ง แต่จะใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เก่าที่มีอยู่ เพื่อต่อยอด และขยายเป็นธุรกิจใหม่ โดยที่เจ้าของธุรกิจแนวสตาร์ตอัปนั้นๆ แทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลย นอกจากไอเดียที่แปลงมาเป็นธุรกิจ

 Startup 101 เซ็กซี่ & พร้อมเปย์,สกู๊ป,Rabbit Today

ยกตัวอย่างเช่น Uber เป็น Taxi Company ที่ใหญ่ที่สุด แต่ไม่มีรถเป็นของตัวเอง

  Startup 101 เซ็กซี่ & พร้อมเปย์,สกู๊ป,Rabbit Today

Airbnb เป็นธุรกิจจองห้องพักที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เขาก็ไม่มีที่พักเป็นของตัวเองเลย

 Startup 101 เซ็กซี่ & พร้อมเปย์,สกู๊ป,Rabbit Today

เช่นเดียวกันกับ YouTube ก็ไม่ได้มีคอนเทนต์เป็นของตนเอง แต่กลับมีคอนเทนต์มหาศาลไหลเวียนอยู่ในเว็บไซต์วิดีโอออนไลน์แห่งนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ธุรกิจที่เรียกว่า Startup จะมีเสน่ห์ที่การเติบโตแบบพุ่งพรวด ถึงขั้นบางรายสร้างมูลค่าให้ธุรกิจได้แตะหลักพันล้าน US หรือที่เรียกว่า Unicorn แต่ถึงวันหนึ่งก็จะมีวันที่ต้องอิ่มตัว หากไม่มีความแปลกใหม่ และจะมีเพียงธุรกิจที่มีการมองการณ์ไกล ปรับตัวแบบไม่หยุดนิ่ง หรือสร้างสิ่งที่เรียกว่า New S-Curve ทางธุรกิจ ด้วยนวัตกรรมและบริการดาวรุ่งตัวใหม่ๆ ขึ้นมาแทนที่เท่านั้นที่จะอยู่ต่อได้

สังเกตได้จาก Google ที่มีการพัฒนาบริการนอกเหนือจาก Search Engine เข้ามาไม่ขาดสาย และตอบสนองการใช้งานของคนได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น Map เพื่อนักเดินทาง Analysis เพื่อธุรกิจ YouTube เพื่อนักท่องวิดีโอออนไลน์ หรือแม้แต่ Facebook ที่ไม่ได้จบแค่การเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่ยังผันบริการเรื่องการตอบสนองพ่อค้าแม่ขายออนไลน์ มีการทำฟีเจอร์ Live สด การล่าสุดยังสร้างฟังก์ชั่นเดตเพื่อหาคู่ เป็นต้น

คำถามคือ แล้วการเหลาแนวคิดให้เฉียบของ Startup เกิดขึ้นได้จากจุดไหน

ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจาก ‘จุดพีก’ บางอย่างของสังคม เช่น ปัญหาที่เกิดขึ้นและไม่ได้รับการแก้ไข ไม่มีธุรกิจใดตอบโจทย์ หรือแม้แต่การเดินตามไลฟ์สไตล์ของคนที่เปลี่ยนไปตามโลกของเทคโนโลยี เช่น Netflix ที่ผู้ก่อตั้งอย่าง รี้ด เฮสติ้งส์ (Reed Hastings) และ มาร์ก แรนดอฟ (Marc Randolph) เคยเจอปัญหาการเช่าวิดีโอ แล้วไม่ได้เรื่องนั้นๆ มาดูเสียที ก็เกิดความคิดอยากสร้างช่องทางการดูหนังออนไลน์

ประกอบกับพวกเขามองเห็นการเติบโตของ 3G ในช่วงปี 1997 พวกเขาจึงแบกหน้าบินไปเมือง Dallas เพื่อขอพบ John Antioco CEO ของ Blockbuster ในขณะนั้น เพื่อยื่นข้อเสนอทำธุรกิจร่วมกันโดย Netflix เสนอว่าจะดำเนินธุรกิจให้กับ Blockbuster ในส่วนของ Online และขอให้ Blockbuster ช่วยโปรโมตตราสินค้าให้กับ Netflix ในทุกร้านสาขาของ Blockbuster

ผลปรากฏว่า John Antioco ได้หัวเราะออกมาลั่นห้องประชุมทันทีกับข้อเสนอนั้น และไม่สนใจ จากนั้นผู้ก่อตั้ง Netflix ก็ตัดสินใจเริ่มธุรกิจด้วยตนเอง และในปี 2010 เสียงหัวเราะนั้นก็จางหายไปพร้อมกับการล่มสลายของ Blockbuster สวนทางกับมูลค่าของ Netflix ที่พุ่งขึ้นไปแตะตัวเลข 61.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

บริษัทใหญ่ก็เจ๊งได้!!

อย่างไรเสีย แนวคิดเรื่องสตาร์ตอัป ก็ใช่ว่าใครกระโดดเข้ามาก็จะทำกันสำเร็จกันได้ง่ายๆ

กว่า 95% ของสตาร์ตอัปล้มเหลว

และไม่เกิน 5% เท่านั้น ที่อยู่รอดได้จริง

แน่นอนว่า คนส่วนใหญ่ก็จะมองว่าความล้มเหลวของสตาร์ตอัปส่วนใหญ่คงเกิดเฉพาะกับรายเล็กๆ เท่านั้น

แต่ถ้าผู้อ่านยังพอจำกันได้ แม้แต่ Google เอง ก็เคยพังมาแล้วกับเหตุการณ์การเปิดตัว Google Glass ที่ครั้งหนึ่งถูกวางตัวไว้ว่าจะเป็นอนาคตใหม่ของนวัตกรรม Device และมีแรงโปรโมตมหาศาล และคิดว่าจะขายได้ดี แต่สุดท้ายก็พลาด ทั้งๆ ที่เป็นบริษัทสตาร์ตอัปใหญ่ในระดับเปลี่ยนโลก

เมื่อเจ้าใหญ่ๆ ยังล้มดังเลย แล้วเจ้าเล็กๆ จะคาดหวังว่าสิ่งที่ตนเองทำต้องสำเร็จในครั้งแรกเชียวหรือ

ฉะนั้น Startup ในยุคนี้ แค่ฝันและเชื่อในไอเดียที่เกิดจากความมั่นใจส่วนตัว อาจจะไปไม่รอด เพราะการจะเข้ามาเป็น Startup ได้ต้องอึด เพราะไม่มีสูตรสำเร็จ โตแล้วก็เจ๊งได้ ชีวิตของสตาร์ตอัปจึงเป็นชีวิตแห่งการเรียนรู้แบบไม่มีวันจบ

แม้จะไม่มีสูตรลัดตายตัว แต่เชื่อว่าทุกคนที่อยากเป็น Startup ก็คงไม่อยากเป็นผู้ล้มเหลวตั้งแต่ Day one 

แล้ววิธีการล่ะ

Startup 101 เซ็กซี่ & พร้อมเปย์,สกู๊ป,Rabbit Today

1. หาคู่แท้ให้เจอ

การทำงาน 5-6 ชั่วโมงต่อวันบนโต๊ะประชุม ไม่ใช่สิ่งที่มีประโยชน์ต่อ Startup แต่การออกไปสำรวจและสังเกตพฤติกรรมของคนที่จะเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของคุณต่างหากคือสิ่งสำคัญ

ยกตัวอย่าง หากคุณคิดจะทำแอปฯ จองร้านอาหารของคนที่ไม่อยากต่อคิว และคิดเอาว่ากลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษา

นั่นคือธุรกิจที่ตั้งบนพื้นฐานของความสงสัย

ความสงสัยเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้เกิดคำถามใหม่ๆ แต่ความสงสัยไม่ใช่ตัวไขคำตอบ

ยกตัวอย่าง เช่น นักศึกษาไม่ชอบต่อคิวจริงหรือเปล่า

พอคิดแบบนี้แล้ว บางท่านอาจจะนำไปสร้างเป็นธุรกิจเลย ซึ่งไม่ควรอย่างยิ่ง เพราะนั่นคือความคิดของคุณคนเดียว ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำหลังจากสงสัย คือ คุณต้องออกไปหาคำตอบให้เร็วที่สุดว่า ในความเป็นจริงแล้วนักศึกษาส่วนใหญ่ ต้องย้ำว่าส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมแบบนั้นจริงๆ หรือไม่

ถ้าคิดจะสร้างแอปพลิเคชั่นเพื่อตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ ต้องมั่นใจได้ว่า นักศึกษาทนรอการต่อคิวไม่ได้จริงๆ ใช่ไหม หรือคนที่อดทนรอคิวไม่ได้ เกิดไม่ใช่นักศึกษา แต่เป็นกลุ่มคนทำงาน การสังเกตการณ์เพื่อหากลุ่มเป้าหมายที่เป็นคู่แท้ธุรกิจของคุณ จึงสำคัญมาก

Startup 101 เซ็กซี่ & พร้อมเปย์,สกู๊ป,Rabbit Today

2. โลกกำลังมองหา ‘ยา’ ไม่ใช่ ‘วิตามิน’

ธุรกิจสตาร์ตอัปส่วนใหญ่ที่เติบโตได้ ไม่ได้มาจากการเยียวยา แต่มาจากการแก้ปัญหาสุดปวดร้าว เขาเลือกหายาแก้ปวด (Pain) ให้กับชีวิตได้มากกว่าวิตามิน เหมือนกับที่คนทั่วไปไม่ได้กลัวการรอแท็กซี่นาน หรือบางทีแท็กซี่ก็มีราคาแพง แต่พวกเขาเบื่อปัญหาที่ต้องเจ็บปวดกับการที่แท็กซี่ปฏิเสธคนเรียกในเส้นทางที่คนขับไม่อยากไป หรือบางทีก็ต้องเจอกับคำพูดจาแย่ๆ แล้วพอวันหนึ่ง คือ มีแท็กซี่แบบ UBER กับ GRAB ที่ยินดีรับคุณไปทุกที่ บนคำพูดและบริการที่ดีเยี่ยมกว่า แม้จะแพงกว่า คนก็แฮปปี้ และนี่คือ ‘ยาแก้ปวด’

Startup 101 เซ็กซี่ & พร้อมเปย์,สกู๊ป,Rabbit Today

5 ลุคสร้าง Startup สุดทรงเสน่ห์

เมื่อรู้จุดหมายปลายทางของตัวเองแล้วว่าใครคือเป้าหมายของคุณ และเป้าหมายของคุณเจ็บปวดกับเรื่องอะไร คราวนี้ก็ถึงเวลาที่คุณต้องมาเริ่มสร้างเสน่ห์ให้ธุรกิจมีความสามารถในการตอบสนองได้อย่างแม่นยำและดูยั่วยวน

ทำไมต้องทำ

เพราะถึงแม้คุณจะเข้าใจถึงองค์ประกอบสู่เส้นชัยของตัวเอง แต่อย่างที่บอกสตาร์ตอัปก็คือธุรกิจใหม่ บางทีก็ต้องการเงินลงทุน และเงินทุนส่วนใหญ่ของสตาร์ตอัปก็มักจะมาจากผู้ใหญ่ใจดีที่เรียกว่า Angel Investor บ้าง Venture Capital บ้าง หรือ Corporate Venture Capital บ้าง แต่แน่นอนว่านักลงทุนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้คิดจะให้เงินเปล่าๆ แต่จะดูคุณสมบัติของผู้ก่อตั้ง (Founder) สตาร์ตอัปนั้นๆ ว่ามีอะไรที่ทำให้พวกเขากล้าลงทุน

นี่คือทริคพื้นฐานแบบ 101

1. สร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่

หากต้องการให้นักลงทุนเลือกลงเงินใน Startup ของคุณ โมเดลของคุณต้องวางแผนระยะไกลเพื่อหวังไปแตะต่างแดนได้ ไม่ควรคิดแค่เพื่อตลาดในประเทศใดประเทศหนึ่ง แม้จุดเริ่มต้นจะเกิดขึ้นจากในประเทศของคุณก็ตาม ฉะนั้นต้องคิดรูปแบบธุรกิจที่ทำให้คนมากกว่าหนึ่งประเทศมองเห็นค่าและพร้อมจะใช้งานธุรกิจของคุณ

2. วินัยของผู้ก่อตั้ง

ไม่มีนักลงทุนคนไหนอยากนำเงินมาทิ้งเปล่าๆ ถ้าเขามองไม่เห็นว่าผู้ก่อตั้งนั้นๆ มีความตั้งใจ อึด และมีความทุ่มเทกับธุรกิจที่ทำอยู่จริง แต่หวังเพียงมาขายฝันและหอบเงินไปละลายเล่น นักลงทุนจะเดินหนีคุณทันที ฉะนั้นพนักงานที่เก่งที่สุดในบริษัทต้องเริ่มจาก CEO ต้องมีวินัย รวมไปถึงสมาธิ และโชว์ประสิทธิภาพเต็มที่ ให้เห็นว่าสตาร์ตอัปของคุณไม่ได้ทำเล่นๆ

3. ชำนาญในสิ่งที่ทำอยู่

ความชำนาญและความรู้แบบเจาะลึกในภาคธุรกิจนั้นๆ คือ หัวใจที่จะช่วยให้บริษัทก้าวไปข้างหน้า ซึ่งนักลงทุนบางรายจะคำนึงถึงจุดนี้ด้วย เพราะถ้าผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัปนั้นๆ ไม่มีประสบการณ์เกี่ยวกับสเกลธุรกิจนั้นๆ เลย ความเชื่อถือจะลดน้อยลง ต่อให้ความคิดและไอเดียคุณดีแค่ไหนก็ตาม

4. ปรับตัวเก่ง

สิ่งที่เราลงแรงทำงานไปทั้งวัน อาจจะต้องถูกเปลี่ยนใหม่ในวันรุ่งขึ้น เพราะธุรกิจสตาร์ตอัปเป็นอะไรที่ต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด คุณสามารถรับมือกับมันได้ไหม นี่คือคำถามที่ปวดใจสุดๆ เพราะเรารู้กันดีว่าการคิดหรือสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาสักอย่างว่ายากแล้ว แต่ถ้าไม่มีโอกาสได้ใช้มัน เนื่องจากไม่ตอบโจทย์อย่างแท้จริง และต้องรื้อความคิดใหม่หมด มันจะทำให้เกิดความท้ออย่างหนักหน่วง แต่นี่คือสิ่งที่สตาร์ตอัปทุกคนต้องปรับตัวให้ได้

5. เทพแห่งการตัดสินใจ

การตัดสินใจเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้เรื่องใด ยิ่งกับธุรกิจแบบสตาร์ตอัปด้วยแล้ว จะมีเรื่องให้คุณต้องเลือกซ้ายหรือขวาตลอดเวลา โดยเฉพาะการตัดสินใจในช่วงสถานการณ์ที่คับขัน แต่ผู้ประกอบการที่เก่งและสามารถรับมือได้กับทุกสถานการณ์นั้นมักจะทำเรื่องนี้ได้ดี โดยหนึ่งในองค์ประกอบที่จะไปสู่จุดนั้นได้ คือ คุณต้องมีทีมเวิร์กที่สุดยอด เพื่อช่วยกันตัดสินใจในเรื่องต่างๆ

ฉะนั้นถ้าจะให้สรุปแล้ว คุณสมบัติของ Startup ที่มีโอกาสทำได้ หรือเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้ น่าจะเริ่มจากการแก้ปัญหา Pain Point ของคนได้ดี มองขนาดของตลาดนั้นๆ ได้ใหญ่พอหรือมีอัตราการเติบโตได้อีกนาน และการแต่งหน้าทาปากให้แผนธุรกิจได้อย่างยอดเยี่ยม ก็สามารถสะท้อนให้นักลงทุนมองเห็นว่าคุณไม่ได้ทำแบบเล่นๆ แต่พร้อมที่จะพุ่งทะยานไปเป็นธุรกิจแห่งอนาคต ซึ่งนั่นก็ต้องประกอบไปด้วยทีมงานที่ดี

ที่สำคัญหากแนวคิดธุรกิจของคุณเป็นอะไรที่คนนึกไม่ถึง หรือลอกเลียนแบบได้ยาก โอกาสก็จะเปิดโล่งได้มากกว่าผู้เล่นรายอื่นๆ อีกด้วย…

คำศัพท์ที่ Startup 101

  1. Startup ธุรกิจที่เติบโตได้อย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด
  2. Accelerate การเร่งการเติบโตของธุรกิจ เพื่อให้ออกสู่ตลาดให้ได้
  3. Angel Investor นักลงทุนอิสระที่ใช้เงินส่วนตัวมาลงทุนใน Startup ที่ชอบ
  4. Agile Development แนวคิดในการพัฒนา ที่เน้นความว่องไวและมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง
  5. Coworking Space สถานที่ทำงานของกลุ่มคนที่เริ่มต้นทำธุรกิจและยังไม่มีสถานที่เป็นของตัวเอง
  6. Crowd Funding รูปแบบการระดมทุนจากคนจำนวนมาก เพื่อไปสนับสนุนไอเดียใหม่ๆ ให้เกิดเป็นธุรกิจ
  7. Corporate Venture Capital (CVC) องค์กรขนาดใหญ่ที่เปิดหน่วยลงทุนเอง
  8. Disruption การปฏิรูปหรือการปฏิวัติความคิดและการกระทำ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
  9. Ecosystem ระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่สามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนธุรกิจร่วมกันจากหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง
  10. Exit การถอนการลงทุนหรือการขายหุ้น
  11. Fintech ย่อมาจาก Financial Technology หรือเทคโนโลยีทางด้านการเงิน
  12. Founder ผู้ก่อตั้งบริษัท
  13. Growth Hacking การหาเทคนิคใหม่ๆ ในการทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว
  14. MVP (Minimum Viable Product) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยแนวคิดที่มีประสิทธิภาพและประหยัดเวลา
  15. Pitching การนำเสนอแผนธุรกิจให้กับกลุ่มนักลงทุนในระยะเวลาสั้นๆ
  16. Repeatable การออกแบบให้ธุรกิจมีการทำซ้ำได้โดยง่าย
  17. Silicon Valley เขตเศรษฐกิจด้านเทคโนโลยี อยู่ทางตอนใต้ของซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา
  18. Stage วงจรชีวิตของธุรกิจ เช่น ระยะเริ่มต้น ระยะเติบโต และระยะเก็บเกี่ยว
  19. Unicorn ธุรกิจสตาร์ตอัปที่มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านเหรียญ
  20. Venture Capital (VC) นักลงทุนในรูปแบบองค์กรที่ลงทุนกับ Startup เพื่อหวังการเติบโตในอนาคต

Startup VS SME

  • หลายคนมักจะสับสนระหว่างคำว่า Startup และ SME (Small Medium Enterprise) ทั้ง 2 ธุรกิจเหมือนกันตรงที่เป็นธุรกิจขนาดกลาง-เล็ก แต่ต่างกันตรงที่ Startup คือ โมเดลธุรกิจที่เน้น ‘การเติบโตได้อย่างรวดเร็ว’ มี Scalable หรือสามารถขยายฐานลูกค้าออกไปยังตลาดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และ Repeatable หรือเป็นโมเดลธุรกิจที่สามารถทำซ้ำได้ไหม มีคนกลับมาใช้บริการต่อไปเรื่อยๆ และ Technology มักจะเป็นเฟืองสำคัญของ Startup เช่น GRAB TAXI, Airbnb, Lineman หรือแม้แต่ Facebook และ Google ก็อยู่ในกลุ่มนี้
  • ส่วน SME เป็นธุรกิจที่มีข้อจำกัดในเรื่องของ Scalable เช่น การขยายหน้าร้าน การขยายสาขา ที่ต้องใช้เงินลงทุนใหม่ๆ ทุกครั้งที่มีการขยาย