Published 17 ธ.ค. 2018

By Rabbit Today

TAX-Talk-scoops-Rabbit-Today-banner

ใกล้เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ทีไร มักจะเห็นโปรดักต์ทางด้านการเงินที่สามารถลดหย่อนภาษีเงินได้แก่บรรดามนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้ หลายๆ คนทยอยกันพาเหรดรูปแบบการลงทุนต่างๆ ออกมากันเป็นระลอกคลื่น และก็เริ่มจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติแก่มนุษย์เงินเดือนที่รู้กันว่า ช่วงเวลานี้ต้องรีบหาตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งการลงทุนและสิทธิลดหย่อนที่คุ้มค่าที่สุด

 อันที่จริงแล้ว ‘ค่าลดหย่อนภาษี’ คือ ‘รายการที่กฎหมายกำหนดไว้ให้นำไปหักออกจากเงินได้เพิ่มขึ้นหลังจากที่หักค่าใช้จ่ายแล้ว โดยจะมีสูตรการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามนี้ => (รายได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today

 ทีนี้ หลายคนอาจจะมีความสับสนระหว่างคำอยู่ 2 คำ นั่นก็คือ ค่าลดหย่อนภาษี และค่าใช้จ่าย ว่าเป็นรูปแบบการลดหย่อนภาษีได้แบบเดียวกัน แต่ในความจริงแล้วสองคำนี้มีความหมายที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะ ‘ค่าใช้จ่าย’ จะวัดจากประเภทของเงินได้ที่เราได้รับ เช่น มีรายได้จากงานประจำ (เงินเดือน/ โบนัส/ บำเหน็จ/ บำนาญ)

 ขณะที่ ‘ค่าลดหย่อนภาษี’ คือ สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่กฎหมายมอบให้โดยขึ้นอยู่กับสถานภาพและภาระของตัวผู้เสียภาษีคนนั้นๆ เช่น มีภาระดูแลพ่อแม่ มีภาระจ่ายดอกเบี้ยซื้อที่อยู่อาศัย หรือต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิต รวมไปถึงการลงทุนในศาสตร์ต่างๆ แต่ถ้าหากไม่มี ก็ไม่สามารถจะนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามสูตรข้างต้น

อัตราการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : คิดตามสูตร (รายได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน) x อัตราภาษี

TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 คำนี้ต่างก็ลดหย่อนภาษีได้ เพียงแต่อยู่คนละบทบาท ยกตัวอย่าง เช่น มนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้จากเงินเดือนทั้งปี 200,000 บาท สามารถใช้สิทธิลดหย่อน ‘ค่าใช้จ่าย’ จากเงินเดือน เช่น การลดหย่อนส่วนตัวส่วนที่ 60,000 บาท (จะอธิบายต่อไปข้างล่าง) แต่ยังไม่มี ‘ค่าลดหย่อนภาษี’ ก็จะเหลือ 140,000 บาท จากนั้นก็นำไปคูณกับฐานข้างต้นที่ 5% ก็จะเท่ากับต้องเสียภาษี 7,000 บาท แต่ถ้ามีส่วนลดหย่อนอื่นๆ ที่จะกล่าวต่อไป เช่น มีภาระดูแลพ่อแม่ ก็จะนำไปหักลดหย่อนเพิ่มได้อีก 60,000 บาท และพอนำมาคำนวณตามสูตร คุณก็จะเสียภาษีในปีนั้นเพียงแค่ 4,000 บาท เป็นต้น

ดังนั้น หากเราเข้าใจรูปแบบที่จะช่วยเรื่องการลดหย่อนภาษีที่มากขึ้น ก็จะทำให้เสียภาษีตรงส่วนนี้น้อยลง 

แล้ว ‘ค่าลดหย่อนภาษี’ ในปัจจุบัน มีทางเลือกให้เรานำไปลดได้กี่รูปแบบ และแต่ละตัวมีเงื่อนไขอะไรกันบ้าง

ลดหย่อนภาษีจากภาระติดตัว

  TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today ค่าลดหย่อนส่วนตัว
เป็นค่าลดหย่อนสำหรับคนมีเงินได้ทุกคนที่ยื่นแบบแสดงรายการ และแค่เพียงเรายื่นแบบแสดงรายการเงินได้ ก็สามารถใช้สิทธิค่าลดหย่อนได้ทันที จำนวน 60,000 บาท
  TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today ค่าลดหย่อนคู่สมรส
กรณีคู่สมรสตามกฎหมาย (สามีหรือภรรยา) ที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายและไม่มีเงินได้ หรือมีเงินได้และเลือกยื่นแบบแสดงรายการรวมกันในการคำนวณภาษี เราจะได้สิทธิค่าลดหย่อนส่วนเพิ่มเติมจากส่วนนี้ทันที
  TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today ค่าลดหย่อนบุตร
บุตรโดยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรม สามารถนำมาหักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท ซึ่งในกรณีที่เป็นบุตรโดยกฎหมายสามารถหักได้ไม่จำกัดจำนวนคน แต่ในกรณีที่เป็นบุตรบุญธรรม หรือมีทั้งบุตรบุญธรรมและบุตรชอบด้วยกฎหมายจะหักได้สูงสุดไม่เกิน 3 คน (นับเฉพาะที่มีชีวิตอยู่)
  TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today ค่าลดหย่อนฝากครรภ์และคลอดบุตร
ลดหย่อนตามค่าใช้จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท
  TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่เราและพ่อแม่คู่สมรส
ถ้าหากเรามีพ่อแม่ และพ่อแม่ของคู่สมรสที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และมีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท เราก็จะมีสิทธิหักลดหย่อนค่าเลี้ยงดูได้คนละ 30,000 บาท แต่ในกรณีของพ่อแม่ของคู่สมรสมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่มีรายได้เท่านั้น
  TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today ค่าลดหย่อนผู้พิการหรือคนทุพพลภาพ
ในกรณีที่เราเป็นผู้ดูแลคนพิการตามกฎหมายตามใบรับรองแพทย์ จะได้รับการลดหย่อนจำนวน 60,000 บาท ซึ่งในกรณีนี้ยังนับรวมถึงผู้พิการที่เป็นพ่อแม่-บุตร-คู่สมรสของตัวเอง ซึ่งจะทำให้สามารถใช้สิทธิควบเข้ามาได้ เช่น ดูแลคนพิการหนึ่งคน และดูแลคู่สมรสไม่มีรายได้และพิการ ก็จะสามารถนำมาลดหย่อนได้สูงสุด 120,000 บาท (60,000 + 60,000 บาท)

TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today

ลดหย่อนภาษีจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • ค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวไทย (55 จังหวัดเมืองรอง) ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 15,000 บาท สำหรับค่าลดหย่อนตัวนี้เป็นมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยให้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2561 ซึ่งลดหย่อนได้เฉพาะส่วนที่เป็นค่าทัวร์ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าแพ็กเกจท่องเที่ยว ค่าสัมมนา แต่จะได้เงื่อนไขเพิ่มเติมขึ้นมาอยู่ 2 ส่วน คือ สามารถใช้จ่ายเป็นค่าที่พักกับโฮมสเตย์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการท่องเที่ยว และอีกเงื่อนไขคือ ได้แค่กลุ่มเมืองรอง 55 จังหวัดเท่านั้น

55 จังหวัดเมืองรองลดหย่อนภาษีได้

- ภาคเหนือ 16 จังหวัด = เชียงราย พิษณุโลก ตาก เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สุโขทัย ลำพูน อุตรดิตถ์ ลำปาง แม่ฮ่องสอน พิจิตร แพร่ น่าน กำแพงเพชร อุทัยธานี พะเยา

- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 จังหวัด = อุดรธานี อุบลราชธานี หนองคาย เลย มุกดาหาร บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ศรีสะเกษ สุรินทร์ สกลนคร นครพนม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม บึงกาฬ กาฬสินธุ์ ยโสธร หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ

- ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก 12 จังหวัด = ลพบุรี สุพรรณบุรี นครนายก สระแก้ว ตราด จันทบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม ปราจีนบุรี ชัยนาท อ่างทอง สิงห์บุรี

- ภาคใต้ 9 จังหวัด = นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สตูล ชุมพร ระนอง นราธิวาส ยะลา ปัตตานี

  • ดอกเบี้ยกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 100,000 บาท ที่เราจ่ายไปเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดฯ เพื่ออยู่อาศัย กรณีหากมีการกู้ร่วมกัน 2 คน จะถือว่าดอกเบี้ยที่สามารถใช้สิทธิได้คือ 100,000 บาท และแต่ละคนจะใช้สิทธิหักลดหย่อนได้สูงสุดคนละ 50,000 บาท
  • ค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิต เป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้เพิ่มสำหรับกรณีคนทำธุรกิจที่มีการจ่ายค่าธรรมเนียมในการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิต ตั้งแต่ช่วง 1 พ.ย. 2559-31 ธ.ค. 2564 ซึ่งกลุ่มนี้จะเป็นเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้ประเภทค่าเช่า วิชาชีพอิสระ รับเหมา และธุรกิจอื่นๆ จำนวนไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ไป
  • เงินลงทุนในธุรกิจ Startup ใครสนใจลงทุนในธุรกิจ Startup จะได้รับลดหย่อนสูงสุด 100,000 บาท ซึ่งลักษณะธุรกิจนั้นๆ จะต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนจัดตั้ง 1 ตุลาคม พ.ศ.2558 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2562 มีทุนจดทะเบียนที่ชําระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท ตลอดช่วงเวลาที่เราลงทุนในธุรกิจนั้น โดยสิทธิลดหย่อนภาษีนี้จะเริ่มต้นตั้งแต่ 1 มกราคม 2561-31 ธันวาคม 2562 ซึ่งถ้าในปีไหนที่เรามีการลงทุน ก็สามารถใช้สิทธิในปีนั้นๆ ได้

TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today

ลดหย่อนภาษีจากการลงทุน

ในส่วนนี้ถือเป็นไฮไลต์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะเป็นรูปแบบของการลงทุนที่ได้ประโยชน์หลายทอด ทั้งช่วยเรื่องการออม งอกเงยเม็ดเงิน และพ่วงสิทธิคุ้มครองคุณภาพชีวิตในหลายๆ ด้าน

  • กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) เป็นกองทุนรวมอีกประเภทหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนในระยะยาว เน้นลงทุนในตลาดหุ้นเป็นหลัก ลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงและสูงสุดไม่เกินจำนวน 500,000 บาท โดยกองทุนรวม LTF นั้นมีเงื่อนไขเพิ่มเติม คือ ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 7 ปีถึงจะขายได้ ปัจจุบันรัฐได้ขยายเวลาออกไปอีก 3 ปี จากปี 2559 ถึง 31 ธันวาคม 2562
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เป็นกองทุนรวมประเภทหนึ่งที่ลงทุนไว้ในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ซึ่งมีวัตถุประสงค์ไว้ใช้ในการวางแผนเกษียณของเรา นำมาลดหย่อนได้ 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี ตามที่จ่ายจริงและสูงสุดไม่เกินจำนวน 500,000 บาท โดยกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF มีเงื่อนไขเพิ่มเติมตามนี้

- ต้องซื้อติดต่อกันทุกปี (แต่ถ้าผิดเงื่อนไขสามารถผิดได้ 1 ปี)

- ต้องซื้อเป็นจำนวนขั้นต่ำ 3% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี หรือ 5,000 บาท

- ต้องถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี และอายุครบ 55 ปี จึงจะสามารถขายได้

  • เบี้ยประกันชีวิตทั่วไป หรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิตตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 100,000 บาท ในกรณีที่คู่สมรสไม่มีรายได้ การหักค่าเบี้ยประกันจะหักได้สูงสุด 10,000 บาท แต่ถ้าหากคู่สมรสมีรายได้จะหักสูงสุดได้ถึง 100,000 บาท ส่วนเงื่อนไขจะมีเรื่องของระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย ได้รับเงินคืนไม่เกิน 20% ของเบี้ยประกันชีวิตรายปี ฯลฯ ซึ่งสอบถามกับตัวแทนได้
  • เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 15,000 บาท และเมื่อรวมกับประกันชีวิตทั่วไปหรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท โดยเบี้ยประกันสุขภาพนั้นหมายถึง

- ประกันที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล เนื่องจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บ ชดเชยทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ

- ประกันอุบัติเหตุเฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะ และการแตกหักของกระดูก

- การประกันภัยโรคที่ร้ายแรง (Critical Illnesses)

- การประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long Term Care)

  • เบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 15,000 บาท ตรงนี้เน้นว่า ต้องเป็นเบี้ยประกันสุขภาพของคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น โดยความหมายของประกันสุขภาพนั้นใช้หลักการเดียวกันกับประกันสุขภาพของเรา เพียงแต่สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ ก็ต้องกรณีที่พ่อแม่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีเท่านั้น
  • เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ 15% ของเงินได้ ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกินจำนวน 200,000 บาท โดยเงื่อนไขประกันชีวิตแบบบำนาญนั้นจะมีเรื่องของระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทย และมีการจ่ายผลประโยชน์เป็นรายงวดอย่างสม่ำเสมอ มีการกำหนดช่วงอายุของการจ่ายผลประโยชน์เมื่อเรามีอายุตั้งแต่ 55-85 ปี หรือมากกว่านั้น รวมถึงต้องจ่ายเบี้ยประกันครบก่อนได้รับผลประโยชน์อีกด้วย
  • กองทุนสํารองเลี้ยงชีพ/ กบข./ กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง โดยมีจำนวนสูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งเราสามารถสะสมเพิ่มได้โดยขอเปลี่ยนจำนวน % ที่กำหนดไว้กับนายจ้าง
  • เงินประกันสังคม สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริง แต่สูงสุดไม่เกิน 9,000 บาท
  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ตามที่จ่ายจริงแต่สูงสุดไม่เกินจำนวน 13,200 บาท ซึ่งกองทุนนี้เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ภาครัฐกำหนดให้เพื่อเป็นช่องทางการออมขั้นพื้นฐานให้กับคนที่ยังไม่ได้มีการวางแผนจัดการเรื่องนี้ โดยจะได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบของบำนาญ

หมายเหตุ: สำหรับกลุ่มค่าลดหย่อนภาษีในหมวดของ ‘ประกันชีวิตและการลงทุน’ จะมีเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับค่าลดหย่อนภาษีที่เป็นการวางแผนเกษียณ คือ ยอดรวมของ RMF + กบข./ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/ กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน + กองทุนการออมแห่งชาติ + ประกันชีวิตแบบบำนาญ เมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today

ค่าลดหย่อนจากเงินบริจาค

นอกจากนี้ ยังมีการลดหย่อนอีกกลุ่มหนึ่ง นั่นคือ บริจาคเงินให้สังคม ซึ่งภาครัฐได้ให้สิทธิในการลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม โดยรายการลดหย่อนภาษีปี 2561 สำหรับกลุ่มนี้จะมีวิธีคำนวณแตกต่างออกไป เพราะเป็นกลุ่มสุดท้ายที่นำมาหักหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตัวอื่นๆ โดยจะได้สิทธิหักได้สูงสุดไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิหลังจากหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตัวอื่นๆ ทั้งหมดแล้ว

เช่น เพื่อสนับสนุนการศึกษา การกีฬา และช่วยเหลือสังคม วัดวาอาราม สภากาชาดไทย สถานพยาบาล สถานศึกษาต่างๆ รวมถึงมูลนิธิที่เป็นองค์กรสาธารณกุศล และสำหรับปี 2561 นี้มีการเพิ่มค่าลดหย่อนเพื่อการบริจาคช่วยน้ำท่วมขึ้นมาด้วย เนื่องจากช่วงนี้มีข่าวน้ำท่วมในหลายพื้นที่

TAX Talk,สกู๊ป,Rabbit Today

สูตรลดหย่อนด้วยเงินบริจาค

[(รายได้ - ค่าใช้จ่าย - ค่าลดหย่อน) – *เงินบริจาค*] x อัตราภาษี

อันที่จริงแล้ว หากมองข้ามประเด็นของการลดหย่อนภาษีไป จะพบว่าทางเลือกด้านการลงทุนหลายๆ แนว เช่น กองทุน LTF/ RMF หรือรูปแบบประกันต่างๆ เป็นสิ่งที่ออกมาเพื่อกระตุ้นทางอ้อมแก่คนในประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตในอนาคต ซึ่งปัจจุบันคนไทยยังให้ความสำคัญน้อยเหลือเกิน

อ้างอิงข้อมูล: กรมสรรพากร