เรื่องเด่น

หลังเก้าอี้ของ 4 ผ่าน Thailand's Got Talent

Published 11 ก.ย. 2018

By Rabbit Today

Thailand-Got-Talent-scoops-Rabbit-Today-banner

ทันทีที่เครื่องหมายกากบาทแดงบนเวทีปรากฏพร้อมเสียงตื๊ด…ดดด ดังยาวๆ นั่นเป็นสัญญาณบอกให้ผู้แสดงทุกคนหยุด!

คำตัดสินของพวกเขาทั้ง 4 คน อันได้แก่ ยุทธเลิศ สิปปภาค, เจนนิเฟอร์ คิ้ม, คริส หอวัง และอ๊อฟ-ปองศักดิ์ มีผลชี้เป็นและชี้ตาย แน่นอน, หลายครั้งหลังคำตัดสินนั้นตามมาด้วยรอยยิ้มกว้างกว่ากว้าง กับหลายคราวปรากฏมีน้ำรื้นออกมาจากขอบตาของคนที่ทุ่มเท และตั้งใจทำการแสดงอยู่กลางเวที

นี่เป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของรายการแฟรนไชส์จากเกาะอังกฤษ ที่มีมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกนำไปผลิตซ้ำ และในเมืองไทยเราใช้ชื่อ ‘Thailand’s Got Talent’ 

หลังจากผ่านมาหลายซีซั่น ครั้งนี้รายการประกวดทักษะการแสดงและความสามารถพิเศษ ได้เวลาย้ายวิกมาออนแอร์ที่ช่อง 23 เวิร์คพอยท์ พร้อมโฉมหน้าจัดจ์ (Judge) คนใหม่ทั้ง 4

เรามีนัดคุยกันที่สตูดิโอก่อนอัดรายการ โดยมีข้อแม้ว่า…พวกเขาต้องนั่งหันหลังให้เวที

หลังเก้าอี้ของ 4 ผ่าน,สกู๊ป,Rabbit Today

เจนนิเฟอร์ คิ้ม: เมื่อไรพูด เมื่อไรฟัง

Q: การทำงานครั้งนี้เหนื่อยหรือยากกว่าทำรายการอื่นที่ผ่านมาหรือไม่

A: ยากกว่าค่ะ ตรงที่มันมีรายละเอียดในเรื่องของความตั้งใจ และโชว์มันทำให้เราตื่นตะลึง หรือมีน้ำตาคลอเบ้าเล็กๆ ที่คนดูทางบ้านไม่ได้เห็น อาจจะเพราะกล้องสวิตชิ่งไม่ทัน แต่เรานั่งอยู่ข้างหน้า แล้วเห็นน้ำตา หรือเห็นเม็ดเหงื่อผุดออกมา นั่นละคือเราเห็นความตั้งใจ ความพยายาม คุณจะได้เห็นความพยายามและตั้งใจตรงนั้น ซึ่งถ้าเราไม่นั่งอยู่เป็นกรรมการจริงๆ จะไม่มีวันเห็น หรือบางอันเป็นโชว์ไร้สาระ ถึงขั้นโคตรไร้สาระเลย แต่เราข๊ำ…ขำ จะโดนด่าก็ช่าง แต่เขาชนะเลิศเรื่องความขำ 

Q: โปรดิวเซอร์กำหนดคาแร็กเตอร์กรรมการแต่ละคนเอาไว้หรือไม่

A: ไม่ค่ะ เขาไม่กำหนดโดยการเข้ามาบอกเรา แต่เขากำหนดก่อนจะเลือกกรรมการ กรรมการคนนี้จะมองมุมนี้ ซึ่งดิฉันคิดว่าในซีซั่น 7 นี้ กรรมการแต่ละคนมีความโดดเด่นคนละอย่าง มีสิ่งที่แต่ละคนขาด กับสิ่งที่เด่นของแต่ละคน ซึ่งจะช่วยทำให้รายการนี้สมบูรณ์แบบขึ้น นั่นคือการอุดรูทุกรูที่รายการมีอยู่

เช่น ได้มุมมองของผู้กำกับฯ คือพี่ต้อม-ยุทธเลิศ มีมุมมองของนักร้อง ของนักแสดงชายที่มีความอ่อนไหว เป็นอาร์ติสต์ ซึ่งบางทีอ่อนไหวมากกว่าผู้หญิงผู้ชายปกติอย่างอ๊อฟ-ปองศักดิ์

มีความเป็นนักแสดง ความเป็นเจ้าแม่ เป็นควีนออฟบิวตี้ เป็นครูสอนเต้น และมีความเป็นอินเตอร์ฯ อย่างคริส หรือดิฉัน ที่มีความเป็นอาม่า อาแมะ แต่บางครั้งก็ขอพูดมีสาระบ้างในบางคราว

Q: เวลาพูดหรือวิจารณ์การแสดง คุณมักมีคำคมเสมอ มันเกิดขึ้น ณ ตอนนั้น หรือจากการรื้อลิ้นชักความรู้เดิมที่มี

A: คิดว่าคำพูดที่ใช้เกิดจากการศึกษาค่ะ ถึงหน้าตาจะเหมือนไม่มีการศึกษา (หัวเราะ) เป็นการศึกษาจากการอ่าน ดิฉันเรียนจบเอกภาษาและวรรณคดีไทย มีโอกาสได้อ่านหนังสือเยอะ และดูหนังแยะ คำพูดพวกนี้จึงถูกเก็บไว้ในหัวอยู่แล้ว และสามารถนำมาจัดเรียงใหม่ได้ถูกเรื่องถูกราว จึงเหมือนมีคำคม เช่น โชว์ของคุณไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่คุณมีความผิดพลาดที่น่าสนใจ

Q: ที่ผ่านมาดูกรรมการชุดใหม่ทั้ง 4 คน ทำงานกันเข้าขามาก

A: ดิฉันมีโอกาสนั่งเก้าอี้รายการประเภทนี้มากกว่าคนอื่น จึงรู้ว่าเมื่อไรควรพูด หรือเมื่อไรควรให้คนอื่นพูด เมื่อไรฟัง เมื่อก่อนจะเป็นคนพูดไม่หยุดนะ แต่ตอนนี้จะรู้ว่าจุดไหนมันขาดไป หรือจุดไหนไม่ขาด แต่เราควรเสริมในส่วนไหน เราถูกจ้างมาให้ทำในจุดนั้น คือรู้ได้ทันทีว่าควรใส่จุดนี้ลงไปเพื่อให้รายการสนุก

หลังเก้าอี้ของ 4 ผ่าน,สกู๊ป,Rabbit Today

คริส หอวัง: บางทีพรสวรรค์อาจจะแพ้พรแสวงก็ได้

Q: ความรู้สึกของการได้มาเป็นกรรมการชุดใหม่ของ Thailand’s Got Talent 

A: ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะรายการเขาขลังมาก เป็นรายการที่เรียกว่าเวิลด์โชว์ และเมืองไทยก็ทำมาหลายซีซั่นแล้ว ถามว่าตื่นเต้นไหม ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะชอบและอยากดูโชว์มาก พอดีคริสเรียน Performance Art มาเหมือนกัน แล้วอยู่กับโรงละครและเวทีมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งโรงเรียนที่คริสไปเรียนนั้นจะเห็นคนหลายแบบที่ได้ทำและเรียนในสิ่งที่ตัวเองชอบ และมีความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่เขารัก แต่พอเรียนจบมาก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสเห็นสิ่งเหล่านี้เท่าไร พอรายการนี้ติดต่อมาคริสก็ดีใจมาก เพราะอยากเห็นภาพเหล่านี้อีกค่ะ

Q: ความหลากหลายของโชว์ คุณมีเกณฑ์ในการให้คะแนนอย่างไร มองที่อะไรเป็นหลัก

A: คือจริงๆ ความเก่งต้องมาอันดับแรกอยู่แล้วค่ะ เพราะมันชื่อว่า Thailand’s Got Talent แต่บางทีคนที่เก่งที่สุด ไม่ได้เป็นคนที่มีเสน่ห์ที่สุด ซึ่งการให้คอมเม้นต์จึงเป็นเรื่องไม่ง่าย มันเป็นสิ่งที่เตรียมการอะไรไม่ได้ด้วย มันสด เพราะเราไม่เคยเห็นโชว์มาก่อน คริสจึงมีหน้าที่สะท้อนความรู้สึกของคนดูที่ดูไปพร้อมๆ กัน และกรรมการทั้ง 4 คนก็จะมีการสะท้อนในส่วนที่แตกต่างกันด้วยค่ะ คริสว่า สำหรับคนดูทางบ้าน ถ้าเขายังไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เขาเห็นรายการนี้ก็อาจจะมีไอเดีย เขาอาจอยากไปฝึกก็ได้ ของพวกนี้มันฝึกกันได้ และฝึกเมื่อไหร่ก็ไม่สายค่ะ เพราะทุกคนมีพรสวรรค์ และพรแสวงอาจจะชนะพรสวรรค์ก็ได้

Q: นอกจากบนเวทีจะมีความสนุกมากมายแล้ว ได้ยินว่าในโซนกรรมการเบื้องล่างเวทีก็มีความสนุกไม่แพ้กัน

A: (พูดทันที) ใช่ค่ะ อ๊อฟเป็นคนเซ้นซิทีฟมาก เขาเห็นอะไรซึ้งๆ ก็น้ำตาไหล แต่เขาเป็นครูที่มีความเข้มงวดนะคะ เขารู้ว่าอันไหนดี อันไหนไม่ดี ไม่โลเล พี่คิ้มนั้น ในเรื่องของบรรยากาศการตัดสิน จริงๆ ดูดุ แต่แกใจดีมากค่ะ (ยิ้ม) ส่วนพี่ต้อม-ยุทธเลิศ ก็จะคอมเม้นต์แบบตรงๆ ตลก และก็ใจดีเหมือนกัน คริสเคยร่วมงานกับพี่ต้องมาก่อนด้วย และน้าเน็กจะเป็นคนคอยให้กำลังใจกับผู้เข้าแข่งขัน น้าเน็กจะเป็นคนที่ละลายพฤติกรรมได้ดีมาก ตลกมาก ทำให้รายการโฟลวมากขึ้นค่ะ

หลังเก้าอี้ของ 4 ผ่าน,สกู๊ป,Rabbit Today

ปองศักดิ์ รัตนพงษ์: ว้าวคือว้าว เสียวคือเสียว

Q: เวทีนี้สะท้อนความรู้สึกของอ๊อฟที่เคยผ่านการประกวดมาแล้วอย่างไร

A: อ๊อฟเคยผ่านการประกวดมาแล้ว อ๊อฟรับรู้ถึงความกดดัน และความรู้สึกเมื่อขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีแล้วมีคนถาม และการที่ขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีแล้วมีศิลปินที่มีคุณภาพหรือทรงคุณวุฒินั่งอยู่ข้างหน้าแล้วถามคำถามเรานั้น มันมีความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันอยู่ในหัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่อ๊อฟวางตัวเองมาตั้งแต่ที่บ้านเลยคือ ต้องเป็นคนที่เข้าถึงง่าย และผู้เข้าแข่งขันรู้สึกสบายใจที่จะมาแสดงให้เราดู เพราะความกดดันบนเวทีนั้น ถ้าเป็นความกดดันที่ดีมันก็ดี ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยขึ้นบนเวทีมาเลย แล้วต้องมาเจอกรรมการที่กดดัน การโชว์ก็อาจจะออกมาได้ไม่เต็มที่ จึงอยากวางตัวเองว่าเราเป็นเหมือนเพื่อนและพี่ที่ใจดีของเขาครับ

Q: ถามตรงๆ ว่า การเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินบนเวทีนี้มีความกดดันบ้างไหม

A: บรรยากาศการทำงานกับทุกคนมันกดดันมากครับ อ๊อฟคิดมาตลอดว่าเราควรหรือยังที่จะมานั่งตัดสินใคร เพราะการมานั่งอยู่ตรงนี้เป็นเหมือนทุกคนฝากอนาคตไว้ที่มือพวกเราด้วยส่วนหนึ่ง

และหลังจากออนแอร์ไปเทปแรก มีคนถามว่า อ๊อฟจะมาดูเรื่องของคนร้องเพลงหรือเปล่า จริงๆ แล้วไม่เลยครับ อ๊อฟมองว่าเรื่องของการร้องเพลง ถ้าร้องดีเราก็ว้าว แต่ความสามารถในการร้องเพลงคนเข้าถึงง่ายอยู่แล้ว ร้องดีก็คือผ่าน แต่อ๊อฟจะตื่นตากับโชว์ที่ต้องใช้ความอดทน ใช้การฝึกฝน ใช้เวลา ใช้กำลังใจสูงในการทำโชว์ ที่ทำให้แปลกหรือแตกต่างจากสิ่งที่เราเคยเห็น แม้รูปแบบโชว์อาจจะมีความคล้ายกับโชว์อื่นๆ แต่ถ้าเขามีการปรับเปลี่ยน ก็จะเห็นว่าเขามีความสามารถนอกเหนือจากความสามารถที่ติดตัวมา และบางครั้งก็ยังได้เห็นความสามารถของทีมด้วย

ที่สำคัญคือ การมานั่งเป็นกรรมการทำให้ตัวเราได้เห็นความสามารถของคนไทยในหลายๆ รูปแบบ และอ๊อฟมองว่าเราได้เอาความสามารถของพวกเขามาปรับใช้กับตัวเองได้ พวกเขามีความเป็นครูให้เรา เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้เราไปลองในสิ่งที่ตัวเองสนใจ และอยากกลับไปพัฒนาตัวเองด้วยครับ

Q: ความเซ้นซิทีฟของอ๊อฟกับการตัดสินในรายการนี้ ทำไมดูมากจนเหมือนล้น

A: เวลาตัดภาพออกมาในทีวีกับคนที่เราเห็นหน้างาน ถ้าคุณไม่ได้มานั่งอยู่ตรงเก้าอี้ที่เรานั่ง หรือไม่ได้มาอยู่ในฮอลล์ที่เราถ่ายทำ คุณจะไม่รู้ว่าความรู้สึกมันเป็นอย่างนั้นจริง ทุกโชว์เป็นสิ่งใหม่มากสำหรับอ๊อฟ เพราะฉะนั้นอ๊อฟนั่งบนเก้าอี้ตัวนั้นในฐานะการเป็นตัวแทนของคนดูด้วย เป็นคนคอมเม้นต์ด้วย มันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่จะรู้สึกอิน ว้าวคือว้าว เสียวคือเสียว เช่นเดียวกับการดูหนังดูละคร อ๊อฟให้ใจและเปิดใจให้ทุกโชว์ และนับถือหัวใจของพวกเขาจริงๆ 

หลังเก้าอี้ของ 4 ผ่าน,สกู๊ป,Rabbit Today

ยุทธเลิศ สิปปภาค: มันคือเวทีวัดจิตวิญญาณ

Q: ทำไมตัดสินใจร่วมเป็นหนึ่งในกรรมการ Thailand’s Got Talent 

A: จริงๆ ตัดสินใจไม่ยากนะ ตอนที่เขาติดต่อมา เขาบอกว่าการเป็นกรรมการของรายการนี้ ให้ใช้การตัดสินบนความชอบของเราเพียงอย่างเดียว พอได้ฟังก็รู้สึกว่าน่าสนใจ เพราะไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลย (หัวเราะ) รายการนี้เป็นรายการที่ตามหาความพิเศษของคนคนหนึ่ง ต่อให้โชว์ที่เขาแสดงออกมาจะเป็นโชว์ที่ผมเคยเห็นมาแล้ว แต่ถ้าคุณทำแล้วมันเป็นตัวคุณ นั่นคือคุณแตกต่าง ซึ่งความแตกต่างสำหรับผมมันคือความพิเศษ เป็นทาเล้นต์อย่างหนึ่ง ส่วนการทำงานกับกรรมการอีก 3 ท่าน คือคุณเจนนิเฟอร์ คิ้ม อ๊อฟ-ปองศักดิ์ และคริส หอวัง รวมทั้งพิธีกร-น้าเน็ก ถือว่าราบรื่น (ยิ้ม) ผมชอบในพลังบวกที่ทุกคนมี ต่อให้ใครจะเซย์โนผู้เข้าแข่งขัน หรือเราจะถกเถียงกันเองก็ตาม ทั้งหมดล้วนอยู่บนความตั้งใจที่ดี

Q: แน่นอนว่า มีตำแหน่งผู้ชนะแค่เพียงตำแหน่งเดียวในรายการ คุณอยากบอกอะไรกับคนอื่นๆ ที่ตกรอบบ้างหรือไม่

A: ต้องถามตัวเองก่อนว่า วันที่แพ้ครั้งนี้ คุณได้อะไร หรือคุณชนะในเรื่องราวใด ถ้าคุณสามารถเอาชนะใจตัวเองที่มันเจ็บปวดกับความพ่ายแพ้ได้ ผมถือว่าคุณได้แล้วนะ Thaiand’s Got Talent ไม่ใช่การตามหาสุดยอดมนุษย์ และไม่ใช่เวทีวัดความสามารถ แต่มันเป็นเวทีวัดจิตวิญญาณ บางคนแสดงโคตรเก่ง แต่ผมดูแล้วไม่รู้สึก เหมือนถูกแม่บังคับมา (หัวเราะ) ผมมีคำที่ยึดและใช้ในการดำรงชีวิตของตัวเอง แล้วนำมาใช้ในการเป็นกรรมการครั้งนี้ด้วย คือผมไม่สนใจพวกที่เป็นที่หนึ่ง แต่ผมจะสนใจคนที่เป็นหนึ่งเดียว ฉะนั้น มีความสามารถอย่างเดียวไม่พอ คุณต้องเป็นหนึ่งเดียวด้วย

Q: รายการ Thailand’s Got Talent ให้อะไรกับคุณบ้าง

A: เมื่อก่อนผมเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจคนอื่น แต่พอได้มาทำรายการนี้ ได้ดูแพสชั่นของคนอื่น บางครั้งมันเข้ามาสะกิดใจเรานะ มันทำให้เราอยากกลับไปสานฝันที่เราค้างคาอยู่ นอกจากเรื่องชัยชนะ รายการนี้สอนเราเรื่องกำลังใจ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนต้องการกำลังใจ พลังงานเหล่านี้มันส่งหากันได้จริงๆ อีกอย่างคือ ทาเล้นต์ของคนเรามันอยู่ในวิญญาณ และมันดูออกได้จากสายตา การไม่ยอมแพ้ เรารู้สึกว่าการมีคนแบบนี้ ทำให้โลกน่าอยู่ขึ้น

ร่วมติดตามความสนุกของรายการระดับประเทศที่เปิดโอกาสให้ได้โชว์ความสามารถของประเทศไทย ใน Thailand’s Got Talent: New Season ทุกวันจันทร์ เวลา 20.05 น. ทางช่อง Workpoint กดเลข 23