เรื่องเด่น

The Eco Duet คู่รัก...รักษ์โลก

Published 2 ต.ค. 2018

By Rabbit Today

The-Eco-Duet-Nun-Top-scoops-Rabbit-Today-banner

ราว 10 ปีก่อน หากคุณเห็นใครถือถุงผ้า พร้อมกับบอกว่า ‘ฉันจะช่วยลดโลกร้อน’ อาจมีเสียงแซวติดตลกทำนองว่า เธอต้องเป็นคนติสต์ๆ แนวๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าในวันนี้ แม้จะไม่มีการยืนยันว่า โลกร้อนขึ้นอีกมากมายเพียงใด แต่การถือถุงผ้า ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติก กำลังกลายเป็น ‘วิถีหลัก’ ของผู้คนทั้งโลกนี้ไปเสียแล้ว...

แน่นอน, ผู้คนตระหนักรู้ถึงภาวะเสื่อมถอยของโลกลงไปทุกวัน หนึ่งในนั้นมีคู่รัก “ท็อป-พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร & นุ่น-ศิรพันธ์ วัฒนจินดา” รวมอยู่ด้วย ใครที่ติดตามผลงานของทั้งคู่ นอกเหนือจากงานในวงการบันเทิง ทั้งท็อปและนุ่น ต่างก็เป็นคู่รักหัวใจรักษ์สิ่งแวดล้อมตัวจริงเสียงจริง ที่ผ่านมา ทั้งคู่คิดและสร้างสรรค์กิจกรรมที่สะท้อนเรื่องราวความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมามากมาย ปัจจุบันเขาและเธอเปิดบริษัทร่วมกันในชื่อ คิดคิด จำกัด เพื่อรองรับงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมโดยตรง และล่าสุดเพิ่งจะเปิดตัวแคมเปญดีๆ อย่าง ECOLIFE APP. แอปพลิเคชั่นที่มุ่งหวังจะช่วยลดปัญหาขยะพลาสติก โดยให้คนรุ่นใหม่ได้ทดลองโหลดมาร่วมกิจกรรมกัน

Rabbit Today มีโอกาสได้พูดคุยกับทั้งสอง ถึงมุมมองในเรื่องที่เขาและเธอลงมือทำมาตลอด 10 กว่าปี ถึงวันนี้ เมล็ดพันธุ์แห่งความตั้งใจนั้นงอกเงยไปมากน้อยเพียงใด...

The Eco Duet คู่รัก...รักษ์โลก,สกู๊ป,Rabbit Today

Q: ถ้ามองจากคนที่คิดและทำในเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตลอด คิดว่า 10 ปีที่ผ่านมานี้ สถานการณ์โดยรวมเป็นอย่างไร

ท็อป: เมื่อ10 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมเรียนปริญญาโท ผมทำวิทยานิพนธ์หัวข้อเรื่องพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่มีต่อเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเลย ว่าเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมคืออะไร ยิ่งพูดคำว่าอีโค่ด้วยนี่ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่มีใครเข้าใจเลย (ยิ้ม) แต่พอเวลาผ่านมา ผู้คนเริ่มพูดคำว่า ลดโลกร้อนกันมากขึ้น ช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 54 นี่เป็นจุดพลิกผัน พอคนเห็นขยะที่มันมากมาย จึงเริ่มตระหนักรู้ถึงเรื่องราวสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับภาครัฐและภาคเอกชนต่างก็หันมาส่งเสริมกันอย่างจริงจัง เรียกว่าเติบโตขึ้นทั้งระบบ พอทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจ จึงทำให้เมื่อพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ปุ๊บ คนเข้าใจได้ทันที คือพูดแล้วเห็นภาพ ไม่ต้องสื่อสารกันมากกว่าแต่ก่อน

The Eco Duet คู่รัก...รักษ์โลก,สกู๊ป,Rabbit Today

Q: อะไรที่พอจะบอกได้ว่า มีการตระหนักรู้มากขึ้นจริง

นุ่น: ง่ายๆ เลย เราเห็นคนใช้ถุงผ้ามากขึ้น เวลาไปซื้อของก็จะเตรียมถุงผ้าไปเอง หรือตามร้านกาแฟก็จะมีคนนำกระบอกน้ำไปใส่กาแฟเอง แต่นุ่นก็ยังมีความรู้สึกว่าพฤติกรรมเหล่านี้ยังไม่ถูกซึมเข้าไปจนกลายเป็นนิสัย คือยังไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนจนกลายเป็นพฤติกรรมที่แท้จริง แต่โอเคละ ถ้าพูดโดยรวมเราถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจริงๆ 

ท็อป: มีครั้งหนึ่งตอนไปทำงานที่ญี่ปุ่น ผมเห็นเพื่อนชาวญี่ปุ่นแยกขยะ ผมถามเขาว่า ทำไมถึงต้องแยก เขาตอบผมแบบง่ายๆ เลยว่า เขาเห็นพ่อแม่ทำ เขาก็เลยทำ ง่ายๆ แค่นี้เอง ผมกำลังจะบอกว่า นี่คือพฤติกรรมเลียนแบบที่ทำโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ เป็นการเห็นตัวอย่างในเรื่องที่มีคนทำมาก่อนหน้า แล้วผมก็เชื่อว่า พ่อแม่ของเพื่อนคนนี้ เขาก็คงเห็นมาจากปู่ย่าตายายอีกที ผมยกตัวอย่างแบบนี้ เหมือนบ้านเราเป็นประเทศที่ชูเรื่องความกตัญญู เราก็จะเรียนรู้ได้เองโดยอัตโนมัติ เนื่องจากเราเคยเห็นพ่อแม่เราดูแลปู่ย่าตายายมาก่อน พอมาถึงรุ่นเรา เราก็จะดูแลพ่อแม่เราเหมือนที่พ่อแม่เคยทำกับปู่ย่าตายาย ผมมองว่าเรื่องสองเรื่องนี้คล้ายๆ กัน ถ้าเรามีวิธีคิดแบบนี้ เราจะทำได้เองโดยที่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา

The Eco Duet คู่รัก...รักษ์โลก,สกู๊ป,Rabbit Today

Q: ทราบว่าตอนนี้คุณเพิ่งทำแอปพลิเคชั่นเพื่อเรื่องราวเหล่านี้ ช่วยเล่าให้เราฟังหน่อย

ท็อป: ชื่อว่า ECOLIFE APP. ครับ เป็นแอปพลิเคชั่นที่รณรงค์ลดการใช้พลาสติก มี 4 จำพวก คือ ถุงพลาสติก หลอด แก้ว และช้อนส้อมพลาสติก โดยวิธีการก็คือ พอคุณโหลดแอปฯ ตัวนี้มาแล้ว เมื่อไรที่คุณซื้อของโดยไม่รับพลาสติกทั้ง 4 อย่างนี้ ทางร้านสะดวกซื้อหรือโรงอาหารที่เข้าร่วมโครงการกับเราก็จะมีคิวอาร์โค้ด เพื่อให้คุณสแกนเป็นการเก็บสะสมแต้ม โดยที่ในแอปฯ เองก็จะมีเกมคล้ายๆ เกมสร้างเมือง ยิ่งพอสะสมพ้อยต์มากขึ้นเท่าไร เมืองก็จะค่อยๆ ขยายขึ้น นอกจากนี้คะแนนที่สะสมไว้ยังสามารถนำไปเป็นส่วนลดต่างๆ อย่างช่วงเดือนกันยายนนี้ ถ้าคุณสะสมได้ถึง 20 พ้อยต์ ก็จะได้รับส่วนลดบัตรดูหนังของทางเมเจอร์ฯ โครงการนี้เปิดตัวมาตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา เริ่มจากมหาวิทยาลัยกว่า 20 แห่ง ซึ่งเราตั้งเป้าว่า จนถึงธันวาคมสิ้นปีนี้ เราจะลดขยะพลาสติกลงให้ได้ 1 ล้านชิ้น

นุ่น: ผลที่จะได้รับอีกอย่างสำหรับโครงการนี้ก็คือ เราจะส่งข้อมูลกลับไปให้ทุกๆ เดือน ข้อมูลนี้จะทำให้รู้ว่า ตลอดเดือนที่ผ่านมา สถาบันหรือองค์กรของคุณสามารถลดพลาสติกไปได้เท่าไร รวมถึงนักศึกษาหรือคนในองค์กรมีส่วนร่วมในโครงการนี้มากน้อยแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้อ้างอิงในรายงานขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

Q: มีหน่วยงานที่พยายามคิดโครงการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมขึ้นมามากมาย แต่หลายครั้งพบว่า มีอายุงานสั้น หรือแม้แต่การที่คนบางกลุ่มมีอุมดมการณ์ที่ดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม แต่สุดท้ายด้วยเงื่อนไขทางการเงิน ทำให้ต้องเลิกราไปในที่สุด ในฐานะที่คุณเองก็มีบริษัทที่สร้างขึ้นมาเพื่อสิ่งเหล่านี้ คุณมีวิธีบริหารจัดการให้เจตนารมย์ที่ดีอยู่รอดได้อย่างไร

ท็อป: ผมมองว่าการมีความตั้งใจที่ดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงด้วย คือไม่ใช่ทำบุญ แต่พอทำเสร็จแล้ว เราอยู่ไม่ได้ ดังนั้น หนทางที่จะทำให้เราอยู่รอดได้ คือการสร้างบิสเนสโมเดลที่ชัดเจน ทำให้เป็นแผนธุรกิจในระยะยาว ไม่ใช่เป็นเพียงแค่อุดมการณ์ อีกอย่างคือต้องเปลี่ยนความคิดที่ว่า ทำดีแล้วหาเงินเป็นเรื่องไม่ดี หรือเป็นเรื่องผิดบาป เพราะเราต้องเข้าใจโลกแห่งความจริง ถ้าไม่มีกำไรหรือทำให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้ วันหนึ่งพอเงินหมด สิ่งดีๆ ที่ตั้งใจทำมา มันก็จะจบไปด้วย แต่ถ้าเรามีแผนการเชิงธุรกิจที่ดีเข้ามาช่วย ความตั้งใจดีๆ เหล่านี้จะไม่หายไป ซึ่งผมเรียกสิ่งนี้ว่า ความยั่งยืน

The Eco Duet คู่รัก...รักษ์โลก,สกู๊ป,Rabbit Today

Q: พรุ่งนี้จะเป็นวัน Car Free Day ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการตระหนักรู้ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ส่วนตัวคุณรู้สึกอย่างไรกับกิจกรรมนี้

นุ่น: แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่นุ่นรู้สึกมาตลอดคือ คาร์ฟรีเดย์ไม่ใช่วันหยุดราชการใดๆ แต่ทุกคนก็สามารถเอาตัวเองมาทำงานได้ จึงเป็นเรื่องที่น่าตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าเกิดทุกคนตั้งใจจริงๆ เราก็น่าจะมีคาร์ฟรีเดย์ได้อีกหลายๆ วัน หรือเลือกที่จะเป็นวันคาร์ฟรีเดย์ในชีวิตตัวเองได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเรายอมปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต หรือเปลี่ยนเงื่อนไขอะไรบางอย่างของเราได้หรือเปล่า ถ้าทำได้ คาร์ฟรีเดย์ก็เกิดได้ทุกวัน

Q: แสดงว่าการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างในชีวิตเราบ้าง

ท็อป: อาจจะไม่ถึงกับเรียกว่าเปลี่ยน แต่เป็นการปรับ คือไม่ต้องพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือขนาดนั้น เพราะในชีวิตจริงเราคงทำไม่ได้แบบนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมเองยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่ได้ 24 ชั่วโมงเลย ผมว่าคนที่สามารถทำได้ คือคนตายแล้วเท่านั้น แล้วต้องตายแบบไหนด้วยนะ ไม่อย่างนั้นอาจเกิดมลภาวะอีก (ยิ้ม) ถ้ายังคิดถึงส่วนรวมไม่ได้ เราคิดถึงส่วนดีที่เราจะได้ก่อนดีกว่า เช่น ถ้าไม่ขับรถ เราก็จะประหยัดเงินจ่ายค่าน้ำมัน หรือเราจะได้ไม่ต้องไปรถติด ลองคิดแบบนี้ก่อน  

แล้วอย่าพยายามไปโทษสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา อย่าไปโทษรถยนต์ อย่าไปโทษน้ำมัน อย่าไปโทษคาร์บอนไดออกไซด์ อย่าไปโทษผังเมือง อย่าไปโทษผู้บริหารบ้านเมือง ผมว่าลองมาดูที่ตัวเราก่อน ถ้าอันไหนเราทำได้ เราก็ทำ แต่ถ้าทดลองทำแล้วทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องทำ เอาที่ทำได้ เอาที่รู้สึกว่ามันดีกับตัวเราเองก่อน แล้วสุดท้ายเรื่องส่วนตัวมันก็จะกลายเป็นส่วนรวมในที่สุด เหมือนโยนหินก้อนเล็กๆ ลงน้ำ เอาให้เกิดแรงกระเพื่อมก่อน เดี๋ยวแรงกระเพื่อมเหล่านี้มันจะค่อยๆ ขยายวงกว้างไปเอง

โลกใบใหญ่...ปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องใหญ่ แต่จะเล็กลงได้...ถ้าเราร่วมมือร่วมใจกัน

ECOLIFE APP. 

Download: iOS และ Android