เรื่องเด่น

“ไม่มีวันไหนที่ผมไม่พยายามเป็นพ่อที่ดี...” เปิดใจครั้งแรก “ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”

Published 18 ธ.ค. 2018

By Rabbit Today

Tim-Pita-scoops-Rabbit-Today-banner

‘ทุกชีวิตย่อมมีแบบทดสอบ’ แต่ดูเหมือนว่า เส้นทางชีวิตของ ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มักจะมีโจทย์ยากเดินทางมาให้ต้อง ‘แก้’ อยู่เสมอ

ย้อนกลับไปในวัย 25 ปี เขาต้องรับไม้ต่อดูแลกิจการผลิตน้ำมันรำข้าวจากคุณพ่อที่เสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน เวลานั้นธุรกิจยังแค่เตาะแตะเริ่มต้น หนำซ้ำยังมีโจทย์หนัก ต้องเคลียร์หนี้ที่เกิดจากการลงทุนกว่า 100 ล้านบาท

ผ่านไปราว 3 ปี ทิมสามารถนำพารัฐนาวาที่ตัวเองเข้ามารับช่วงต่อ ก้าวสู่การเป็นบริษัทผลิตน้ำมันรำข้าวเจ้าสำคัญของประเทศ สำคัญกว่านั้น จากหนี้ร้อยล้าน กลับกลายเป็นธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินรายได้ไต่ขึ้นไปแตะหลักพันล้านอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากตั้งหลักชีวิตใหม่ ทิมเดินทางไปศึกษาต่อตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับคุณพ่อ ที่ MIT ด้านบริหารธุกิจ และ Harvard University ด้านการเมืองการปกครอง แล้วจึงกลับมาสร้างครอบครัวจนมีลูกสาววัยน่ารัก ‘น้องพิพิม’ วัย 2 ขวบครึ่ง

ชีวิตดูเหมือนจะสะกดคำว่า Happy ได้ไม่ยากเย็นนัก ทว่าล่าสุด กลับมีข่าวซุบซิบออกมา ทิมและคู่ชีวิตมีปัญหารักร้าว จากภาพครอบครัวที่เคยสุขสันต์ วันนี้กลับไม่เหมือนเดิม

ในการข่าวที่ค่อนข้างสับสน ดราม่า และยุ่งเหยิง ทิมยินดีเปิดใจพูดคุยกับ Rabbit Today แบบลงรายละเอียดยาวๆ เป็นที่แรก ซึ่งไม่ผิดนัก หากจะบอกว่า นี่คือ ‘แบบทดสอบ’ ชีวิตของเขาอีกครั้ง

เขารู้สึกและมองสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไร และพร้อมจะก้าวเดินต่อไปในทิศทางไหน

“ไม่มีวันไหนที่ผมไม่พยายามเป็นพ่อที่ดี...” เปิดใจครั้งแรก “ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” กับมรสุมชีวิตครอบครัว,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ขออนุญาตย้อนเวลาสักหน่อย คุณยังจำความรู้สึกแรกที่ต้องเข้ามาดูแลกิจการของครอบครัวได้อยู่ไหม

A: ได้ครับ ตอนนั้นต้องใช้คำว่า ชา คือความรู้สึกมันชาๆ ก่อนหน้าที่คุณพ่อจะเสีย ท่านมีความตั้งใจที่จะทำธุรกิจนี้ เป็นความฝันของท่านที่อยากเพิ่มมูลค่าให้การเกษตรของไทย แต่พอเริ่มต้นตัวธุรกิจได้เพียงแค่ 2-3 เดือน ท่านก็มาเสียชีวิตไปเสียก่อน จึงเป็นหน้าที่ของผม ในฐานะที่เราเป็นลูกคนโต ที่ต้องเข้ามากอบกู้บริษัท

ถึงจะเป็นความสูญเสีย แต่เราต้องอยู่กับปัจจุบัน ตื่นเช้ามาแต่ละวัน ต้องลำดับเรื่องราวความสำคัญของการแก้ปัญหา ว่าต้องแก้อะไร แก้อันไหนก่อน แต่ก็ทำให้ได้ค้นพบตัวเองในมุมใหม่ ที่ 25 ปีแรกของชีวิตไม่เคยเจอ (ยิ้ม) เราเข้าใจชีวิต และโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

Q: ณ วันนั้น คุณใช้วิธีการอย่างไร กับแบบทดสอบหนักๆ ที่ต้องเจอ

A: อย่างแรกเลยคือ ต้องมีสติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องงาน หรือปัญหาที่บ้าน ยิ่งถ้าปล่อยให้ใจเราดิ่งไปกับปัญหา มันก็ยิ่งยากจะแก้ ผมมีหลักในการแก้ปัญหา ไม่ว่าปัญหาจะใหญ่แค่ไหน ให้ซอยปัญหาออกเป็นข้อย่อยๆ เราไม่มีทางแก้ปัญหาก้อนใหญ่ทีเดียวได้หรอก แต่ให้ค่อยๆ ซอยไปทีละข้อๆ เหมือนกินข้าวทีละคำ กินชาทีละถ้วย แล้วเรียงลำดับความสำคัญว่า ปัญหาที่เกิด ข้อไหนก่อน ข้อไหนหลัง จากนั้นก็ค่อยๆ แก้ไปทีละหนึ่ง…ทีละหนึ่ง

Q: จากการนำพาธุรกิจให้กลับมาเติบโตใหม่ ด้วยวัยเพียงยี่สิบเศษๆ คุณคิดว่านี่คือความสำเร็จในชีวิตไหม

A: เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผมอาจจะคิดถึงเรื่องความสำเร็จ ท่องอยู่ตลอดเวลาว่า เราต้องสำเร็จ เราต้องสำเร็จ (หัวเราะ) แต่เมื่อมาถึงวันที่เรากำลังจะอายุ 40 เกินครึ่งชีวิตคนเข้าไปแล้ว ผมกลับมองคำว่า สุขใจ มากกว่าคำว่าความสำเร็จ ความสำเร็จคุณวัดด้วยมาตรฐานของสังคม ด้วยมาตรฐานของคนอื่น แต่ความสุขใจ เราวัดด้วยมาตรฐานของตัวเอง

Q: อย่างที่ข่าวปรากฏตามหน้าสื่อ คุณกำลังเจอแบบทดสอบชีวิตอีกครั้ง กับปัญหาครอบครัวที่เกิดขึ้น

A: พยายามมองว่าคงไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกที่เจอวิกฤติ สุขหรือทุกข์มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต คิดว่าสักวันก็คงผ่านไป มันไม่ใช่อะไรที่ไม่สามารถแก้ได้ สิ่งที่เราทำได้คือ พยายามมีสติ ค่อยๆ แก้ไปทีละนิด

ผมเชื่อว่าทุกคนมีปัญหาเข้ามาทุกวัน แต่การที่เรามีสติ มีทัศนคติที่ดี หรือแม้แต่นำหลักคิดในพุทธศาสนามาใช้ จะช่วยให้เราผ่านปัญหาไปได้ ผมยึดคำของหลวงพ่อคูณไว้ประโยคหนึ่ง ‘จะดีไม่ดี ไม่ได้อยู่ที่ปากคนอื่น มันอยู่ที่ตัวเราเอง’

“ไม่มีวันไหนที่ผมไม่พยายามเป็นพ่อที่ดี...” เปิดใจครั้งแรก “ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” กับมรสุมชีวิตครอบครัว,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: โดยปกติ คุณปฏิบัติต่อผู้หญิงที่รักอย่างไร

A: คล้ายกับที่เราต้องการให้เขาปฏิบัติต่อเรา แน่นอนว่าเราต้องเสียสละให้เขา มีความสม่ำเสมอให้เขา ถ้าเรามีความสม่ำเสมอ ตั้งแต่ก่อนรักเขา ตอนจีบเขา หรือตอนอยู่กับเขา ก็เป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันความรักของเราได้ ไม่ใช่ว่าช่วงแรกน้ำต้มผักยังหวาน อะไรก็ดีไปหมด แต่ตอนหลังๆ กลายเป็นอีกเรื่อง แบบนั้นไม่ใช่ผมแน่นอน

อีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องความซื่อสัตย์ เราก็ต้องมีให้กับเขา ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามา เวลาที่มีวิกฤติ 3 สิ่งที่พูดมา ยังเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า คุณยังเสียสละเหมือนเดิมไหม สม่ำเสมออยู่ไหม ซื่อสัตย์อยู่ไหม เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทดสอบคนได้เป็นอย่างดี

Q: คุณคิดว่าตัวเองบกพร่องตรงไหน

A: ผมทำงานเยอะ เพราะผมมีจุดมุ่งหมายหลายอย่างในชีวิต อาจจะแบ่งเวลาได้ไม่ 100% แต่ในโลกแห่งความจริง ไม่มีใครทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบหรอก ผมคงจะตอบไม่ได้ว่า ผมทำได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าถามในเรื่องความพยายาม ผมให้คะแนนตัวเองสิบเต็มสิบ ไม่มีวันไหนที่ผมจะไม่พยายาม ทั้งในความเป็นพ่อ หรือเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี

Q: ถ้าจะหยิบยกหนังสือ Men are from Mars, Women are from Venus ขึ้นมา ปัญหาชีวิตคู่ของคุณ คล้ายกับหนังสือเล่มนี้หรือเปล่า ในมุมที่ผู้ชายไม่เคยเข้าใจผู้หญิงเลย

A: จริงๆ บ้านผมมีผู้หญิงทั้งนั้นเลย คุณย่า คุณป้า คุณน้า คุณอา คุณแม่ผมอีก แล้วหนังสือเล่มนั้น ผมก็อ่านมาเป็นสิบๆ รอบ ก็เข้าใจสาระของหนังสือเล่มนั้นดี และพยายามที่จะเอามาใช้ แต่เรื่องบางเรื่อง บางทีมันเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่มีใครรู้ได้นอกจากคนสองคน บางทีคนสองคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ผมถามคุณง่ายๆ ตอนที่คุณรักใครสักคน คุณอธิบายได้ไหม แต่ในขณะเดียวกัน สักวันหนึ่งก็เกิดไม่รักขึ้นมาแล้ว ก็อธิบายไม่ได้เหมือนกัน บางเรื่องมันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมานั่งอธิบาย เป็นเรื่องของวันเวลาที่บางทีพอมันดำเนินไป เวลาก็ทำให้เราเปลี่ยนความคิด เกิดเส้นทางชีวิตที่เปลี่ยน สำหรับผม ผมทำใจยอมรับได้ ไม่มีปัญหา และสามารถที่จะเป็นเพื่อนกันได้

“ไม่มีวันไหนที่ผมไม่พยายามเป็นพ่อที่ดี...” เปิดใจครั้งแรก “ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” กับมรสุมชีวิตครอบครัว,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: จากกระแสข่าวที่ออกมา ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีคนตั้งคำถามกับคุณถึงเรื่องความเป็นสุภาพบุรุษ แล้วในมุมมองของคุณเอง คำว่าสุภาพบุรุษ ต้องเป็นอย่างไร

A: คล้ายๆ กับที่ผมบอกไปเมื่อตอนต้น สุภาพบุรุษสำหรับผม ต้องเป็น 3 อย่าง คือ เป็นคนที่เสียสละ เป็นคนสม่ำเสมอ และเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะกับใครก็แล้วแต่ และไม่ว่าเขาจะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์กับเราก็ตาม ความหมายคล้ายๆ การมีจิตสาธารณะ ถ้าเกิดคุณคิดถึงคนอื่นก่อน คุณก็จะกลายเป็นคนที่เสียสละ ส่วนการเป็นคนสม่ำเสมอ คือหน้าปกเป็นอย่างไร เนื้อหาก็เป็นอย่างนั้น สุดท้ายคือความซื่อสัตย์ ต้องไม่โกหก ต้องไม่แต่งเรื่อง ทั้งหมดเป็น 3 สิ่งที่ผมคิดว่าคนเป็นสุภาพบุรุษต้องมี แต่จริงๆ ไม่ใช่แค่สุภาพบุรุษหรอก มันจำเป็นสำหรับทุกคนที่อยู่ในสังคมนั่นละ

Q: คิดว่าตัวเองเป็นคุณพ่อที่ดีไหม

A: ผมพอใจในผลงานตัวเอง (ยิ้ม) แล้วถ้าจะย้อนหลังกลับไป 2 ปีครึ่ง ตั้งแต่มีลูก ก็ไม่มีอะไรที่อยากจะเปลี่ยน ในความเป็นพ่อ ผมทำได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำกับข้าว เปลี่ยนผ้าอ้อม พาลูกอาบน้ำ ถักเปียให้ แต่งหน้าให้ ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับลูก 2 คนได้ตั้งแต่ลูก 2 ขวบ ซึ่งผมรู้สึกสนุก เด็กเขาไม่มีหน้ากาก เขาชอบไม่ชอบอะไร ก็แสดงออกมา

ผมได้อะไรจากลูกเยอะ เช่น วิธีการฝึกที่จะต้องฟังเขา ซึ่งมันสะท้อนไปถึงชีวิตตัวเอง ในเรื่องของการเคารพในสิ่งที่คนอื่นพูด รวมทั้งลูกทำให้เราเป็นนักบริหารเวลาที่เก่งขึ้น จากที่แต่ก่อนเราเอ้อระเหยไปซะทุกอย่าง ตอนนี้เราสามารถทำงานได้เร็วขึ้น ดีขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้จัดการที่เก่งขึ้น เพราะในเมื่อเราสามารถพูดและจูงใจให้เด็กอายุ 2 ขวบทำอะไรได้ มันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะพูดให้คนที่ทำงานด้วยกัน เข้าใจในความต้องการของเรา

Q: ถ้าแบบทดสอบนี้ผ่านไป คุณวางแผนชีวิตในระยะเวลาอันใกล้ต่อไปอย่างไร

A: ไม่ว่าจะทำอะไรต่อไป อย่างแรกคือ นึกถึงลูกไว้ก่อน เราต้องนึกถึงความรู้สึกของเขาเสมอ ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ที่ต้องดำเนินต่อไป คงต้องใช้เวลา แต่ที่พูดได้คือ จะพยายามให้เต็มที่ ไม่ว่าจะออกผลลัพธ์ไหน เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้

“ไม่มีวันไหนที่ผมไม่พยายามเป็นพ่อที่ดี...” เปิดใจครั้งแรก “ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” กับมรสุมชีวิตครอบครัว,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: กลัวไหมว่า วันหนึ่งถ้าคุณจะต้องไปทำภารกิจอะไรต่อ แต่ภาพลักษณ์เรื่องครอบครัวที่เคยมีปัญหา จะเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้ถูกโจมตี

A: ไม่กลัวเลย เพราะมันไม่ได้เป็นความจริง จะดีจะเลวอยู่ที่ตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่ปากคนอื่น ผมพยายามยึดประโยคนี้เป็นหลักในการดำเนินชีวิต ใครจะพูดอย่างไรก็ได้ แต่ผมจะไม่เอาคำพูดนั้นมาคิด หรือเก็บมากลัว เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ผมจะกลายเป็นทาสคำพูดของเขา ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น (ยิ้ม)

Q: ปฏิเสธไม่ได้ว่า คนที่เห็นคุณในแวดวงสังคม ก็มักจะเห็นความเพียบพร้อม ทั้งรูปลักษณ์ หน้าที่การงาน ฐานะ การศึกษา แต่ปัญหาเรื่องความรักที่เกิดขึ้น อาจทำให้ชีวิตคุณดูไม่เพอร์เฟ็กต์ ส่วนตัวคุณรู้สึกอย่างไร

A: คำถามนี้คงถามกับผมไม่ได้ เพราะผมไม่ได้ต้องการชีวิตที่เพอร์เฟ็กต์ (ยิ้ม) ชีวิตที่เพอร์เฟ็กต์คือ คุณสามารถควบคุมทุกอย่างได้ รู้ว่าพรุ่งนี้ฝนจะตก แดดจะออก แต่เราทำอย่างนั้นได้ไหม เอาเป็นว่า ชีวิตผมไม่ต้องสิบเต็มสิบ ไม่ต้องเป็นชีวิตที่ดีมากๆ มันสามารถมีทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่แย่เกิดขึ้นได้ เพราะนี่เป็นชีวิตธรรมดา

Q: อะไรคือกำลังใจที่สำคัญที่สุดในเวลานี้

A: ลูกสาว (ยิ้ม) เขาเหมือนเป็นแก่นของชีวิตของผมในวันนี้ ที่ผ่านมา เราไม่ค่อยเห็นตัวเอง แต่พอมีลูก การที่เราได้เลี้ยงเขา ทำให้เรามองเห็นตัวเอง เขาคือเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา สำหรับผม การเลี้ยงลูกคือหนึ่งในกำลังใจที่ดีเยี่ยม (ยิ้ม) เขาคือผ้าขาวที่รอให้เราแต่งแต้ม แต่อย่าไปมองว่า ชีวิตเขาต้องเป็นของเรา อะไรที่เราเคยผิดพลาดมาแล้ว อย่าไปบังคับไม่ให้เขาต้องผิดพลาดเหมือนกัน ชีวิตมีผิดพลาดกันได้เสมอ หน้าที่ของเราคือ สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับเขา สร้างทางเดินให้เขาได้วิ่ง ส่วนจะวิ่งไปทางไหน เร็วหรือช้าแค่ไหน เป็นชีวิตของเขา (ยิ้ม)

“ไม่มีวันไหนที่ผมไม่พยายามเป็นพ่อที่ดี...” เปิดใจครั้งแรก “ทิม-พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” กับมรสุมชีวิตครอบครัว,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: ถ้าก้าวข้ามเรื่องปัญหาครอบครัวไป สิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัวคุณในเวลานี้ มันสามารถเป็นเรื่องบวกไปสู่ผู้คนในสังคมในเรื่องราวใดได้บ้าง

A: ผมคิดว่าเราทุกคนสามารถควบคุมวิธีตอบสนองต่อปัญหาของตัวเองได้ เรื่องบางอย่างคุณอาจควบคุมไม่ได้ก็จริง อย่างฝนจะตกเมื่อไร ลมจะพัดไปทางไหน ไม่มีใครสามารถควบคุมได้ แต่ในทางกลับกัน เราสามารถทำให้หลังคาบ้านเราแข็งแรงได้ เพื่อป้องกันฝน ป้องกันลม เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อยู่ที่เราควบคุมวิธีการตอบสนองกับปัญหาอย่างไร เราจะกลุ้มไปกับมัน หรือจะมีสติอยู่กับมัน ทั้งหมดเราเลือกได้ ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละข้อ ชีวิตมันก็จะไปต่อได้เอง

เมื่อยังมีลมหายใจ ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป และตราบเท่าที่ยังใช้สตินำทาง ทุกๆ ปัญหาย่อมมีทางแก้ไขเสมอ...