เรื่องเด่น

ผู้กำกับฯ ทอม วอลเลอร์: จากภารกิจกู้ภัยสุดโหดสู่ภาพยนตร์ ‘The Cave นางนอน’

Published 17 ต.ค. 2019

By ตติยา แก้วจันทร์

สัมภาษณ์ ทอม วอลเลอร์ (Tom Waller) ผู้กำกับ The Cave นางนอน

เหตุการณ์นักฟุตบอลและโค้ชทีมหมูป่าจำนวน 13 ชีวิต ติดถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมปีที่แล้ว กลายเป็นภารกิจกู้ภัยระดับโลกที่ทำให้คนแปลกหน้าจากทั่วสารทิศเดินทางมายังจุดหมายเดียวกันเพื่อช่วยเหลือคนที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน และเหตุการณ์นี้ถูกนำมาถ่ายทอดผ่านหนังเรื่อง ‘The Cave นางนอน’

หลังจากฝ่าฟันดราม่าหลายเรื่องราว ในที่สุด ‘The Cave นางนอน’ ผลงานของผู้กำกับฯ ทอม วอลเลอร์ (Tom Waller) ได้ปล่อยคลิปวิดีโอตัวอย่างแรกให้ได้ชมกันแล้ว พร้อมทั้งชี้แจงว่านี่คือหนังที่เจาะลึกถึงความช่วยเหลือของเหล่าจิตอาสาที่ได้เสียสละมาทำภารกิจกู้ภัย ไม่ได้เจาะจงไปที่ตัวเด็กและโค้ชอย่างที่หลายคนตั้งคำถามกันก่อนหน้านี้  

ความน่าสนใจคือ นักกู้ภัยตัวจริงเสียงจริงที่ได้ร่วมภารกิจกู้ภัยถ้ำหลวงก็มาร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย รวมทั้ง ‘จิม วอร์นี่’ นักดำน้ำชาวเบลเยียม ทำหน้าที่เป็นผู้ให้ข้อมูลและคำปรึกษาเพื่อให้หนังมีความสมจริงมากที่สุด 

ก่อนจะไปชมหนังกัน Rabbit Today มีบทสัมภาษณ์พิเศษของผู้กำกับฯ ทอม วอลเลอร์ ถึงจุดเริ่มต้นของการสร้างหนัง การชักชวนฮีโร่ถ้ำหลวงมาร่วมงาน และมุมมองต่อเหตุการณ์กู้ภัยระดับโลกที่ทำให้ ‘Mission Impossible’ กลายเป็น ‘Mission Possible’ ได้ในที่สุด

Q: จุดเริ่มต้นของหนังเรื่อง ‘The Cave นางนอน’

A: ตอนแรกผมไม่คิดว่าจะทำหนังเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เห็นว่ามีหลายคนสนใจเรื่องนี้แล้ว หนังเรื่องนี้น่าจะเหนื่อย เพราะต้องขออนุญาตโน้นนี่นั่น ขออนุญาตค่าลิขสิทธิ์เด็ก หรือขอไปถ่ายทำที่ถ้ำหลวง ผมรู้แล้วว่าเป็นเรื่องยาก แต่บังเอิญว่าผมไปเที่ยวไอร์แลนด์ ไปหาคุณพ่อที่นั่น กำลังอยู่ในช่วงวันหยุดพักผ่อน ตอนที่เกิดเหตุประมาณเดือนกรกฎาคม จำได้ว่าผมดูข่าวในโทรทัศน์ที่ประเทศไอร์แลนด์ มีข่าวว่าคนที่ช่วยเหลือเด็กที่ดึงโค้ชเอกออกมาอยู่ที่ไอร์แลนด์ เมืองที่ผมอยู่ก็ติดกับเมืองของเขา คล้ายๆ เป็นเพื่อนบ้านกัน

ผมเลยรู้สึกว่าโอเคงั้นติดต่อ ‘คุณจิม วอร์นี่’ ที่เล่นเป็นตัวเองในหนัง เขาเป็นคนที่เพิ่งกลับมาจากเหตุการณนี้ และเป็นหนึ่งในทีมที่ช่วยเหลือภารกิจถ้ำหลวงนี้ ที่ดึงเด็กๆ และโค้ชเอกออกมา ผมบังเอิญมากที่เจอคนนี้ แสดงว่าไม่มีใครเคยพูดคุยกับเขามาก่อน รู้สึกว่าตอนนั้นจิมกำลังส่งผ่านความรู้สึกอะไรบางอย่างมายังเรา เนื่องจากเป็นเหตุการณ์จริงที่จิมเพิ่งผ่านมาไม่กี่วันเอง เขาเล่าเรื่องที่ฟังแล้วเรารู้สึกแทบหยุดหายใจ จึงคิดว่าถ้าเป็นหนังก็ต้องตื่นเต้นและน่าดูมากๆ ผมแทบจะไม่ต้องคิดอะไรแล้ว แค่ไปเขียนบทตามเรื่องของจิมแล้วก็ออกมาเป็นหนังเรื่องนี้

ช่วงแรกๆ มีข่าวเยอะมากว่าจะมีหลายค่ายทำหนัง และฮอลลีวู้ดจะซื้อลิขสิทธิ์หนังไปทำด้วย ดูแล้วผมคิดว่าคงเป็นไปได้ยากที่ผมจะได้ทำ เพราะเราอาจมีคู่แข่งเยอะ ผมคิดว่าเราหมดสิทธิ์ไปแล้ว เราไม่มีทางสร้างได้หรอก แต่หลังจากที่เราไปเจอคุณจิม เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รู้ว่าเรามีโอกาสสูงที่จะทำหนังที่คนอื่นไม่เคยรู้มาก่อน หนังที่จะพูดถึงภารกิจของนักดำน้ำ เขาเป็นคนธรรมดาทั่วไป เป็นช่างไฟที่มีงานอดิเรกเป็นนักดำน้ำในถ้ำมืดๆ เขามีฝีมือ สามารถขึ้นมาจากน้ำและวาดแผนที่ได้เลย 

ลิขสิทธิ์เด็กเก็บไว้อยู่กับรัฐบาลนะ ไม่สามารถนำมาใช้ในเรื่องนี้ ผมเลยบอกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเด็กโดยเฉพาะ แต่เกี่ยวกับฮีโร่ที่เข้ามาช่วยเหลือเด็ก เราเจาะลึกถึงความช่วยเหลือของจิตอาสาที่ได้เสียสละมาทำภารกิจนี้ ทำให้ Mission Impossible กลายเป็น Mission Possible ได้

-ทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับฯ 

Q: ทำไมถึงตัดสินใจให้ ‘คุณจิม วอร์นี่’ มาเล่นหนังแทนนักแสดง

A: ตอนแรกผมก็คิดนะครับว่าจะให้นักแสดงมาเล่นดีมั้ย แต่น่าจะยากนะ การหาคนเบลเยียม มีสำเนียงไอริช และอยู่ที่ไอร์แลนด์มานาน แถมยังเป็นนักดำน้ำอีก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะหาคนที่มีความพิเศษเจาะจงแบบนี้ บุคลิกของคุณจิมยากที่จะถอดมาให้นักแสดงเล่น ผมเลยถามจิมว่าจะเล่นมั้ย แค่เสนอเป็นไอเดียเฉยๆ เขาบอกว่าเป็นไปได้นะ ยินดีที่จะลองดู หลังจากนั้นไปถามคนอื่นว่ามีใครบ้างที่คุณเจอในเหตุการณ์จริง ก็มี ‘เอริค บราวน์’ นักดำน้ำ ‘ถันเซี่ยวหลง’ พวกคนอื่นที่อยู่ในทีม เขายินดีที่จะมาร่วมงานด้วย ผมดีใจเลย ในจำนวนกู้ภัย 12-13 คนที่เข้าไปในถ้ำ มีถึง 4 คนที่อยู่ในหนังเรื่องนี้

Q: ปัญหาที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือเรื่องลิขสิทธิ์ในตัวเด็กและโค้ชทั้ง 13 คน

A: ผมรู้สึกว่ายากที่จะไปเจาะลึกมุมชีวิตของเด็ก เพราะต้องขออนุญาตหลายๆ หน่วยงาน เลยตัดปัญหาในเรื่องนี้ออกไปด้วยการสร้างภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการกู้ภัยขึ้นมาแทน ตอนแรกก็คิดว่าเสี่ยงเหมือนกัน กลัวจะโดนตัดเนื้อหาบางช่วงออก หรือต้องเปลี่ยนแปลงเนื้อหา แต่สุดท้ายก็ผ่านไปด้วยดี เพราะเราเจาะลึกเรื่องการช่วยเหลือ การที่ชาวบ้านยื่นมือมาช่วย เรื่องเหล่านี้น่าสนใจมากกว่าพูดเรื่องเด็กๆ เพียงอย่างเดียว ผมสนใจว่าทำไมคนแปลกหน้าถึงมารวมตัวกันที่ถ้ำหลวง เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ที่เขาไม่รู้จักมาก่อน ผมรู้สึกว่านี่เป็นจิตวิญญาณของจิตอาสาที่น่าสนใจมากๆ (ยิ้ม)

สัมภาษณ์ ทอม วอลเลอร์ (Tom Waller) ผู้กำกับ The Cave นางนอน

Q: ในการถ่ายทำต้องสูบน้ำขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างโลเกชั่นให้เหมือนเหตุการณ์จริงมั้ย

A: เราย้อนกลับไปที่ถ้ำหลวง จ.เชียงราย เพื่อไปหาเจ้าหน้าที่อุทยานฯ สำหรับขอสถานที่ถ่ายทำหนัง แต่ปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวเป็นพันๆ คนในทุกวัน เพราะที่นี่เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเรียบร้อยแล้ว ผมคิดว่าต้องไปหาที่อื่น สถานที่คล้ายๆ กัน ไม่มีคนพลุกพล่าน ไม่มีคนมายุ่งกับเรา แต่หานานมาก สถานที่ที่มีน้ำและจะปลอดภัยสำหรับถ่ายทำ จึงต้องเซ็ตฉากขึ้นมาด้วย

แต่ระหว่างนั้นเราก็อยากไปถ่ายทำที่ปากถ้ำหลวงจริงๆ แต่เข้าไม่ได้ เพราะต้องผ่านรัฐบาล หลังจากนั้นต้องไปขอสำนักงานนายกรัฐมนตรี และต้องไปขอกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อให้ส่งคำอนุญาตมายังอุทยานฯ อีกที กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการต้องรอถึง 4 เดือน หนังเราคงปิดกล้องไปแล้ว แต่หนังเราชื่อว่า ‘The Cave’ จะไม่มีฉากในถ้ำจริงๆ ได้ไง ผมไปประชุมกับกระทรวงวัฒนธรรม ขอใช้ได้มั้ยครับ ยกกองเล็กๆ ขอไปถ่ายทำจริงๆ แล้วก็ได้รับอนุญาต เราถ่ายทำให้เรียบร้อยภายในวันเดียว ถ่ายเจาะให้ได้มุมที่ดีที่สุด

Q: ในเมื่อหนังสร้างมาจากเหตุการณ์จริง จะทำอย่างไรให้ข้อมูลในหนังคลาดเคลื่อนน้อยที่สุด

A: เราให้ทีมกู้ภัยที่มาร่วมแสดงในหนังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้เราด้วย เขาจะได้ชี้แจงว่าตอนเหตุการณ์จริงไม่ใช่แบบนั้นนะ รถไม่ได้จอดตรงนั้นหรือเต้นท์ตั้งอยู่ตรงไหน ผมเอาข้อมูลนี้มาเปิดเผยกับทีมงาน แล้วเซ็ตฉากให้ใกล้เคียงกันที่สุดเท่าที่พอจะทำได้ในลักษณะของคนทำหนัง เพระมันไม่ใช่หนังสารคดี แต่เป็นอารมณ์แบบ Fiction film ต้องระวังหน่อยว่าจะไม่เอาอารมณ์ ที่คนไม่สนใจหรือรู้สึกว่าไม่ควรจะมีก็ได้มาใส่ไว้ในหนัง พยายามเลือกข้อมูลที่สมจริงที่สุดครับ

สัมภาษณ์ ทอม วอลเลอร์ (Tom Waller) ผู้กำกับ The Cave นางนอน

Q: เรื่องนี้ได้ ‘คุณลี ชาตะเมธีกุล’ คนไทยที่เคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการออสการ์มาคุมการลำดับภาพด้วย

A: ใช่ครับ เรียกว่ามืออาชีพเลยครับ เรื่องตัดต่อเป็นเรื่องที่เครียดมาก เพราะเรามีฟุตเทจเยอะมากจริงๆ เวลาตัดต่อเราถ่ายหลายมุม มีหลายกล้อง ก็ต้องให้ทางคุณลีนี่แหละช่วยเราในส่วนนี้ ตอนตัดออกมาหนังยาวพอสมควร ประมาณ 3 ชั่วโมงในพาร์ทแรก ยังไม่รวมภาพที่ถ่ายที่ถ้ำหลวงอีก กว่าจะตัดใจตัดให้เหลือ 2 ชั่วโมงก็ยากมาก ตอนนี้ตัดให้เหลือก 1 ชั่วโมง 40 นาที ก็เครียดเหมือนกันครับ ยกให้เป็นงานของทางคุณลี (หัวเราะ) มานั่งสลับมุมให้สวยงาม แต่ถือว่าสนุกเหมือนกัน เพราะจะได้เห็นเต็มๆ สักทีว่าสตอรี่ไลน์มีอะไรบ้าง ไม่อยากให้หนังน่าเบื่อ เดี๋ยวคนดูหลับ

Q: ฉากไฮไลต์ของเรื่องที่ไม่ควรพลาดชม

A: ฉากที่คุณจิมดึงโค้ชเอกออกมาจากถ้ำนี่แหละ ถือเป็นไฮไลต์ของหนังเลย เพราะเป็นประสบการณ์ที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเขาอยู่ในถ้ำกับเราด้วย มันอาจจะโฟเบียนิดๆ แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรขนาดนั้น เพียงให้ความรู้สึกว่าจิมเขากดดันจริงๆ เพราะต้องดึงคนที่มีชีวิตอยู่ให้รอดออกมาโดยที่ไม่ต้องเสียชีวิต

สัมภาษณ์ ทอม วอลเลอร์ (Tom Waller) ผู้กำกับ The Cave นางนอน

Q: ความกดดันในฐานะผู้กำกับฯ ‘The Cave นางนอน’

A: กดดันเพราะไม่มีหนังอื่นมาเทียบ ตอนนี้คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าเน็ตฟลิกซ์ทำเรื่องนี้ด้วย แต่อันนั้นเป็นซีรีส์ไม่ใช่คู่แข่ง เพราะของเราเป็นหนังออริจินัล ต้องเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ เจาะลึกถึงความช่วยเหลือของจิตอาสาที่ได้ร่วมช่วยเหลือทำให้ภารกิจ Mission Impossible กลายเป็น Mission Possible ได้ นี่คือเรื่องราววาระของโลกครับ มีหัวใจของหนังคือ ‘จ่าแซม-สมาน กุนัน’ ที่เสียชีวิตไป ผู้กลายเป็นสัญลักษณ์ของฮีโร่ที่เราอยากรำลึกถึง

Q: สุดท้ายคิดว่าหนังเรื่องนี้จะจุดกระแสอะไรให้ประเทศไทยได้บ้าง

A: มีหลายคนที่สนใจมาเที่ยวที่ถ้ำหรือไปถ่ายรูปกับรูปปั้นจ่าแซม มีนักท่องเที่ยวไปดูถ้ำ ถ่ายรูปที่หน้าถ้ำ ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้จะช่วยกระตุ้นให้คนสนใจไปที่นั่น แต่ไม่ใช่โฆษณาสำหรับท่องเที่ยว แต่เป็นการบอกว่ามีภารกิจแบบนี้เคยเกิดขึ้นนะ เป็นครั้งแรกในโลกที่ผู้คนมารวมใจเป็นหนึ่งเดียวแบบนี้ และเหตุการณ์กู้ภัยที่เกิดขึ้นก็ยังถือเป็นเรื่องราวที่ต้องจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ไทยด้วยครับ

‘The Cave นางนอน’ มีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2562

ขอบคุณคลิปจาก Major Group