เรื่องเด่น

อุกฤษ อุณหเลขกะ Ricult เพิ่มพลังเกษตรกรไทยยุคดิจิทัล

Published 28 ม.ค. 2019

By Rabbit Today

Ukrit-Ricult-scoop-Rabbit-Today-banner

แม้แนวคิดด้านสตาร์ตอัป หรือการนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ จะถูกนำมาบรรจุในโลกธุรกิจยุคนี้ เพื่อ Disrupt ปัญหาและความล้าหลังของธุรกิจในอุตสาหกรรมเดิมที่เริ่มโรยรา แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ แนวคิดสตาร์ตอัปที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ ดูจะยังไม่ค่อยโฟกัสมาที่เศรษฐกิจรากฐานของประเทศ อย่างวงการเกษตรสักเท่าไรนัก 

ในระหว่างที่เกษตรกรไทยกำลังเจอปัญหาต้นทุนสูง ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ผลผลิตไม่ได้ตามเป้า พ่อค้าคนกลางกดราคา และเริ่มเป็นหนี้กันมากขึ้น หนุ่มน้อยดีกรีนักเรียนนอกที่มีอนาคตสดใสในสังคมแวดล้อมอย่างซิลิคอนวัลเลย์ และได้ทำงานมีรายได้มหาศาลในบริษัทใหญ่ๆ ที่สหรัฐอเมริกา อย่าง ‘อุกฤษ อุณหเลขกะ’ เลือกกลับมาทำฝันบางอย่าง และฝันนั้นคือการทำให้เกษตรกรไทยดำรงวิถีเกษตรได้อย่างเท่าทันโลกแห่งดิจิทัล

อุกฤษ อุณหเลขกะ เป็นผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพสาย Agriculture หรือสตาร์ตอัปด้านการเกษตรสุดคูลในชื่อ ‘Ricult’ ธุรกิจที่มีคอนเซ็ปต์เพื่อสังคม (Social Enterprise) เป็นที่ตั้ง โดยหวังที่จะเพิ่มพลังแห่งผลผลิตทางการเกษตรและการจัดการ ผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Big Data และ AI เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อะไรที่ทำให้หนุ่มดีกรีเทคโนโลยีและการบริหารจาก Massachusetts Institute of Technology (MIT) คนนี้ละทิ้งอนาคตและเงินเดือนจำนวนมากในต่างแดน แล้วกลับมาเมืองไทย นี่คืออีกบทสัมภาษณ์ของ New Challenge จากคนรุ่นใหม่ที่อยากให้เกษตรกรไทย รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากผันตัวเป็นเกษตรกรดิจิทัลได้ลองสัมผัส

Q: ทำไมตัดสินใจกลับเมืองไทยและพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวกับการเกษตร

A: จริงๆ แล้วพื้นฐานเดิมของครอบครัวผมเป็นเกษตรกรอยู่แล้ว ผมซึมซับมาตั้งแต่เด็ก และผมก็มีเงินใช้ มีเงินเรียนสูงๆ จากเงินของจากรุ่นคุณปู่และคุณพ่อที่เป็นเกษตรกรพื้นถิ่น ซึ่งผมโชคดีมากๆ เพราะอีกมุมหนึ่ง เกษตรกรไทยรายอื่นๆ ที่ผมรู้จัก เขาก็ไม่ได้มีรายได้หรือสร้างผลผลิตได้อย่างงอกเงยทุกคน หรือพูดง่ายๆ คือ ทำเกษตรมานาน แต่ก็ยังยากจนอยู่ ผมจึงมีความฝันลึกๆ ในใจว่า สักวันหนึ่งอยากจะกลับไปยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ได้

Q: แนวคิดในการคิดเพื่อเกษตรกรเริ่มก่อรูปเป็นเรื่องเป็นราวตอนไหน

A: ช่วงที่มีโอกาสได้ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ตอนนั้นทางมหาวิทยาลัยจะให้เรากรอกใบสมัครและถามถึงเป้าหมายในชีวิต ผมเขียนไปเลยว่า อยากสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สามารถเปลี่ยนแปลงและผลักดันประเทศไทยไปสู่จุดที่ดียิ่งกว่า โดยเฉพาะกับวงการเกษตร ให้มีประสิทธิภาพและมีขีดความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น

อุกฤษ อุณหเลขกะ Ricult เพิ่มพลังเกษตรกรไทยยุคดิจิทัล,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: Ricult เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

A: สืบเนื่องจากข้างต้น ผมเลยสร้างโมเดลธุรกิจหนึ่งที่มีชื่อว่า Ricult ขึ้นมา โดยชื่อของ Ricult มาจากคำกลางของ Agriculture ซึ่งเป็นสตาร์ตอัปสายหนึ่งด้านการเกษตร และผมก็วางโครงของธุรกิจให้เป็นนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาระบบการทำการเกษตร ผมแชร์ไอเดียนี้กับเพื่อนร่วมคลาสที่เป็นชาวปากีสถาน ซึ่งเขาเห็นดีด้วย เพราะเขาก็เข้าใจปัญหาด้านการเกษตรไทยในมุมต่างๆ ว่ามันเหมือนกับที่บ้านเขาเลย และนี่เป็นจุดเริ่มต้นทำให้ Ricult ถูกต่อยอดลากยาวจนกลายเป็นธุรกิจสตาร์ตอัปเพื่อสังคม ซึ่งปัจจุบันมีสำนักงานหลักที่ปากีสถานและประเทศไทย

Q: ปัจจุบันโปรดักต์ที่จับต้องได้ของ Ricult คืออะไร

A: ตอนนี้ Ricult มีอยู่ 2 โปรดักต์ คือ โปรดักต์ที่เปิดให้บริการเพื่อเกษตรกรโดยตรง หรือเป็นโมเดลแบบ B2C โดยเราได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นที่ชื่อว่า ‘Farmer Info’ เป็นแอปฯ ที่เราพัฒนาร่วมกับ DTAC Accelerate และมูลนิธิรักบ้านเกิด ซึ่งเป็นเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในด้านของการดูสภาพพื้นผิวดิน การบริหารจัดการแปลง การตรวจสอบสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจัดการกระบวนการด้านการเกษตรที่ไม่จำเป็นออกไปได้

ส่วนโปรดักต์ที่ 2 คือ ‘Reassessment’ ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือพูดง่ายๆ ก็คือเราเข้าไปทำระบบพิจารณาด้านสินเชื่อแก่เกษตรกรไทยให้กับธนาคาร ซึ่งโดยปกติแล้วเกษตรกรจะกู้ยืมได้ยาก เพราะเกษตรกรจะมีแต่ที่ดินที่มีการปลูกสร้าง ทำให้การประเมินความเสี่ยงมูลค่าเพื่อค้ำประกันเป็นไปได้ยาก ต่างกับคนทั่วไปที่มีเงินเดือนหรือมีสินทรัพย์อื่นๆ เป็นตัวค้ำประกัน โดยเราได้พัฒนาระบบเพื่อจัดการบิ๊กดาต้าของเกษตรกรไทยทั้งประเทศ จากฝั่งของเราเอง และจากทาง ธ.ก.ส. ที่ปล่อยสินเชื่อมาแล้วกว่า 40 ปี เพื่อตรวจสอบดูถึงโอกาสทางผลผลิตในพื้นที่ของเกษตรกรนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร ความเสี่ยงเป็นอย่างไรบ้าง และมีความซื่อสัตย์ในการชำระหนี้มากน้อยแค่ไหน 

ฉะนั้น หากมองดูโปรดักต์ของ Ricult แล้ว ส่วนหนึ่งก็เพื่อเพิ่มศักยภาพและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร ด้วยเทคโนโลยี Farmer Info ซึ่งเราเชื่อว่า ถ้าเกษตรกรที่ได้ใช้จะเพิ่มประสิทธิภาพทางการเกษตรขึ้นได้กว่า 30% เลยทีเดียว ขณะเดียวกัน การทำ Reassessment ก็สามารถทำให้เกษตรกรมีโอกาสได้รับการอนุมัติเงินกู้ได้มากขึ้น และทางแบงก์เองก็มีความสบายใจเมื่อเขาปล่อยสินเชื่อไป เพราะสามารถประเมินได้ถึงความเสี่ยงจากผู้กู้ได้อย่างเป็นระบบ และเราก็วางแผนจะขยายไปสู่แบงก์อื่นๆ ต่อไปในอนาคตด้วย

Q: แอปฯ Farmer Info ดูน่าสนใจมาก พอจะลงรายละเอียดสักหน่อยได้ไหม

A: ยินดีครับ แต่เนื่องจากโซลูชั่นของเราจะมีความครอบคลุมทุกการแก้ปัญหาและการจัดการให้แก่เกษตรกรค่อนข้างมาก ผมเลยขอเล่าเชิงยกตัวอย่างที่เด่นๆ ละกันว่า ปัญหาสำคัญที่สุดของเกษตรกร คือ เรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ ถ้าเราไม่สามารถคาดเดาหรือพยากรณ์อากาศได้อย่างแม่นยำ การเกษตรก็จะไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ฝนที่เคยตกเมื่อเดือนที่ 4 ของปีก่อน พอมาปีนี้มาตกเอาตอนเดือน 6 ก็จะส่งผลต่อพืชผลที่ลงแปลงไปทันที เนื่องจากส่วนใหญ่เกษตรกรมักจะใช้ประสบการณ์และความเคยชินในอดีตเป็นตัวกำหนดการเพาะปลูก จึงทำให้มีโอกาสคาดเดาผิดได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคนี้ที่สภาวะแปรปรวนบ่อย

ดังนั้น เทคโนโลยีของ Ricult จึงเป็นการแก้ปัญหาจากต้นตอ ด้วยการวิเคราะห์ความแม่นยำของสภาพอากาศ ผ่านระบบภาพถ่ายดาวเทียมที่จะจับลงมายังแปลงของเกษตรกรนั้นๆ และมีการพยากรณ์อากาศแบบเจาะจงรายจุด/ รายพื้นที่ เช่น สามารถบอกได้ละเอียดถึงเขตพื้นที่ต่างๆ ว่าจะมีฝนหรือมีแดด หรืออุณหภูมิเท่าไร ซึ่งจะต่างจากของกรมอุตุนิยมวิทยาที่จะพยากรณ์เป็นรายภาคหรือรายจังหวัด โดยเราร่วมมือกับผู้ให้บริการดาวเทียมหลายรายทั้งกับนาซ่า ดาวเทียมในยุโรป และอื่นๆ อีกมากมายทั่วโลก เพื่อวิเคราะห์ให้เห็นถึงสภาพอากาศได้อย่างแน่นอนที่สุด ซึ่งปัจจุบัน Farmer Info สามารถระบุความแม่นยำได้ถึง 80% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกรมอุตุฯ ในประเทศต่างๆ จะอยู่ที่ 60% เท่านั้น

เรารู้ว่าเกษตรกรไทยแข็งแรง มีความอดทน
แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเรามีเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ให้พวกเขาไม่ต้องไปเสียเวลากับวิถีเกษตรแบบเดิมๆ แถมเพิ่มเติมด้วยผลผลิตที่ดียิ่งกว่า
สร้างโอกาสทางผลิตผลได้มากกว่า
และนั่นคือเหตุผลที่ ‘Ricult’ มายืนอยู่ตรงนี้

Q: เกษตรกรในประเทศอื่นมีการนำเทคโนโลยีลักษณะนี้มาใช้บ้างหรือไม่ 

A: เยอะมากครับ เช่น กลุ่มประเทศในตะวันตก เขาจะมีการนำเทคโนโลยีลักษณะนี้มาช่วยเรื่องการเกษตร แล้วก็เพิ่มผลผลิตได้อย่างมาก แถมมีคุณภาพด้วย ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่าบ้านเราเอง แม้จะมีความได้เปรียบที่ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่มากกว่าในซีกโลกอื่น แต่ผลผลิตของเรากลับอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ทั้งปริมาณและคุณภาพ เพราะเราไม่สามารถเข้าถึงสภาวะอากาศ ไม่รู้ปัญหาของพื้นที่ดิน ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการพืชผลให้มีประสิทธิภาพได้

ผมยกตัวอย่างข้าวโพด ปกติจะต้องใช้เวลาปลูก 120 วัน ถึงจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่ระหว่างทางมันก็มีปัญหามากมาย จนทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพและปริมาณ ซึ่งเท่าที่ผมสัมผัสมา เกษตรกรข้าวโพดเขาจะไม่รู้ว่าวันที่ 3 ต้องทำอะไร วันที่ 7 หรือวันที่ 12 ต้องทำอะไรต่อไป ควรลงปุ๋ย รดน้ำวันไหนให้พืชผลได้รับความชุ่มชื้น หรือควรออกตรวจตราพืชผลในกรณีที่มีปัญหาและหาทางรับมือให้ตรงจุดได้อย่างไร 

ตรงนี้แหละที่เทคโนโลยีด้านการเกษตรจะเข้ามาจัดการ เช่น วันนี้ตรวจพบปัญหาค่าผิวดินในแปลงพืชข้าวโพดที่ผิดปกติ เกษตรกรก็สามารถเร่งออกไปตรวจสอบเฉพาะแปลงนั้นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งตรงนี้โซลูชั่นของ Ricult ก็มีการแอดออนเข้าไปเช่นกัน

Q: นี่เป็นแนวทางการสร้างเกษตรกรยุคดิจิทัลชัดๆ เลยนะเนี่ย

A: ถูกต้องอย่างมาก สิ่งที่ได้ผลดีทางอ้อม คือ เรารู้ว่าเกษตรกรไทยแข็งแรง มีความอดทน แต่จะดีมากกว่าไหม ถ้าเราช่วยให้เขาไม่ต้องไปเสียเวลากับวิถีเดิมๆ ที่เปล่าประโยชน์ เขาอาจจะไปมีเวลาดูแลลูกหลานมากขึ้น อาจจะอยู่กับกิจกรรมอื่นๆ ที่สร้างผลประโยชน์ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า

อุกฤษ อุณหเลขกะ Ricult เพิ่มพลังเกษตรกรไทยยุคดิจิทัล,สัมภาษณ์,Rabbit Today

Q: อะไรที่ทำให้ Ricult อยู่บนแกนกลางของธุรกิจแบบ Social Enterprise

A: ผมว่าเป้าหมายของผมกับ Ricult คือ อะไรก็ได้ที่จะทำให้สังคมไทยแข็งแรงขึ้น และสังคมเกษตรคือสังคมที่ยังอ่อนแอ Ricult จึงมุ่งไปที่การทำอะไรบางอย่างเพื่อช่วยพัฒนาวงการเกษตร แต่ประเทศไทยก็ยังมีปัญหาอีกมาก เช่น ด้านการศึกษาและสาธารณสุข ผมอาจจะพัฒนาระบบด้านการศึกษาเพื่อให้คนห่างไกลได้เข้าถึงความรู้ในทุกๆ ศาสตร์ได้ง่ายขึ้น หรือแม้แต่ในอนาคต ผมก็อาจจะทำให้คนไทยเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ เพราะต่างจังหวัดมีปัญหาที่มีหมอและระบบสาธารณสุขไม่เพียงพอ แต่ตอนนี้เราขอโฟกัสกับภาคการเกษตรและใกล้ๆ นี้ก็จะเป็นเรื่องของการศึกษาก่อน

Q: ข้อดีของธุรกิจเพื่อสังคม คือ คนยกย่อง…แต่ถ้ากระเป๋าคุณแฟบ แล้วจะยืนยาวๆ ไหวหรือ

A: ผมว่าสูตรของการหารายได้ทางธุรกิจยุคใหม่ มันไม่ได้ยึดติดว่าลงทุนไปเท่าไร ต้องได้คืนมาเท่านั้นหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ว่าเราอยากทำมันเพื่ออะไร ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำธุรกิจนั้นๆ จริงๆ แล้วมันคืออะไร 

อย่างผมเองอยากทำเพราะผมตั้งใจจะทำ แต่ผมก็มีวิธีที่จะทำแล้วเข้าเนื้อ อย่างทุกวันนี้ในส่วนของแอปฯ Farmer Info แม้ผมแทบไม่ได้เงินมากมายจากเกษตรกรที่มาใช้บริการแอปฯ นี้ เพราะผมคิดค่าบริการหักผ่านค่ามือถือตกวันละ 1 บาท เท่านั้น แต่ผมก็สามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปต่อยอดรายได้ในส่วนอื่นๆ ได้ เช่น การสร้างคลังความรู้

เชื่อไหมว่าวันนี้ Ricult มีปริมาณข้อมูลจำนวนมากอยู่กับมือ และข้อมูลเหล่านี้ คือ ทรัพยากรที่มีค่าของคนทั้งโลก (Big Data) สมมติธุรกิจโรงงานรับซื้อผลิตผลทางการเกษตร หลายๆ รายเห็นข้อมูลด้านการเกษตรจากผม เขาย่อมต้องอยากได้ข้อมูลของเรามาวิเคราะห์ความเสี่ยง หรือในมุมของนักลงทุนด้านการเกษตรที่จะหาแปลงในการลงพืชผลใหม่ๆ ก็ต้องรู้ว่าที่ไหนทำเลดี และคุ้มค่าแก่การลงทุน เป็นต้น ฉะนั้น ในอีกมุมของ Ricult จึงเหมือนคลังข้อมูลด้านเกษตรที่หาได้ยากมากๆ ในประเทศไทย แต่ผมรวบรวมไว้ได้แล้วระดับหนึ่ง และตรงนี้ก็พอจะเป็นรายได้ที่ทำให้เรายืนหยัดและพัฒนาโปรดักต์อื่นๆ ให้กับ Ricult ได้ต่อไป

แม้จะเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย สำหรับการขีดเส้นแบ่งกิจการเพื่อสังคม กับการหล่อเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดได้ แต่ก็คงเป็นเรื่องท้าทายของอุกฤษ ที่หวังดัน Ricult ไปให้สุด ต่อให้กำไรจะเล็กน้อย แต่ถ้าธุรกิจของเขาเติบโตไปพร้อมกับสังคมและประเทศที่พัฒนายิ่งๆ ขึ้น แค่นี้ก็คุ้มเกินคุ้ม ขอปรบมือ…