เรื่องเด่น

JAM FEST ครั้งที่ 2 เทศกาลดนตรีสุดแจ่ม คุยกับ ‘มอย-ตุล’ ผู้มีความฝันอยากให้เมืองไทยมีไลฟ์เฮ้าส์มากกว่านี้

Published 2 ก.ย. 2019

By ตติยา แก้วจันทร์

JAM FEST ครั้งที่ 2 เทศกาลดนตรีสุดแจ่ม คุยกับ ‘มอย-ตุล’ ผู้มีความฝันอยากให้เมืองไทยมีไลฟ์เฮ้าส์มากกว่านี้

‘กรุงเทพฯ เมืองคอนเสิร์ต’ กลายเป็นวลีฮิตติดปากคอเพลงสายดนตรีบนโลกออนไลน์ เพราะช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีเฟสติวัลดนตรีมากมายจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ คนไทยจึงมีโอกาสชมการแสดงสดของศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศบ่อยขึ้น

เดือนตุลาคมนี้มาตอกย้ำความเป็นเมืองแห่งคอนเสิร์ตอีกครั้งกับเทศกาลดนตรีสุดแจ่มที่ทุกคนรอคอย Jameson presents JAM FEST 2 หรือ ‘แจ่มเฟส ครั้งที่ 2’ โดยทางผู้จัดงานอย่างค่ายเพลง What The Duck (วอท เดอะ ดัก) จัดเต็มด้วยไลน์อัพ 24 ศิลปิน ที่จะขึ้นแสดงบน 3 เวทีหลัก เน้นคอนเซ็ปต์ ‘รวมวงดนตรียุค 90s ที่หาดูได้ยาก’ นำมาแจมกับวงดนตรีรุ่นใหม่ที่จะสร้างความสนุกบนเวทีเดียวกันแบบไม่จำกัดแนวดนตรี 

ก่อนหน้านี้ JAM FEST สร้างเสียงฮือฮาโดยการปล่อยขายบัตรแบบ Blind Ticket ใบ้ชื่อศิลปินด้วยอักษรย่อบางตัวเท่านั้น แต่บัตรกลับหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ยิ่งทำให้เทศกาลดนตรีในครั้งนี้ถูกจบตามองมากขึ้น 

เราจึงชวน ‘มอย-สามขวัญ ตันสมพงษ์’ ผู้บริหารแห่ง What The Duck และ ‘ตุล ไวฑูรเกียรติ’ แห่งวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ร่วมพูดคุยถึงความสนุกครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมถึงเล่ามุมมองต่างๆ ผ่านสายตาของคนวงในสายดนตรี ว่าด้วยเรื่องชุมชนดนตรีในเมืองไทย การสตรีมมิ่งเพลงออนไลน์ ฮิปฮอปชื่อดัง Lil Nas X และการปรับตัวของศิลปินในยุคโซเชียลมีเดีย!

JAM FEST ครั้งที่ 2 เทศกาลดนตรีสุดแจ่ม คุยกับ ‘มอย-ตุล’,Rabbit Today

Q: บรรยากาศเทศกาลดนตรี JAM FEST ปีที่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง 

ตุลย์: คึกคักและอบอุ่นมากครับ เป็นงานที่เพื่อนฝูงไปรวมตัวกัน วงที่ไปเล่นก็สนิทชิดเชื้อกันดีครับ ผมได้ดูทั้งวง Scrubb กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ THE TOYS น้อย วงพรู พอดูโชว์เสร็จก็ไปเป็นดีเจต่อ แต่ปีนี้พิเศษหน่อยตรงที่ผมมาแจมในฐานะศิลปินที่จะแสดงบนเวทีด้วยครับ

มอย: ปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่ค่าย What The Duck ได้ลองทำมิวสิกเฟสติวัล ก่อนหน้านี้เราเคยแต่จัดคอนเสิร์ตและอีเว้นต์ของศิลปิน แต่ไม่เคยจัดแบบหลายๆ วงรวมกันครับ พอได้ลองทำก็ตื่นเต้นครับ แต่สุดท้ายผลคือคนชอบนะ เสียงตอบรับค่อนข้างดี ทำให้มีครั้งที่ 2 เกิดขึ้น 

Q: ความพิเศษใน JAM FEST ครั้งที่ 2 ที่กำลังจะเกิดขึ้นล่ะ

มอย: ก่อนเราซื้อผ่านเฟซบุ๊ก แต่ตอนนี้มีระบบซื้อบัตรชัดเจนแล้วครับ ผ่านเว็บไซต์ www.boringticket.com เราทดลองขายบัตรแบบ Blind Ticket ด้วย อยากรู้ว่าจะเวิร์กมั้ย ปรากฏบัตรขายหมดทั้ง 500 ใบเลย

ตุล: จริงๆ ผมว่าน่าสนใจนะ ถ้าเราไปดูงานอะไรที่เราแค่เปิดใจไปอย่างเดียว ไปสนุกกัน 

มอย: ใช่ครับ โดยที่ไม่บอกไลน์อัพซะทีเดียว เราอยากรู้ว่าคน JAM FEST ที่กดไลค์เพจมีความรอยัลตี้ประมาณไหน ซึ่งผมเองก็เข้าใจว่าการทำเฟสติวัลแบบนี้ต้องดูกันไปนานๆ

ตุล: ปีหน้าลองทำ Blind Stage บ้างก็ดีนะ (หัวเราะ) แบบไม่บอกอะไรเลย คุณเข้าไปแล้วจะเจอใครมาเล่นวะ ลุ้นเอาหน้างาน เหมือนไปเที่ยวสวนสนุก

มอย: อย่างปีที่แล้วเวทีอะคูสติกได้รับความสนใจมาก ซึ่งเป็นเวทีเล็กๆ ตั้งอยู่ใกล้กับโซนอาหาร เห็นคนไปยืนรอดูเยอะ เพราะฉะนั้นปีนี้โซนอาหารจะย้ายไปตรงอื่น พื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็นเวทีเอ้าต์ดอร์เลย จะมีวงอารมณ์ประมาณ ‘เขียนไขและวาณิช’ มีวงคลาสสิก อินดี้หน่อยๆ  คนน่าจะชอบกัน 

Q: ไลน์อัพศิลปินงานนี้ก็ถูกพูดถึงอย่างมาก อยากรู้ว่าจัดไลน์อัพกันนานไหม

มอย: จริงๆ คอนเซ็ปต์ของเราคือ อยากเอาวงดนตรีทางเลือกดังๆ ยุค 10 ปีที่แล้ว มาอยู่ในงานเดียวร่วมกับศิลปินยุคใหม่ที่มีคาแร็กเตอร์เป็นของตัวเองค่อนข้างชัด มีแฟนเพลงเป็นของตัวเองมารวมตัวกัน รวมคนฟังเพลง 3 เจเนอเรชั่นในงานเดียวกันได้ ค่ายเพลงเราก็ทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ด้วย การจัดไลน์อัพจึงอยากนำเสนอให้คละเคล้ากันไปครับ ที่สำคัญเป็นศิลปินต่างค่ายกันหมดเลยครับ

JAM FEST ครั้งที่ 2,Rabbit Today

JAM FEST ครั้งที่ 2,Rabbit Today

JAM FEST ครั้งที่ 2,Rabbit Today

Q: คุณมองว่ากรุงเทพฯ กลายเป็นฮับดนตรีในเอเชียแล้วหรือยัง

ตุล: มันก็เป็นได้นะ แต่ผมว่ามันยังขาดไลฟ์เฮ้าส์ (Live House: สถานที่แสดงดนตรีสด) ยังไม่มากพอ ถ้าเรื่องเฟสติวัลหรือคอนเสิร์ตในบ้านเรา ผมไม่ห่วงแล้ว เพราะคอนเสิร์ตมีเยอะมากครับทั้งไทยและเทศ ชุมชนดนตรีของกรุงเทพก็ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เราไม่ต้องเสียเงินไปต่างประเทศก็ได้ แต่เรื่องไลฟ์เฮ้าส์ในวันธรรมดาคือสิ่งที่ยังขาด คือบ้านเราเพลงมันอยู่แต่ในผับในบาร์ที่เป็นร้านเหล้า ผมว่าถ้าเรามีไลฟ์เฮ้าส์ขนาดเล็ก ความจุคนประมาณ 100-150 คน จะเป็นการเปิดโอกาสให้วงดนตรีหน้าใหม่ได้มีพื้นที่แสดง คนมาดูสัก 50-60 คน ได้มาดูในราคาที่ไม่แพง แต่ปัจจุบันนี้ไลฟ์เฮ้าส์ในไทยมีแต่ไซส์ใหญ่ ซึ่งในต่างประเทศ เขามีไลฟ์เฮ้าส์เล็กๆ แทบจะในทุกชุมชน ทุกอย่างก็ไม่จำเป็นจะต้องเป็นผับเป็นบาร์ จะเล่นกี่โมงก็ได้ 

Q: ตอนนี้หลายค่ายเพลงเลิกผลิตแผ่นซีดีแล้ว คิดว่าเพราะสาเหตุนี้หรือเปล่าที่ทำให้ศิลปินต้องหันมาจัดโชว์คอนเสิร์ตเพิ่มมากขึ้นและไลฟ์เฮ้าส์จึงยิ่งจำเป็น

ตุล: ใช่ครับ ต้องจัดโชว์ ถ้าศิลปินใหญ่ไม่ต้องห่วงเลย แต่ศิลปินเล็กที่เพิ่งมีแฟนเพลงเพียง 20 คน เขาจะเล่นที่ไหน ถ้าอย่างต่างประเทศ เราไม่ต้องรอให้ใครมาจ้างเรา ศิลปินมีหน้าที่จองห้องเองเลย เล่นเอง ขายเครื่องดื่มเอง แบบนี้ก็จะง่าย แล้วเด็กก็จะได้ดูด้วย 

มอย: ใช่ครับ มันขาดมากเลย มีแต่คนตามหาห้องที่ราคาสมเหตุสมผล เพราะถ้าไปเช่าไลฟ์เฮ้าส์ใหญ่ๆ คุณต้องกำเงินหลักแสนเลยนะ 

ตุล: ทีนี้วงไม่ดัง ไม่รู้จะทำยังไง ก็ต้องไปเล่นตามร้านเหล้า ซึ่งร้านเหล้าก็จะทำให้เด็กๆ ดูไม่ได้ แล้วแฟนเพลงบางประเภทไม่ได้เกิดมาเพื่อร้านเหล้า ถ้าเป็นวงแบบผมมันก็อยู่ร้านเหล้าได้ แต่เพลงบางประเภทมันต้องการความเงียบ อย่างที่ญี่ปุ่นวงดนตรีมีสถานที่รองรับเยอะมาก เขาเปิดโชว์กันตั้งแต่บ่ายเลยก็ยังได้ ทำให้วงดนตรีใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะมาก เป็นผลดีต่อคนฟังด้วยครับ

Q: คิดเห็นอย่างไรกับพฤติกรรมการสตรีมมิ่งเพลงของคนฟังในยุคนี้

ตุล: ผมชอบนะ หลายคนมองว่าการสตรีมมิ่งทำให้คนไม่ได้ซื้อเพลง ผมกลับมองว่าถ้าวงที่มีแบรนด์รอยัลตี้ดีๆ ไม่ว่ายังไงก็ยังขายแผ่นซีดีได้อยู่นะ คนก็จะซื้อซีดีแหละ แต่อาจจะไม่ได้ซื้อจำนวนเยอะเหมือนเมื่อก่อน งั้นก็ทำน้อยๆ สิ ทำเป็น Limited Editions แต่การสตรีมมิ่งก็ทำให้เราสะดวกขึ้นจริงๆ แหละ ทำให้คนในประเทศซิมบับเวก็สามารถฟังเพลงเราได้ มันไร้พรมแดนครับ เดี๋ยวนี้ทำให้หลายวงในบ้านเราสามารถไปเล่นคอนเสิร์ตแบบข้ามประเทศกันได้ เพราะบางวงแฟนเพลงเขาอาจไม่ได้อยู่ในประเทศนี้ การสตรีมมิ่งช่วยตรงนี้ ทำให้เราหากันจนเจอ (หัวเราะ) ผมเองก็เรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากสตรีมมิ่ง เพราะว่ามันฉลาดมาก อัลกอริทึ่มมันเลือกอะไรมาให้เราฟังแล้วเราชอบหมดเลย 

มอย: ผมมองว่าสตรีมมิ่งก็คือซีดี เราโชคดีนะที่มีสตรีมมิ่งเข้ามาช่วยแก้ เพราะว่ามันเคยมีช่วงที่แผ่น MP3 กำลังจะสูญหายไป คนไม่ฟังกันแล้ว และมีช่วงหนึ่งที่ค่ายเพลงกุมขมับกันว่าจะหารายได้จากไหน ในเมื่อตอนนั้นทุกอย่างฟรีหมดเลย เพลงในยูทู้บก็ฟรี ทุกอย่างมันฟรีหมด แต่สัก 5 ปีก่อนยูทู้บเริ่มมีโฆษณาเข้ามาในเมืองไทยเป็นเรื่องเป็นราว ทำให้เริ่มมีเงินกลับมาที่ค่ายเป็นกอบเป็นกำ ในยุคนี้การสตรีมมิ่งเพลงผ่าน Apple Spotify หรือ Joox ถ้าเพลงมันดังจริง ยังไงซะเงินก็กลับไปหาคุณเยอะมากเลยนะครับ อย่างแร็ปเปอร์ยุคนี้ทีทำเพลงดีๆ ดังออกมา เพลงคุณฮิตจริง คุณอยู่ได้สบายเลยนะทุกวันนี้ แต่ถ้าเพลงไม่ฮิต อย่างน้อยการสตรีมมิ่งก็ทำให้คนเข้าถึงเพลงเราได้ง่ายกว่าเมื่อก่อน

JAM FEST ครั้งที่ 2 เทศกาลดนตรีสุดแจ่ม คุยกับ ‘มอย-ตุล’,Rabbit Today

Q: แน่นอนว่ามีส่วนช่วยทำให้เด็กรุ่นใหม่กันมาสนใจฟังเพลงและมีวัฒนธรรมการไปชมคอนเสิร์ตมากขึ้นใช่ไหม

มอย: ผมว่าตอนนี้เด็กๆ วัยรุ่นที่ชอบฟังเพลง เขายอมจ่ายเงินซื้อเพลงนะ คนที่พัฒนาระบบการสตรีมมิ่งหรือแอปพลิเคชั่นพวกนี้ก็พยายามเข้าใจ พยายามทำราคาให้ถูกลง ซึ่งราคาต่อเตือนก็ไม่ได้แพงนะ ยิ่งถ้าหารกับเพื่อนเฉลี่ยเดือนละ 100 กว่าบาทเอง

ตุล: เด็กรุ่นนี้ดีมากคือ ถ้ามีคอนเสิร์ตดีๆ มาเปิด เขาก็จ่าย กลายเป็นว่าคนที่นิสัยเสียอาจจะเป็นคนรุ่นผมเสียอีก (หัวเราะ) เพราะเราชินกับคำว่าฟรีคอนเสิร์ต  จนกระทั่งผมเห็นเด็กรุ่นใหม่ ผมบอกได้เลยเนี่ยแหละคืออนาคตของดนตรี เพราะเดี๋ยวนี้เวลาเราประกาศขายบัตร อาจเพราะด้วยเทคโนโลยีที่เขาถนัด เขาก็กดจองบัตรได้สะดวก เพราะการทำแบบนี้ทำให้คนจัดงานหรือผลิตงานสามารถทำงานต่อได้เรื่อยๆ เพราะมีคนสนับสนุนอยู่ตลอด แล้วคำว่าลิขสิทธิ์ก็แพร่หลายขึ้น อย่างเดี๋ยวนี้ทุกคนเข้าใจแล้วแหละ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่คนยังสงสัยว่าลิขสิทธิ์คืออะไร

Q: แล้วทำไมคนรุ่นนี้ยังต้องโหยหาดนตรีสด หรือสิ่งที่เรียกว่าเฟสติวัล

ตุล: ดนตรีฟังคนเดียวมันก็สนุกคนเดียว ดนตรีฟังกับเพื่อนฝูงมันก็จะได้ความทรงจำในอีกแบบ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงอินกับดนตรีเก่าๆ ทำให้เราย้อนคิดถึงสมัยเรียน เราเคยไปกระโดดในคอนเสิร์ตพร้อมเพื่อนอีก 10 คน อะไรพวกนี้ทำให้เราไม่ลืมเพลงเหล่านี้ เพราะดนตรีมันสร้างความทรงจำ ฟังคนเดียวเราคงมีความทรงจำกับเพลงนั้นน้อย แต่ถ้าเราไปกับเพื่อนหลายคน อาจจะมีความทรงจำอีกแบบ เช่น ไอ้คนนั้นมันเมาอ้วกแตกว่ะ ตอนนั้นเราต้องไปเช็ดอ้วกให้มัน (หัวเราะ)

Q: ชวนคุยถึงศิลปินระดับโลกที่แจ้งเกิดจากโซเชียลมีเดีย ‘Lil Nas X’ แร็ปเปอร์เจ้าของเพลง Old Town Road ทุบสถิติประวัติศาสตร์บิลบอร์ดชาร์ตในรอบ 60 ปี คิดว่าศิลปินในบ้านเราจะนำโมเดลเขามาปรับใช้อะไรได้บ้าง

ตุล: ผมว่า Lil Nas X เขาใช้ความเป็นดนตรีคันทรี ซึ่งเป็นดนตรีที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา มารวมกับฮิปฮอปซึ่งเป็นดนตรีแนวที่ใหญ่ของอเมริกาอีกเช่นกัน ถ้าเปรียบเทียบนะ ในบ้านเราก็มีสามช่าแร็ป ถ้ามันเกิดแบบนั้นขึ้นได้ ก็จะคล้ายๆ กับ Lil Nas X เขาสามารถดึงคนที่ชอบเพลงคันทรีและดึงคนที่ชอบเพลงแร็ปมาอยู่ด้วยกันได้ ซึ่งสองตลาดนี้ใหญ่มากๆ คันทรีเคยเป็นราชาของดนตรีที่อเมริกา แต่ตอนนี้ฮิปฮอปมันใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว ฮิปฮอปมันใหญ่กว่าร็อก ร็อกนี่เสียแชมป์ไปเลย ผมจึงมองว่า Lil Nas X ทำถูกที่เขามีกลิ่นอายเพลงคันทรี ซึ่งคนรุ่นเก่ายังชอบอยู่ แล้วใส่แร็ปเข้าไป ฟีเจอริ่งกับนักร้องรุ่นเก่า ซึ่งการฟีเจอริ่งข้ามสายพันธุ์จะช่วยกันดึงแฟนเพลงได้ 

มอย: บ้านเราก็มีมานานแล้ว หากจำกันได้คือช่วงพี่เบิร์ดแฟนจ๋า อันนั้นสุดยอดเลย ทุกวันนี้ผมยังนำเคสนั้นมานั่งคุยกับศิลปินว่า ถ้าอยากฟีเจอร์ริ่งจริงๆ มันต้องทำอะไร มันต้องไม่ใช่ 1 บวก 1 เป็น 2 มันต้องเป็น 2.5 หรือ 3 ไปเลย ตัวอย่างเคสพี่เบิร์ดถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการเพลงบ้านเราเลยนะครับ

Q: สุดท้ายนี้ ทำไมคอเพลงต้องมาเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลดนตรี FAM FEST ครั้งที่ 2

มอย: จริงๆ ก็อยากให้มาสนุกกันครับ ซึ่งนอกจากดนตรีแล้ว ยังมีโซนร้านค้า โซนอาหาร อยากให้มาร่วมสนุก มาเอ็นจอยกัน เพราะงานมีตั้งแต่บ่ายจนถึงช่วง 5 ทุ่มเลย ผมว่าบรรยากาศในงานจะทำให้เราไม่รู้สึกเคอะเขิน เพราะเป็นที่รวมตัวของคนกลุ่มใหญ่ๆ ที่รักดนตรีเหมือนกัน มาเจอเพื่อนฝูง และทำความรู้จักเพื่อนใหม่ที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกันครับ

JAM FEST ครั้งที่ 2,Rabbit Today

เทศกาลดนตรี ‘JAM FEST ครั้งที่ 2’

เปิดขายบัตรรอบ Regular ในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ราคา 1,000 บาท ซื้อบัตรได้ทาง www.boringticket.com ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป แล้วพบกันในงาน JAM FEST ครั้งที่ 2 ในวันที่ 26 ตุลาคม 2562 ณ Voice Space ประตูเปิดตั้งแต่เที่ยงวัน เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก JAM FEST