เรื่องเด่น

ยุทธนา บุญอ้อม หนึ่งทศวรรษ ‘บิ๊กเมาน์เท่น’ เทศกาลดนตรีสมบูรณ์แบบ

Published 8 พ.ย. 2019

By เอกชยา

ยุทธยา บุญอ้อม หนึ่งทศวรรษ ‘บิ๊กเมาน์เท่น’ เทศกาลดนตรีสมบูรณ์แบบ

จุดเริ่มต้นของเทศกาลดนตรี ‘บิ๊กเมาน์เท่น’ คือความปรารถนาอันแรงกล้าของผู้ชายคนนี้ ที่อยากเห็นการรวมตัวกันครั้งสำคัญประจำปีของคนรักดนตรีเกิดขึ้นในเมืองไทย 

ใช่, เขาคิดใหญ่ และเลือกจัดขึ้นที่ ‘เขาใหญ่’ นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อเทศกาลดนตรี ‘บิ๊กเมาน์เท่น’ ที่วันนี้นับนิ้วมือได้ครบสิบ…พอดิบพอดี

หากต้องนั่งคุยกับใครสักคนเกี่ยวกับ ‘บิ๊กเมาน์เท่น’ ที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 7-8 ธันวาคมนี้ คงต้องเป็นป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม และวันนี้เรานัดกันที่ตึกแกรมมี่ อโศก 

เหมือนเป็นการกลับมานั่งคุย ณ จุดเริ่มต้น ย้อนกำเนิดเทศกาลดนตรีครั้งสำคัญที่ใหญ่มาก และใหญ่มากมาจนครบหนึ่งทศวรรษ

Q: เผลอแป๊บเดียว เทศกาลดนตรี ‘บิ๊กเมาน์เท่น’ อายุครบ 10 ปีแล้ว คุณยังจำวันแรกที่นั่งประชุมงาน ‘บิ๊กเมาน์เท่น’ ได้ไหม 

จำได้ครับ (ตอบทันที)

Q: คิดไหมว่ารูปร่างหน้าตาของมันจะออกมาเป็นยังไง

แน่นอน, เทศกาลวูดสต็อก (งานดนตรีและศิลปะวูดสต็อก ถือเป็นงานแรกที่รวมกลุ่มคนได้มากที่สุดและทำลายสถิติกินเนสบุ๊ก จัดขึ้นใกล้กับหมู่บ้านในไวต์เลก ที่เมืองเบเธล นิวยอร์ก สหรัฐฯ) นี่เป็นแรงบันดาลใจอยู่แล้วครับ ทำให้เข้าใจว่ามิวสิกเฟสติวัลคืออะไร ปกติแล้วการดูคอนเสิร์ตทุกคนจะหันหน้าไปทางเวที แต่ในมิวสิกเฟสติวัลคุณไม่จำเป็นต้องหันหน้าไปด้านหน้าเวที แต่หันได้รอบทิศ และจุดประสงค์คือคุณไม่จำเป็นต้องไปดูคอนเสิร์ตด้วย แต่มันคือการไปแฮงก์เอ๊าต์ในที่ที่เดียวกัน และนั่นเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดบิ๊กเมาน์เท่นขึ้น

Q: จากวันนั้น คิดไหมครับว่าวันนี้มันจะกลายเป็นตำนานมิวสิกเฟสติวัลของเมืองไทย

ถ้าประชุมงานกันจริงจังก็ที่นี่ครับ (ตึกแกรมมี่) แต่ถ้านั่งคุยกันครั้งแรกเลย คือที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในซอยอารีย์ ผมเรียกดีไซเนอร์ 2 คน มานั่งคุยกัน บอกเขาว่าผมมีความฝันอยากจะทำเทศกาลดนตรีแบบนี้ๆ นะ เราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้ยังไง โดยตั้งเป้าไว้ว่าอีก 10 ปี มันน่าจะสมบูรณ์แบบ ซึ่งปีนี้ก็ครบ 10 ปีนั้นพอดี เพราะฉะนั้นปีนี้มันน่าจะเป็นเทศกาลดนตรีที่สมบูรณ์แบบ

Q: แปลว่าที่ผ่านมายังมีอะไรที่ไม่ลงตัวงั้นหรือ

ใช่ครับ เนื่องจากมันจัดใหญ่ขึ้นทุกปี ก็จะมีปัญหาที่เพิ่มขึ้นมาตลอด ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นเราแก้ไข ปรับเปลี่ยน แต่พอมันใหญ่ขึ้นๆ ก็จะมีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก มันเป็นเรื่องปกติครับ อาชีพเรา เราต้องน้อมรับคำสอนของคนดูครับ เพื่อเอาไปปฏิบัติตาม เพราะว่าเขาคือคนที่เราดูแล เราต้องดูแลให้ดีที่สุด บางอย่างเราเดาไปว่าอย่างนี้เขาน่าจะชอบ อย่างนี้เขาน่าจะโอเค แต่ถึงเวลาจริง เขาจะเป็นคนที่ให้คำตอบเราได้ เช่นปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่เราทดลอง และถือว่าผิดกฎทุกข้อที่ผมตั้งเอาไว้สำหรับงานเลยนะ งานใหญ่ขนาดนี้ที่จริงควรมีทางเข้า-ออกทางเดียว จะได้ควบคุมง่าย นี่พูดถึงในเชิงความปลอดภัย แต่ปีที่แล้วเป็นครั้งแรกที่มีทางเข้าออก 3 ทาง เลยด้วยซ้ำ มีประตูสำหรับคนเอารถมาเอง คนนอนเต้นต์ และคนใช้รถสาธารณะ เพื่อแยกดูสิว่า ถ้าให้เขาอยู่คนละทางกันแล้ว มันลดปัญหาเรื่องรถติดได้ไหม ซึ่งได้ผลเลยครับ ปีนี้ก็จะแยกทางเข้า-ออกอีกเหมือนเดิม แต่ลดลงเหลือแค่ 2 ประตู ไม่จำเป็นต้องมีถึง 3 ทางเข้า-ออก

Q: อย่างที่ทราบกันว่าเขาใหญ่เป็นเมืองที่แทบจะไม่มีระบบรถขนส่งสาธารณะ ในฐานะคนจัดงาน คุณควบคุมเรื่องการเดินทางได้ยังไง

มันจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติเองครับ อย่างแรกคือ ชาวบ้านที่มีรถมอเตอร์ไซค์เขาจะมาเป็นวินเอง เราทำได้แค่จัดเตรียมที่จอดให้เป็นระเบียบเรียบร้อย แต่จะไปกำหนดราคาอะไรกับเขาไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้มาขับวินให้เราน่ะ แต่มาบริการ เราก็แค่จัดเระเบียบ ช่วยจอดตรงนี้ๆ นะ ส่งคนตรงนี้ แจ้งให้คนรู้ว่าเขาจะไปรอวินได้ตรงไหน เส้นธนะรัชต์ไม่มีรถประจำทาง (มีรถสองแถววิ่งจำกัดช่วงเวลา) พอถึงวันงานคนปากช่องจะรู้แล้วว่าต้องมีคนมาลงที่สถานีรถไฟ หรือมาลงรถ บขส. ในเมืองปากช่อง ซึ่งเขาต้องการรถวิ่งมาส่งที่งาน มันก็จะเกิดวินรถตู้เฉพาะกิจขึ้นมา เราก็ต้องจัดเตรียมที่จอดไว้ หรือมีวินรถตู้วิ่งมาจากกรุงเทพฯ เนื่องจากมีคนจำนวนหนึ่งไม่อยากขับรถไป เราก็ต้องเพิ่มแม้กระทั่งแพ็กเกจแบบที่มีคนขับรถไปส่งพร้อมจองที่พักตามรีสอร์ตต่างๆ เกิดเป็นแพ็กเกจพิเศษ มีชัตเตอร์บัสวิ่งจากรีสอร์ตออกมาส่งคุณที่งาน 

Q: ทุกอย่างที่ว่ามาอยู่นอกเหนือการจัดการงานออร์กาไนซ์คอนเสิร์ต

ถึงผมบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีมันเรื่องเล็กมากเลย เรื่องที่คุณไม่เห็นต่างหากมันคือเรื่องใหญ่ เรื่องที่หลายคนไม่รู้คือทีมงานของบิ๊กเมาน์เท่นในแต่ละปี ถ้ารวมทุกฝ่ายแล้วนะครับ เรามีทีมงานอยู่ประมาณ 1 หมื่นคน ยิ่งงานเรามัน 48 ชม. งานในแต่ละฝ่ายจำเป็นต้องแบ่งเป็น 2 กะ หมดเลย เพื่อผลัดกันไปนอน แม้แต่ผมเองก็ต้องมีผู้ช่วยคนหนึ่ง เราจะสลับกันนอน เพื่อในงานจะมีคนที่ออกคำสั่ง สามารถจัดการกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชม. 

Q: ต้องไปประจำการตั้งแต่วันไหน

ก่อนหน้าอาทิตย์หนึ่งผมจะไปประจำอยู่เรียบร้อยแล้ว เพื่อที่จะได้เตรียม ความจริงทีมงานผมเริ่มปรับพื้นที่กันตั้งแต่ตอนนี้แล้วครับ (เดือนกันยายน) ประมาณสัก 1 เดือนก่อนงานก็เริ่มลงพื้นที่กันเต็มที่

สัมภาษณ์ป๊าเต็ด ยุทธยา บุญอ้อม

Q: ข่าวว่าใช้ทีมออร์กาไนซ์ทั้งที่กรุงเทพฯ และคนในพื้นที่ รวมทั้งหมดกี่ซัพพลายเออร์

มหาศาลครับ เฉพาะส่วนกลาง ทีมผมจ้างมาเองก็มีเป็นสิบซัพพลายเออร์แล้ว ยังไม่รวมสปอนเซอร์ที่เขามาตั้งบูธอยู่ที่นั่น เขาก็มีซัพพลายเออร์ของเขาอีก นอกจากซัพพลายเออร์เจ้าใหญ่ที่เราจ้าง เขายังต้องจ้างยิบย่อยลงไปอีก ในงานนี้ถึงได้มีทีมงานอยู่ประมาณหมื่นคนในทุกปี ผมต้องทำริสแบนด์ไว้แจกทีมงาน ทำมาหมื่นชิ้นนี่ไม่เคยพอ เฉพาะศิลปิน ผู้ที่เกี่ยวข้องกับศิลปิน รวมๆ แล้วทุกวงก็เป็นพันแล้วครับ แต่ละศิลปินก็มีเทคนิเชี่ยนของเขา ไหนจะซิเคียวริตี้อีกละ ในแต่ละกะก็มีรวมแล้วหลายร้อยคน ทีมงานตรวจตั๋วอีก… 

Q: เคยมีเรื่องบีบจิต ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ามาเล่าสู่กันฟังบ้างไหมครับ

แย่สุดก็คือฝนตกละครับ เพราะมันควบคุมไม่ได้ ทำให้เราเครียด ครั้งแรกที่ฝนตกต้องย้อนกลับไปตั้งแต่บิ๊กเมาน์เท่นครั้งที่ 4 ต้องเข้าใจว่าเราจัดงานเดือนธันวาคม ที่เขาใหญ่ใครจะไปคิดว่าฝนตก แล้วอยู่ดีๆ ฝนตกลงมา ตอนนั้นมันเป็นงานที่ไม่ได้ออกแบบไว้เพื่อรองรับกรณีที่มีฝนตกเลย 

Q: ไม่มีทีมงานปักตะไคร้หรือครับ

มีครับ แต่มันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ อาจจะท่องคาถาผิดหรือปักผิดท่าผมก็ไม่แน่ใจ (หัวเราะ) แต่หลังจากครั้งนั้นมา ตั้งแต่ครั้งที่ 5 เป็นต้นมา บิ๊กเมาน์เท่นจึงต้องเป็นงานที่เตรียมพร้อมสำหรับกรณีฝนตกด้วย เพราะเราคงห้ามไม่ให้ฝนตกไม่ได้ แต่เราต้องให้โชว์ดำเนินต่อไปได้ อย่างปีที่แล้วฝนตกอีกครั้ง เป็นครั้งที่สองที่ฝนตก แต่โชว์ยังดำเนินต่อได้ ทุกอย่างคือเตรียมพร้อมไว้แล้ว เรามีประสบการณ์

Q: ขอไอเดียในการตั้งชื่อเวทีหน่อยสิครับ

อย่างปีนี้ มีเวที K9 ซึ่งง่ายมาก จริงๆ ก็คือเปิดเพลงเคป๊อบสลับกับเพลงไนน์ตี้ส์ ก็เลยได้ชื่อ K9 

Q: แล้วอย่างชื่อเวทีชิงช้าสวรรค์ เวทีวัว หรือเวทีไก่ เวทีไข่ ล่ะ

มันเกิดจากเวทีเล็กของศิลปินหน้าใหม่ เราต้องเอาเวทีไปวางไว้ในจุดที่คนเยอะตลอดเวลา ซึ่งก็คือพื้นที่ประกวดข้าวไข่เจียว ซึ่งในข้าวไข่เจียวมันมีไข่เป็นอาหารหลักอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเลยคิดว่าเราควรจะมีเวทีไข่สำหรับศิลปินหน้าใหม่ แต่เวทีเดียวคงไม่พอ ศิลปินหน้าใหม่ ศิลปินที่เป็นอินดี้ค่อนข้างจะมีเยอะ จึงต้องมีสองเวที พอมีไข่แล้วก็ต้องมีไก่ แค่นี้เองครับ ใครจะเกิดก่อนกัน 

Q: เวทีไก่กับไข่นี่มีมาตั้งแต่ปีแรกเลยไหม

ปีแรกเวทีเล็กชื่อเวที District 9 มันมียูเอฟโอ เป็นปีที่หนัง District 9 เข้าฉาย และเราเห็นว่าเป็นเวทีที่มียานอวกาศลอยอยู่ด้านบน ก็เลยตั้งชื่อ District 9

Q: สรุปว่าไอเดียสร้างสรรค์ส่วนใหญ่มาจากแพสชั่นของคุณเสียเป็นส่วนใหญ่

ก็ใช่ครับ บิ๊กเมาน์เท่นมันเป็นสนามแห่งการทดลองอะไรสนุกๆ แหละครับ เนื่องจากไซด์ของงานมันใหญ่ขนาดที่สามารถลองอะไรผิดๆ ถูกๆ ได้ อย่างคอนเซ็ปต์ K9 ถ้าเราบอกจะจัด K9 มีดนตรีสลับกันระหว่างเคป๊อปกับไนน์ตีส์ มันอาจไม่ใหญ่พอที่จะเป็นคอนเสิร์ตได้ แต่พอมาเป็นบิ๊กเมาน์เท่น เราทดลองทำไปเลยเวทีหนึ่ง หรืออย่างเคยทำเวทีรำวง สมมติวันหนึ่งเราประกาศจะทำคอนเสิร์ตรำวงที่อิมแพคฯ ผมว่าเสี่ยงมาก สปอนเซอร์ก็คงงง แต่ในบิ๊กเมาน์เท่นเราทำได้ และวันหนึ่งมันก็ขยายต่อ 

Q: แต่ละเวที มีความพิเศษแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

จริงๆ เวลาที่พูดถึงบิ๊กเมาน์เท่นคนจะคิดว่ามันมีหลายเวที และมีเยอะๆ ไปอย่างนั้นแหละ แต่ที่จริงแล้วมันมีเหตุผลหมดเลยนะ เวทีในบิ๊กเมาน์เท่นเราจัดเป็นโครงสร้างไว้อย่างนี้ ถ้าเป็นวงเริ่มต้น อาจจะเป็นวงหน้าใหม่ มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เป็นวงที่เหมาะจะเล่นกับคนดูจำนวนไม่เยอะมาก เราจะมี 2 เวทีไว้รองรับ เวทีนึงชื่อ ไก่ อีกเวทีชื่อ ไข่ คือเป็นเวทีเล็กๆ เราจะเอา 2 เวทีนี้ไว้ในจุดที่คนเยอะ เรียกว่าไข่เจียวซิตี้ ประกวดการทำข้าวไข่เจียวชิงแชมป์ประเทศไทย เป็นจุดที่มีคนมากินข้าวไข่เจียวเยอะมาก ถือเป็นอาหารประจำชาติของบิ๊กเมาน์เท่น มากินข้าวแล้วจะได้มีโอกาสดูวงดนตรีที่เขาอาจจะยังไม่รู้จัก 

จาก 2 เวทีนี้ถ้าเขาเริ่มสร้างชื่อเสียงจนสามารถที่จะดึงดูดผู้คนหลักหมื่นได้ เขาจะเขยิบขึ้นมาเล่นที่เวทีวัว กับเวทีแบล็ก เวทีวัวสำหรับศิลปินป๊อปๆ สายป๊อปทั้งหลาย เช่น เป๊ก ลุลา อะตอม หรือเดอะทอย ส่วนเวทีแบล็กจะเป็นสายร็อกทั้งหลาย ไม่ว่าจะร็อกหนักหรือร็อกเบา จะไปอยู่แบล็กทั้งหมด ซึ่ง 2 เวทีนี้จะรวมคนอยู่ราวหมื่นกว่าชีวิต และถ้าเราเล็งเห็นว่าศิลปินคนไหนสามารถจะดูแลแฟนเพลงระดับ 3 ถึง 4 หมื่นคนได้ เขาจะเขยิบมาเล่นที่เวทีชิงช้าสวรรค์ ซึ่งเป็นเวทีที่ใหญ่สุดในงาน 

เพราะฉะนั้นต่อให้คุณเป็นดนตรีแนวป๊อปแต่ว่าหมื่นคนเอาไม่อยู่แล้วเนี่ย คนมารอดูคุณมากกว่านั้น เหมือนอย่างเดอะทอยปีแรกเล่นที่เวทีวัว ปีถัดมาต้องเขยิบมาเล่นที่เวทีชิงช้าสวรรค์ เพราะว่ามีคนอยากจะดูเยอะมาก นี่คือ 5 เวที ที่เป็นโครงสร้างแบบปิระมิดอยู่ และจะมีเวทีย่อยออกแบบมาเฉพาะกิจ เช่นเวทีฮิปฮอป ก็รวมศิลปินฮิปฮอปอย่างเดียว เวทีเอดีเอ็ม เวทีแดนซ์ก็รวมดีเจเปิดเพลงเต้นรำอย่างเดียว เวทีรำวง อันนี้เป็นเวทีลูกทุ่งเลย และก็เวทีอโคจร บรรยากาศเหมือนผับชานเมือง ความสนุกสนานแบบผับชานเมือง ดูแลโดยน้าเน๊ก (เกตุเสพสวัสดิ์ ปาละกะวงศ์) จะเป็นเวทีที่ไม่เกี่ยวข้องกับความดังหรือไม่ดังของศิลปิน บรรยากาศที่น้าเน๊กสร้างไว้ ใครไปเล่นก็จะได้บรรยากาศแบบนี้ 

และแต่ละปีก็จะมีเวทีพิเศษไปอีก เช่นปีนี้เรามีเวทีที่ชื่อว่า K9 มันเกิดจากกระแสในปีนี้ดนตรีเคป๊อปมาแรงมาก ขนาดที่มีผับที่เปิดแต่เพลงเคป๊อปอย่างเดียว ดนตรี 90s ก็มาแรงมาก มีผับที่เปิดแต่เพลง 90s อย่างเดียว เรารู้สึกว่า เฮ้ย! มันน่าจะมีเวทีแบบนี้อยู่ในงานเราแล้วละ ก็เลยตั้งเป็นเวทีชื่อว่า K9 

เคป๊อปเจอกับ 90s ดีเจของเวทีนี้จะเปิดเพลงเคป๊อปสลับกับเพลง 90s ครับ เปิดแบล็กพิงค์สลับติ๊นา กลับไปโซล แล้วก็กลับไปเป็นเพลงยุค 90s อีก สลับกันไปเรื่อยๆ อันนี้เป็นเวทีที่ในแต่ละปีถือเป็นสีสันที่เราสร้างขึ้นมา และถ้าเกิดมันเวิร์ก มันอยู่ได้นาน ก็จะกลายเป็นอยู่ยาวเหมือนกับเวทีรำวงตอนแรกที่คิดทำสนุกๆ แต่ปรากฏว่า โห…มันเวิร์กมาก ทุกคนชอบมาก ก็เลยอยู่กับบิ๊กเมาน์เท่น และกลายเป็นเวทีหลักอีกเวทีหนึ่ง

สัมภาษณ์ป๊าเต็ด ยุทธยา บุญอ้อม

Q: ย้อนคำถามนิดหนึ่งครับ ที่บอกไปเซอร์เวย์สถานที่จัดงานมาหลายแห่ง จนมาลงตัวที่เขาใหญ่ แปลว่าสถานที่มาก่อนชื่อ ‘บิ๊กเมาน์เท่น’ ใช่หรือไม่

หลังจากได้สถานที่เป็นเขาใหญ่ เราก็มาคิดชื่อ คิดไปไกลๆ ครับ คิดไปยาวๆ ว่ามันควรจะจดจำง่าย เรียบง่าย และไม่แน่ว่าสักวันหนึ่งอาจจะเป็นงานระดับโลกก็ได้ เพราะฉะนั้นฝรั่งหรือชาวต่างชาติก็ต้องเรียกชื่องานง่ายด้วย ถ้าตั้งชื่อ…เขาใหญ่เฟสติวัล ก็คงต้องไปแปลอีกทีหนึ่ง เหมือนอย่างเราจำชื่องานดังๆ อย่างฟูจิร็อกได้ ว่าเขาจัดกันที่ภูเขาไฟฟูจิ ดังนั้น เขาใหญ่แปลเป็นภาษาอังกฤษตรงตัวก็บิ๊กเมาน์เท่น จดจำง่าย

Q: ทำไมต้องจัดที่เขาใหญ่

อาจเป็นเพราะว่าครั้งแรกที่เริ่มจัดบิ๊กเมาน์เท่น เราตั้งเป้าไว้ว่าอยากทำเทศกาลดนตรีที่อยู่ในบรรยากาศของธรรมชาติ และเราอยากให้การเดินทางจาก กทม. ไปสะดวก ก็เลยมองหาพื้นที่ที่อยู่ในรัศมีเดินทางจาก กทม. ออกไปได้ 2 ชม. ก็มองหาไปทุกทิศทุกทาง เราพบว่าเขาใหญ่เหมาะสมที่สุด อาจเป็นเพราะว่าอย่างแรกเลยคืออากาศเป็นพื้นที่ราบสูง ทำให้อากาศเย็นกว่า มันมีความร่มรื่น มันมีที่พัก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอยู่แล้วด้วย ก็เลยเลือกเป็นเขาใหญ่ 

พอไปสำรวจพื้นที่และได้สถานที่ในการจัดแล้ว เราพบว่าเขาใหญ่เป็นเมืองหลวงของสเต๊กนะครับ คนไปเขาใหญ่ต้องแวะกินสเต๊กสักร้านหนึ่ง ก็เลยทำโลโก้ของงานเป็นวัว เพราะเขาเลี้ยววัวไว้ทำสเต๊กด้วยที่นั่น พอเป็นอย่างนั้นปั๊บก็เลยเหมือนกับบิ๊กเมาน์เท่นกับเขาใหญ่ผูกตัวติดกันเรียบร้อยเลย พอนึกถึงบิ๊กเมาน์เท่นก็ต้องต้องนึกเขาใหญ่ นึกถึงวัว นึกถึงบรรยากาศแบบที่ทุกอย่างเกิดขึ้นในป่า มีอยู่ปีนึงเราลองย้ายไปจัดที่เพชรบุรี จัดที่แก่งกระจาน ซึ่งความจริงตัวงานออกมาดีนะครับ แต่มันคล้ายๆ กับไม่ลงตัวอะไรบางอย่าง จนในที่สุดเราต้องย้ายกลับมาจัดที่เขาใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ผมเลยคิดว่าบิ๊กเมาน์เท่นมันคงเกิดมาเพื่อเขาใหญ่น่ะ เกิดมาเพื่อกันและกัน แยกกันยาก 

Q: ไม่คิดนอกใจเขาใหญ่แล้วใช่ไหมครับ

ใช่ครับ ความจริงปีที่ไปแก่งกระจานไม่ได้คิดจะนอกใจนะ เพียงแต่ว่าปีนั้นเป็นปีที่สถานที่จัดมันมีปัญหา ทำให้เราไม่สามารถไปจัดได้ และเราไม่สามารถหาที่ทดแทนได้ก็เลยจำเป็นต้องไป

Q: คนพื้นที่เขารู้สึกยังไงบ้างที่คุณเลือกจัดงานที่นั่น

จริงๆ แล้วเท่าที่ผมได้สัมผัสกับตัวเอง คนเขาใหญ่ให้การรต้อนรับบิ๊กเมาน์เท่นนะ เขาร่วมเป็นเจ้าของงานบิ๊กเมาน์เท่นด้วย ในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากเขาใหญ่เป็นเมืองท่องเที่ยว ผู้คนอาศัยอยู่ที่นั่นคือทำธุรกิจที่อยากให้มีนักท่องเที่ยวมาเยือน และบิ๊กเมาน์เท่นก็เป็นงานที่ดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา บิ๊กเมาน์เท่นทำให้คนรู้จักเขาใหญ่มากขึ้นนะครับ อย่างน้อยหลายคนก็ไปเขาใหญ่ครั้งแรก คือไปงานบิ๊กเมาน์เท่น เสร็จแล้วเขาอาจจะชอบกินอาหารร้านนี้ ชอบที่พักที่นี่ เมื่อมีโอกาสเขาก็กลับมาเที่ยวเขาใหญ่อีก เราเลยเติบโตไปด้วยกันกับผู้คนที่เขาใหญ่

Q: ไลน์อัปศิลปินมีเกณฑ์คัดอย่างไรบ้าง

ต้องย้อนกลับไปตอนเริ่มต้นทำบิ๊กเมาน์เท่น เกิดจากการที่เรามองไปที่เทศกาลดนตรีที่มีอยู่ ณ วันนั้น ซึ่งส่วนใหญ่เกือบจะเรียกว่าทุกงานเลยละ เป็นเทศกาลดนตรีที่มีเวทีเดียว ฉะนั้นข้อจำกัดของการมีเวทีเดียวก็คือ มันมีพื้นที่ให้ศิลปินเล่นได้น้อย ต่อให้เปิดเวทีเล่นเลยเต็มที่ทั้งวันทั้งคืนอย่างมากก็ได้ 10-12 วง เลยทำให้วิธีการคัดศิลปินมีข้อจำกัดอยู่แค่จำนวนนี้ 

ตอนเริ่มต้นบิ๊กเมาน์เท่นเราตั้งเป้าไว้เลยว่า เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ทำยังไงเราถึงจะมีศิลปินที่หลากหลาย งั้นคงต้องเพิ่มเวทีเข้าไป บิ๊กเมาน์เท่นปีแรกเริ่มจากมี 7 เวที มีเวทีใหญ่ เวทีเล็ก เพื่อให้สอดคล้องกับศิลปินแต่ละกลุ่ม เพราะบางศิลปินเหมาะที่จะเล่นกับคน 3 ถึง 4 หมื่นคน บางศิลปินอาจเหมาะกับเล่นคน 5 ถึง 6 ร้อยคนแล้วสนุกกว่า 

เท่านั้นไม่พอ เรายังเบิ้ลจัดงาน 2 วันอีก ทำให้สามารถรองรับศิลปินได้ทุกรูปแบบ เลยตั้งไว้เหมือนเป็นปรัชญาการคัดเลือกศิลปินของบิ๊กเมาน์เท่นว่า ต้องมีครบ ปีนี้ทั้งปีวงไหนดังต้องมาบิ๊กเมาน์เท่น ต่อให้เป็นหน้าใหม่ แต่เราเห็นว่าน่าสนใจก็ต้องมาบิ๊กเมาน์เท่น ไม่ว่าแนวดนตรีแนวไหน ถ้ามันก่อให้เกิดกระแสอะไรบางอย่างในรอบปีที่ผ่านมา เราต้องชวนมาบิ๊กเมาน์เท่น ดังนั้น วิธีการคัดเลือกของเราคือ ทำอย่างไรจึงจะมีครบ แต่ละปีจึงต้องมีตั้งแต่บอดี้สแลม ปาล์มมี่ ยันลูกทุ่งที่ดังที่สุด ยันฮิปฮอปที่ดังที่สุด ยันศิลปินจากต่างประเทศที่เราคิดว่าเขามีความน่าสนใจ อยากให้คนดูในเมืองไทยได้รู้จัก

Q: บิ๊กเมาน์เท่นเป็นเทศกาลดนตรีใหญ่ระดับชาติ เบื้องหลังมีความยุ่งยากอย่างไรบ้าง

นึกอย่างนี้ครับ พื้นที่ที่เราจัดกันเฉพาะบริเวณการจัดงานคือสนามกอล์ฟขนาด 9 หลุม ซึ่งกินพื้นที่สักประมาณ 200 ไร่ รวมพื้นที่จอดรถเข้าไปอีก รวมที่กางเต๊นท์เข้าไปอีก นี่เรากำลังพูดถึงการบริหารพื้นที่ประมาณ 5 ถึง 6 ร้อยไร่ เรากำลังพูดถึงการที่มีคนเดินทางมาในที่ที่เดียวกัน พร้อมๆ กันวันละประมาณ 6 หมื่นคน นั่นละครับ…ลองจินตนาการต่อ เราต้องบริหารคน 6 หมื่นคนที่เดินทางมาพร้อมกัน จอดรถแล้วก็เดินเข้างาน 

เราจัดวางเวทีไว้ประมาณ 8 เวที ที่เสียงต้องไม่ตีกัน แต่ก็ไม่ห่างกันจนเกินไป เราจัดวางอาหารการกินให้เพียงพอ ห้องน้ำมีเพียงพอให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณนี้เป็นเวลา 2 วัน 2 คืน เต็มๆ ได้ นั่นละครับคือความยุ่งยาก ภาพที่เห็นบนเวทีเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ และมันเป็นเรื่องง่ายมากเลย ความบันเทิงบนเวทีไม่ใช่เรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่มันเป็นเรื่องโลจิสติกที่อยู่รอบๆ มัน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนดูมองไม่เห็นนะครับ ในระหว่างที่คุณสนุกอยู่ คุณไม่รู้เลยครับว่าทีมงานจัดการกันอย่างไรกว่าศิลปินจะออกจากที่พักมาถึงที่เวที 

ทีมงานอีกทีมหนึ่งต้องส่งอาหารไปให้อีกทีมหนึ่งที่เหลือรอบบริเวณงาน ทีมการ์ดต้องดูแลความปลอดภัย ทีมปฐมพยาบาลต้องดูแลเรื่องสุขอนามัยในงานทั้งหมด ทีมขายของ ขายอาหาร ที่ต้องเอาวัตถุดิบมาเติมเมื่ออาหารหมด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนมองไม่เห็นแต่มันคืองานส่วนใหญ่ และเป็นงานที่หนักที่สุดของงาน ถ้าเทียบได้ก็เหมือนเราสร้างเมืองขนาดย่อมๆ ขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนดำรงชีวิตกันได้ เป็นเมืองที่มีคนประมาณ 6 หมื่นคน และใช้เวลาอยู่ ณ ที่นี้ประมาณ 2 วันเต็มๆ 

เมืองที่มีประชากร 6 หมื่นคนนี่ใหญ่กว่าบางตำบลอีกนะครับ ดังนั้น ความยากมันคือเรื่องแบบนี้ละครับ การบริหารจัดการ ตอนนี้ผมพร้อมเป็นนายกเทศมนตรี อบต. ประสบการณ์ในการบริหารจัดการเรื่องนี้เต็มเปี่ยมครับ เก่งกว่าการทำคอนเสิร์ตเสียอีก (หัวเราะ)

Q: คุณสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมาตั้งแต่สมัยอยู่แกรมมี่ กระทั่งวันที่ไม่ได้ทำงานประจำที่นี่แล้ว แต่พอเอ่ยชื่อ ‘บิ๊กเมาน์เท่น’ ทุกคนจดจำว่าเป็นงานของป๋าเต็ด ป๋าเต็ดกลายเป็นโลโกผูกติดกับงานนี้ไปแล้ว รู้สึกยังไง

นั่นน่ะสิครับ บางทีมันอาจจะเป็นกับดักที่ผมมัดมันเอาไว้ เพื่อยังไงแกรมมี่ก็ต้องให้ผมทำงานนี้ตลอดไป (หัวเราะสนุก) จริงๆ ก็ไม่เชิงหรอกครับ มันเป็นนิสัยส่วนตัวของผมซึ่งเป็นทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีครับ  เป็นดาบสองคมเหมือนกัน เวลาทำงานอะไรผมจะใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปเต็มที่นะครับ โดยเฉพาะช่วงเวลาโปรโมทอย่างนี้ คนที่จะเล่าเรื่องบิ๊กเมาน์เท่นได้ดีที่สุดก็คือผม เพราะมีรายละเอียดเยอะ ถ้าเป็นผมไปเล่ามันแทบไม่ต้องมีสคริปต์เลยน่ะ ผมรู้กระบวนการของมันจริงๆ จึงทำให้ผมกับบิ๊กเมาน์เท่นเป็นของคู่กัน เพราะฉะนั้นต่อให้ผมออกไปจากแกรมมี่แล้ว อย่างแรก ผมก็ยังอยากทำบิ๊กเมาน์เท่นอยู่ครับ มันเป็นเหมือนลูกที่ตัวเองทำคลอด ดังนั้น แกรมมี่เขาก็ยังอยากให้ทำอยู่ มันคงเป็นงานที่เราถนัดที่สุด

สัมภาษณ์ป๊าเต็ด ยุทธยา บุญอ้อม

Q: ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แต่ละค่ายเพลงแต่ละสังกัดแทบจะไม่ยุ่งเกี่ยวกันเลย แต่บิ๊กเมาน์เท่นดูเหมือนจะเป็นเทศกาลดนตรีแรกที่ทะลายกำแพงของค่ายเพลงได้สำเร็จ นี่น่าจะเป็นคุณูปการของคุณโดยแท้

เหนือสิ่งอื่นใดคือคนที่ทำงานด้านนี้ ทำงานในวงการบันเทิง เขาอยากเจอคนฟังนะ อยากเจอคนดู ถ้าเราพิสูจน์ให้เห็นได้ว่างานนี้มันเหนือไปกว่าค่ายเพลงแล้วนะ จนถึงทุกวันนี้คนไปบิ๊กเมาน์เท่นก็ไม่ได้เป็นแฟนแกรมมี่นะ หมายถึงไม่ได้เลือกว่าฉันเป็นแฟนแกรมมี่แล้วฉันต้องไปบิ๊กเมาน์เท่นนะ คือบิ๊กเมาน์เท่นก็คือบิ๊กเมาน์เท่น และเราก็พิสูจน์ให้เห็นมาโดยตลอด ว่ามันไม่ใช่งานโปรโมทศิลปินในค่าย แต่มันเป็นเทศกาลดนตรีที่ทุกฝ่าย ทุกคนที่เกี่ยวข้อง อยากร่วมมือกันทำให้มันเป็นเทศกาลดนตรีหลักของประเทศไทย ไม่ว่าจะอยู่ค่ายไหน ดนตรีแนวไหน จะดังมาก ดังน้อย หรือยังไม่ดังเลย คุณร่วมเป็นเจ้าของงานนี้ด้วยกัน

Q: ฟังแล้วคุณไม่ได้คิดเล็กมาแต่ต้น

ไม่เลยครับ (ปฏิเสธทันที) สโลแกนของมันคือ ‘มันใหญ่มาก’ มาตั้งแต่ปีแรก เราตั้งเป้าไว้ว่ามันจะต้องเป็นเทศกาลดนตรีหลักของเมืองไทยตั้งแต่วันแรกที่เราเริ่ม

Q: ขอทราบระบบความคิดเกี่ยวกับการตั้งชื่อ อย่างบริษัทชื่อเกเร กับชื่อแก่น นี่คุณตั้งชื่อเองหรือเปล่า

ตั้งเองครับ เอาเรื่องตั้งชื่อก่อน ผมไม่เชื่อเรื่องการตั้งชื่อที่วิลิศมาหรา ผมชอบชื่อที่จดจำง่าย เข้าใจง่าย อย่าง บิ๊กเมาน์เท่น แฟตเรดิโอ ฮอตเวฟ มิวสิกอะวอร์ด คือชื่อมันต้องจำง่ายครับ เวลาเราเรียกชื่อที่เราจำได้ อย่างสมมติไนกี้ เราไม่รู้ความหมายของมันเลยนะ แต่มันเรียกง่าย จำง่าย และรู้ว่ามันคืออะไร ในที่สุดพอแบรนด์สร้างมานาน คนจะทราบเองว่าคืออะไร ฉะนั้นมันจะต้องเรียกง่ายจำง่ายก่อน 

Q: เคยดูดวงก่อนตั้งชื่อบริษัทบ้างไหม

ไม่ได้ดูครับ (นิ่งคิด 3 วินาที ก่อนเปลี่ยนคำตอบ) ก็มีบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุด อย่าง ‘เกเร’ ตอนที่ตั้งรู้สึกบุคลิกของเราเป็นพวกที่ไม่ค่อยอยู่ในระเบียบมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ฉะนั้นคำว่าเกเรจึงเหมาะกับเรา และเก ความหมายตรงตัวในภาษาอังกฤษ Gay แปลว่าความสุข ความสนุกสนาน Ray แปลว่ารัศมี เวลาเราทำงานบันเทิงก็เหมือนกับเราจุดและส่งรัศมีความสนุกออกไปดึงดูดให้ผู้คนมารวมกัน เกเรจึงมีสองความหมาย พอผมออกมา ครั้นจะเอาชื่อเกเรออกมาด้วยก็น่าเกลียด เลยตั้งชื่อใหม่ และนึกถึงคำว่า ‘แก่น’

มีสองความหมายเหมือนกัน ที่แปลว่าแก่นสาร คือสาระเนื้อๆ กับแก่น…ซน คือยังเป็นบุคลิกของเราอีกนั่นแหละ ที่ไม่ค่อยชอบอยู่ในระเบียบ สื่อได้สองแบบ 

ตอนทำแฟตเรดิโอผมไม่ได้ตั้งชื่อ ลูกน้องตั้ง แต่ผมเลือกชื่อนี้เพราะมันให้ความหมายสองความหมายเหมือนกัน แต่เป็นคนตั้งสโลแกนให้แฟตเรดิโอว่า โตๆ มันๆ…โตๆ มีสาระ มันๆ คือสนุก ที่จริงคือคำเดียวกับแก่นทุกวันนี้เลยนะ นี่คือหลักการทำงานของผมมาโดยตลอด คือการเดินสายกลางระหว่างความมีสาระกับความบันเทิง

Q: สังเกตว่าคุณไม่เคยตกยุค แถมยังสามารถสื่อสารกับเด็กรุ่นใหม่ได้เหมือนเพื่อนสนิท มีเคล็ดลับยังไง

ไม่ถึงกับเป็นเคล็ดลับหรอกนะครับ แต่โชคดีที่ผมยังสนุกที่จะเสพสิ่งเดียวกับสิ่งที่วัยรุ่นเขาเสพกัน ผมพูดคุยหรือศึกษาเรื่องราวที่วัยรุ่นยุคนี้เขาสนุกกัน คนวัยผมบางคนฟังเพลงฮิปฮอปยุคนี้แล้วเขารู้สึกว่าร้องอะไรวะ ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่สนุก สู้เราฟังเพลงนูโวยุคเราดีกว่า ซึ่งผมก็ไม่ไปเถียงเขา แต่พยายามทำความเข้าใจว่า แล้วทำไมเด็กถึงชอบ ชอบยังก์โอม ทำไมถึงชอบโต้งทูพี ชอบวี ไวโอเล็ต เราต้องทำความเข้าใจครับ ในทุกๆ เรื่องมันมีแง่มุมที่ถ้าเราเข้าใจแล้ว เราจะรับอรรถรสของมันได้

Q: กำลังหมายถึงแทนตัวเองเป็นคนรุ่นนี้หรือเปล่า

จริงๆ กับทุกเรื่อง เทียบเคียงกับเวลาเรากินส้มตำแล้วใส่ปลาร้า ถ้าเราไม่เข้าใจว่าปลาร้ามันเหม็น แต่มันให้รสชาติที่ส้มตำต้องมี หรือกินชีสซึ่งมันเหม็นมากนะ แต่ถ้าคุณเข้าใจในควาเหม็นว่ามันให้รสชาติแบบนี้ๆ นะ พอคุณเข้าใจปุ๊บ คุณก็จะรู้แล้ว ส่วนจะชอบหรือไม่ชอบนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง บางคนเข้าใจนะแต่ไม่กินส้มตำใส่ปลาร้า แค่เข้าใจว่าทำไมมันต้องใส่

Q: แต่อย่าลืมว่าคุณไม่ได้ทำหน้าที่แค่สั่งอาหารกิน ยังต้องปรุงรสเองด้วย มันยาก-ง่ายยังไง ในการปรุงให้อร่อย ถูกใจคนรุ่นใหม่

เมื่อเราเข้าใจแล้ว เราจะเข้าใจว่าความอร่อยของเขาอยู่ตรงไหน อรรถรสของสิ่งนี้ที่เขามองหาอยู่คืออะไร เมื่อเราเข้าใจ เราถึงจะให้สิ่งนั้นกับเขาได้ ซึ่งถ้าเราพยายามยัดเยียดสิ่งที่คนวัยเราบอกว่ามันใช่ มันสนุก ไปให้กับคนอีกวัยหนึ่ง มันก็ผิดตั้งแต่ต้น เพราะเขาไม่ได้ต้องการสิ่งนั้น ก่อนที่จะเลือกให้เขาอย่างถูกต้อง เราต้องเข้าใจก่อนว่าเขาต้องการอะไร

สัมภาษณ์ป๊าเต็ด ยุทธยา บุญอ้อม

Q: ทราบมาว่าคุณเป็นคุณพ่อของลูกสาว 1 คน ลูกเคยให้ไอเดียอะไรไหม

นี่เป็นความโชคดีอีกอย่างหนึ่งของผม คือลูกสาวผมเป็นวัยรุ่น เพราะฉะนั้นมีอะไรผมก็จะใช้ลูกสาวเป็นเครื่องมือในการรีเสิร์ชก่อน ถามลูกสาวเลย เวทีเคไนน์นี่ก็ได้ไอเดียจากลูกสาวนะ เขาไปร้าน เดอะ คาสเซ็ตต์ ที่เปิดเพลง 90s พอขึ้นไปชั้นบน ปรากฏมันมีอีกผับหนึ่งที่เปิดเพลงเคป๊อป ถามเขาว่าแล้วคนที่ไปผับเคป๊อบเป็นใคร มันก็คนเดียวกันกับที่ไปฟังเพลงไนน์ตี้ที่ เดอะ คาสเซ็ต นั่นละ แต่มันเต็มเขาก็เลยขึ้นไปเต้นข้างบน เออจริง ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเป็นติ่งเกาหลี แต่สามารถสนุกกับแบล็กพิงค์ได้ เพราะเพลงมันถูกออกแบบมาให้สนุกอยู่แล้ว ก็เลยกลายป็นไอเดียเปิดเพลงเคป๊อบสลับเพลงยุคไนน์ตี้ส์แล้วกัน เพลง 2 ยุคนี้มันว่าด้วยเรื่องความสนุกเป็นหลัก

Q: ในฐานะผู้จัดคุณมีความคิดเห็นอย่างไรที่หลังๆ มานี้ บ้านเรามีคอนเสิร์ตเยอะมาก โดยเฉพาะคอนเสิร์ตของศิลปินต่างประเทส กรุงเทพฯ หรือ เมืองไทยเราเป็นฮับคอนเสิร์ตของเอเชียได้หรือยัง

มันมีข้อได้เปรียบเยอะมากครับในการจะเป็นฮับคอนเสิร์ตของเอเชียได้ หรืออย่างน้อยก็ในเซาธ์อีสต์เอเชีย คือถ้าในแง่เซาธ์อีสต์เอเชีย ในแง่โลเคชั่น ประเทศไทยถือเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างจะศูนย์กลางอยู่พอสมควร ในแง่แรงดึงดูดให้คนอยากมาประเทศเรา เราเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวเยอะอยู่แล้ว ต่อให้เราไม่ต้องจัดงานคอนเสิร์ตอะไรเลย คนก็อยากมาเที่ยวเมืองไทยอยู่แล้ว ในแง่เครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในการที่จะใช้ทำคอนเสิร์ตใหญ่ๆ เราก็ค่อนข้างพร้อม บุคลากรค่อนข้างพร้อม มันคงจะเหลือเรื่องเดียวแหละ เป็นเรื่องที่แปลกอยู่เหมือนกัน ในเชิงการเป็นฮับของคอนเสิร์ต เราจะจัดกันเองดูกันเองไม่ได้แล้วนะครับ มันต้องเป็นศิลปินที่สามารถดึงดูดคนจากทั่วโลกมาได้ นั่นแปลว่าศิลปินไทยอย่างเดียวไม่พอ เราต้องการแม่เหล็กดึงดูดที่เป็นศิลปินระดับอินเตอร์ฯ ข้อเสียเปรียบของเราอาจจะเป็นตรงนี้ 

ตลาดของศิลปินอินเตอร์ฯ บ้านเราไม่ได้ใหญ่เท่าศิลปินโลคัลน่ะ อย่างบิ๊กเมาน์เท่นเป็นเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในไทย เวลาผมเชิญคนในวงการคอนเสิร์ตจากต่างชาติมา ทุกคนเขางงอยู่เรื่องเดียวคือ เราเป็นเทศกาลดนตรีที่มีศิลปินหลักเป็นศิลปินไทย ใช้โลคัลสัก 99% แต่ดึงดูดคนมาได้ 6-7 หมื่นคนต่อวัน คนที่เชิญมาจากเกาหลี ญี่ปุ่น หรือจีน ที่เป็นประเทศใหญ่กว่าเราทั้งนั้นเลย ใหญ่ในเชิงขนาดของเศรษฐกิจเขาบอกว่าเขาไม่มีทางทำได้นะ ถ้าเขาจะทำเทศกาลดนตรีที่คนซื้อตั๋วมาดูกันเยอะขนาดนี้ เขาต้องมีเฮดไลน์เนอร์เป็นศิลปินอินเตอร์ฯ เขาต้องมีวงแบบที่เป็นศิลปินเอินเตอร์ฯ ถึงจะดึงคนมาได้ ถ้าจัดแล้วมีแต่ศิลปินโลคัลอย่างเดียว เขาไม่มีทางที่จะมีคนดูเยอะเท่าเรา 

อันนี้เป็นดาบสองคม ส่วนหนึ่งคือเราแข็งแรงมากในตลาดที่เป็นศิลปินโลคัล แต่ตลาดที่เป็นศิลปินอินเตอร์ฯ เวลาเราจัดคอนเสิร์ตศิลปินต่างประเทศ บัตรมันจะแพง คนไทยส่วนใหญ่ซื้อไม่ไหว บิ๊กเมาน์เทนเราขายบัตร 2 พันบาท ช่วงเออร์ลี่คาวลดเหลือพันเก้า คนยังบ่นเลยว่าแพง แต่ถ้าเราจะมีศิลปินอินเตอร์ฯ เป็นเฮดไลเนอร์เนี่ย สมมติเทียบกับงานซัมเมอร์โซนิค ฟูจิร็อก ซึ่งเป็นงานใหญ่ของเอเชีย บัตรเขาขายวันละ 4 พันบาท 2 วัน 8 พันบาท ขืนเราขายบัตรราคาเท่านี้คนไทยบ่นตาย ซึ่งพอบัตรราคาขนาดนี้ขายไม่ได้ เราก็ไม่มีตังค์ไปจ้างเฮดไลน์เนอร์ศิลปินอินเตอร์ฯ ก็คงต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวเป็นหลัก ซึ่งอันนี้เป็นปัญหาไก่กับไข่นะครับ เราพร้อมที่จะเป็นฮับในเชิงของความพร้อมในเรื่องสถานที่ ในเรื่องบุคลากร แต่ตลาดหรือคนซัพพอร์ตของเราอาจต้องใช้เวลาอีกนิดหนึ่งในการเดินไปสู่จุดจุดนั้น 

Q: อยากให้ฝากอะไรถึงคนที่กำลังลังเลจะไปบิ๊กเมาน์เท่นดี หรือไม่ไปดี

ปีนี้บีกเมาน์เท่นฉลองครบรอบ 10 ปีครับ มันเป็นเรื่องพิเศษมากๆ ความจริงถ้าได้เห็นชิ้นงานในการโปรโมทออกไป มันเป็นปีที่โปรโมทแบบเต็มที่มาก มีเรื่องราวสนุกๆ อยู่ คือต่อให้ไม่ใช่ฉลอง 10 ปี อย่างไรเสียบิ๊กเมาน์เท่นก็ยังเป็นงานที่เหมือนสรุปเรื่องราวที่คุณอยากเห็นในรอบ 1 ปี ของวงการบันเทิง วงที่ดัง วงที่ต้องได้ดู เพลงที่ต้องได้ฟัง วงที่ต้องรู้จัก รวมอยู่ในบิ๊กเมาน์เท่นนี้อยู่แล้ว ถ้าปีหนึ่งคุณต้องเลือกดูเทศกาลได้แค่งานเดียว ดูบิ๊กเมาน์เท่นนี่ละคุ้มที่สุด เพราะมันรวมทุกอย่างอยู่ที่นี่แล้ว และด้วยราคาบัตร มันคุ้มค่ามากด้วย ตอนเออร์ลี่รคาวนี่ก็แค่พันเก้า แทบจะไม่มีเหตุผลที่คุณจะไม่ไป ผมอยากให้ไปครับ ครั้งหนึ่งในชีวิต ไปเจอกันที่บิ๊กเมาเท่น วันที่ 7-8 ธ.ค. นี้

Q: เอาละ อยากทราบไลฟ์สไตล์ คุณเอนเตอร์เทนตัวเอง เอนเตอร์เทนครอบครัวยังไง

ผมทำงานกับวงการบันเทิง ดังนั้น ในเวลางานของผม ผมทำงานกับมุมที่คนอื่นเขาพักผ่อนกันนะ อย่างคนอื่นเขาทำงานบัญชีเครียดๆ แล้วเขาก็มาดูคอนเสิร์ต แต่งานผมคืองานทำคอนเสิร์ต ดังนั้น…

Q: วันหยุดเลยไปทำบัญชีหรือครับ (แซว)

(หัวเราะ) วันเสาร์-อาทิตย์ผมต้องการความสงบมาก เพราะผมอยู่กับความวุ่นวาย โหวกเหวกตลอด ฉะนั้นผมชอบอยู่บ้านมาก ถ้าจะออกไปข้างนอกก็จะไปกินข้าวหรือไม่ก็ไปดูหนัง คือผมชอบดูหนัง ชอบอ่านหนังสือ ชอบเล่นเกม เวลางานผมอยู่กับคนมากมาย พบปะคนมากมาย เวลาพักผ่อนผมจึงชอบอยู่คนเดียว หรือไม่เต็มที่ก็อยู่กับคนในครอบครัวนี่ละ พ่อแม่ลูก 3 คน 

Q: ลูกไม่เซ็งแย่เหรอ

ไม่ครับ เวลาเขาอยากอยู่กับเพื่อนเขาก็ขออนุญาตไป เราไม่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลา ซึ่งก็ดี เวลาที่เขาขออนุญาตไป มันทำให้ผมรู้ว่าช่วงนี้เขาไปกันที่นี่นะ ไปที่นั่นนะ 

Q: ไปเขาใหญ่บ่อยไหม

จริงๆ แล้วผมแทบ…(คิดนิดหนึ่ง) ผมพยายามนึกอยู่เนี่ย ก่อนจัดบิ๊กเมาน์เท่นผมไม่เคยไปเขาใหญ่เลยว่ะ เออ…ใช่ ผมไปเขาใหญ่ครั้งแรกก็คือไปเซอร์เวย์เพื่อเตรียมจัดบิ๊กเมาน์เท่นนี่ละ และหลังจากนั้นก็ไปมันทุกปีเลย 

สัมภาษณ์ป๊าเต็ด ยุทธยา บุญอ้อม

Q: ถ้าไม่ใช่ไปเรื่องธุระงานล่ะครับ

เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยได้ไป จริงๆ แล้วผมชอบไปทะเลมากกว่า ถ้าไปพักผ่อนส่วนตัวผมไปทะเล บ้านพักตากอากาสผมก็ไปทำไว้ที่ทะเล

Q: (เหลือบไปเห็นกระเป๋า Freitag สีดำของเขาที่วางไว้ใกล้ตัว) คุณใช้ฟรายทากนานหรือยัง

ใบแรกน่าจะประมาณสิบปีครับ เกือบๆ สิบปีที่แล้ว

Q: หลงใหลอะไรในแบรนด์นี้

ตอนแรกไม่รู้ เห็นกระเป๋าฟรายทากวางอยู่ในร้านค้าแห่งหนึ่ง ตอนนั้นผมไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ไม่ใช่ในร้านฟรายทากด้วยนะ เป็นร้านๆ หนึ่ง เห็นกระเป๋ายี่ห้อนี้มันดูแปลกดี สีสันก็ดูแปลก เลยซื้อมาใช้ พอซื้อมาในแท็กของฟรายทากในยุคนั้นนะ จะมีรูปของคนที่เย็บกระเป๋าของเราใส่มาด้วย เพื่อจะบอกว่า Hello, I’m the one who make it. ผมว่ามันน่ารักดี ก็เลยไปเสิร์ชอินเทอร์เน็ต พอรู้เรื่องราวความเป็นมาก็เลยยิ่งชอบมาก เราชอบวิธีคิดของคนที่ทำแบรนด์นี้มาก หลังจากนั้นทุกครั้งที่ไปต่างประเทศ เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีวางาขายในเมืองไทย ทุกครั้งที่ไปผมจะต้องมองหาแล้วว่ามีร้านฟรายทากไหม ถ้าไม่มี มันมีร้านไหนบ้างที่ขาย

Q: แปลว่าคุณเป็นคนแรกๆ ในเมืองไทยที่ใช้

ยุคแรกที่ผมใช้ คนในเมืองไทยยังใช้กระเป๋ายี่ห้อนี้กันน้อยมาก ยังไม่เห็นใช้กันเยอะ

Q: ปัจจุบันมีสะสมอยู่กี่ใบ

นับแล้วก็เศร้า ณ ตอนนี้น่าจะใกล้ๆ 100 ใบครับ แต่เป็นเรื่องเล็กมาก เพราะเดี๋ยวนี้มีคนเก็บสะสมมากกว่าผมเยอะมาก 

Q: มูลค่ารวมน่าจะหลายแสนบาทนะ

นี่ไงครับ ในใกล้ๆ ร้อยใบ เป็นสีดำอยู่ 30 กว่าใบ วิธีคิดในการเก็บสีดำเริ่มมาจากตอนแรก ดำเป็นสีที่หายาก แต่อีกมุมหนึ่งก็คือผมคิดว่าถ้าผมไม่เลือกที่จะเก็บเฉพาะสีใดสีหนึ่งมันจะฉิบหา-ยครับ เจอโน่นก็เอา ลายนั้นออกมาชอบว่ะ ทีนี้ก็เลยไม่เอาดีกว่า เราจะเก็บแต่สีดำอย่างเดียว ต่อให้ไปเจอสีไหนสวยตอนนี้ก็ไม่ซื้อนะครับ ยกเว้นว่ามันเป็นแบบที่เรายังไม่มี แล้วมันเป็นแบบที่อยากใช้แต่ยังไม่เจอสีดำ ก็ต้องซื้อ แต่ถ้าสมมติแบบที่มีอยู่แล้ว ตอนนี้ผมเก็บสีดำอย่างเดียวเลย และเป็นข้อดีคือใช้กระเป๋าฟรายทากกันทั้งบ้าน ภรรยาใช้แบบหนึ่ง ลูกสาวใช้อีกแบบหนึ่ง ซื้อใบนึงผลัดกันใช้ทั้งบ้าน 

Q: สุดท้าย ถ้าจะไปบิ๊กเมาน์เท่นต้องเตรียมตัวเตรียมใจยังไงครับ

ต้องปรับมายด์เซตเลยครับ ว่านี่คือการไปเทศกาลดนตรีที่จัดในป่าในเขา ดังนั้น มันไม่สะดวกสบายเท่าไปดูคอนเสิร์ตที่อิมแพคฯ หรือพารากอนหรอก ต้องปรับมายด์เซตตรงนี้ให้ได้ก่อน ฉะนั้นอย่าไปเรียกร้องความสะดวกสบายระดับพารากอน ถ้าตัดข้อนี้ออกไปได้ ที่เหลือก็แค่เตรียมตัวให้เหมือนกับเวลาที่คุณจะไปเขาใหญ่น่ะ ควรจะใส่รองเท้าที่เหมาะสม ปีแรกๆ ผมจำได้ จัดบิ๊กเมาน์เท่นนะ แล้วมีสาวๆ ใส่ส้นสูงมา จะบ้าเหรอ ไปเขาใหญ่ใส่ส้นสูง มันลำบากแน่นอน มันเดินไม่สะดวก แต่ตอนนี้คนเริ่มเข้าใจแล้ว เขาจะเตรียมตัวถูก รู้ว่าต้องเตรียมแจ๊กเก็ต เตรียมเสื้อมีฮู้ด หรือมีหมวก เพราะกลางวันมันมีแดด กลางคืนมันหนาว ดึกมากๆ เริ่มมีน้ำค้าง เสื้อผ้าต้องเตรียมให้พร้อม เตรียมที่พักให้พร้อมต้องเลือกแล้วว่าคุณจะพักอะไร จะพักรีสอร์ตหรือโรงแรม จะนอนเต้นต์ในงาน จะนอนบ้านเพื่อนหรืออะไรก็ตาม คุณต้องเตรียมเรื่องนี้ให้พร้อม 

ถ้าคิดว่าไปถึงแล้วไปตายเอาดาบหน้ามันจะลำบากไปนะครับ แค่นั้นเอง ที่เหลือมันเป็นเรื่องของเราที่จัดเตรียมไว้ให้คุณหมดแล้ว ถ้าคุณปรับมายด์เซตไว้เรียบร้อยแล้ว ที่เหลือความสนุกมันจะพาคุณไปเอง

พาราด็อกซ์  

คิดยังไงกับบิ๊กเมาน์เท่น: เป็นเทศกาลดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นเทศกาลช่วงฤดูหนาวที่วัยรุ่นต้องมารวมตัวกันสักครั้งหนึ่งในชีวิต

ขอ 3 คำ ถึงป๋าเต็ด: ป๋าจอมแหวก

ลุลา

คิดยังไงกับบิ๊กเมาน์เท่น: เหมือนเป็นงานโรงเรียนประจำปีที่เหล่าศิลปินจะตื่นเต้นมากว่า ปีนี้จะแสดงอะไรเป็นพิเศษให้คนดูดูดี ร้องเพลงกับศิลปินคนไหนดี ใส่เสื้อผ้าอะไรให้สวยงาม ซึ่งสนุกสนานดี และจะงัดอะไรมาสู้วงอื่นดี เป็นอะไรที่รอคอยและสนุกที่ต้องหาโจทย์โชว์ใหม่ๆ ให้ตัวเอง โดยไม่มีเหตุผลและคำจำกัดความ

ขอ 3 คำ ถึงป๋าเต็ด: แกะดำ ทำ คอนเสิร์ต