Published 24 ม.ค. 2019

By ท้อฟฟี่ แบรดชอว์

10YearChallenge-smart-living-Rabbit-Today-banner

ไม่กี่วันที่ผ่านมา ในโซเชียลมีเดียมีคนแห่กันทำ #10YearChallenge เปรียบเทียบภาพปัจจุบันกับเมื่อสิบปีที่แล้วกันทั่วโลกตั้งแต่เป็นคนใช้งานทั่วไปอย่างเราๆ จนถึงแบรนด์สินค้าต่างๆ ก็แห่กันมาร่วมขบวนด้วย 

ดูทรงแล้ว Challenge ลักษณะเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันแบบนี้ก็คงมีได้อีกเรื่อยๆ จะเทียบกี่ปีก็แล้วแต่ เผลอๆ จะเทียบสิบปีแบบเดิมอีกแต่แค่บริบทของเวลาเปลี่ยนก็เป็นเรื่องใหม่ได้

คุณอาจจะคุ้นเคยกับ Challenge หลายๆ อันอย่าง Ice Bucket Challenge ที่คนเอาน้ำเย็นราดตัวที่เคยดังมาแล้วทั่วโลก หรือ #DeleAlliChallenge ที่ให้ทำมือเป็นท่าโอเคแล้วหมุนข้อมือไว้ที่ตาตามท่าของ Dele Alli มิดฟิลด์ของทีมฟุตบอล Tottenham Hotspur ทำตอนยิงประตูทีม New Castle หรือ Harlem Shake กับ Mannequin Challenge ไปจนถึง Planking ซึ่งเคยดังมากไปทั่วโลกอยู่พักหนึ่ง และก็อาจจะเป็นคนเคยทำ Challenge เหล่านี้ลงโซเชียลมีเดียเหมือนกัน 

แต่สังเกตไหมว่า Challenge เหล่านั้นไม่เคยหวนกลับมาใหม่ ลองใครมาทำ Ice Bucket หรือ Harlem Shake ตอนนี้คงเป็นอะไรเอ่ยไม่เข้าพวกไปแล้ว เพราะมันเป็นแอ๊กชั่นประเภทที่ผ่านแล้วผ่านเลย ทำแล้วจบ ไม่มีอะไรใหม่

น่าคิดนะว่าครั้งหนึ่งสิ่งเหล่านี้เคยเป็นสิ่งที่คนยอมรับว่าต้องทำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันไม่ได้มีความหมายเท่าวันก่อน ทุกอย่างมี ‘ช่วงเวลา’ ของมัน

ฉันกลับรู้สึกว่า Challenge แบบ #10YearChallenge มีความพิเศษอย่างหนึ่งคือ มันเป็น Challenge ที่ผูกโยงกับกาลเวลา ซึ่งทำให้มันสามารถมีเรื่องใหม่ๆ เข้ามาได้เสมอ จะเป็นเปรียบเทียบ 1 ปี 5 ปี 10 ปี หรือจะกี่ปีก็แล้วแต่ เอาว่าปีหน้าถ้ามีคนเอารูปตัวเองมาเปรียบเทียบอดีตกับปัจจุบันอีก มันก็ดูไม่ประดักประเดิดมาก เหมือนจู่ๆ คนเอาน้ำแข็งมาราดตัวหรือลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้นเหยียดตัวตรงนิ่งๆ หรอกมั้ง 

นอกจากนั้น Challenge ที่ผูกโยงกับบริบททางเวลาแบบนี้มันไปโดนใจคนในเรื่องการแชร์ ‘พัฒนาการ’ ของตัวเราไปด้วย มันไม่ต่างอะไรกับเวลาวันเด็กแล้วเราเอารูปตัวเราตอนเด็กมาขึ้นเฟซบุ๊ก หรือการเอารูปตัวเราในอดีตขึ้นมาแชร์ในโอกาสต่างๆ ส่วนหนึ่งมันอาจเป็นเพราะว่า Asset ที่เป็นรูปถ่ายและเรื่องราวในอดีตของเรานั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนมีอยู่ในตัวอยู่แล้ว เอาออกมาแชร์เมื่อไรก็ยังเป็นเรื่อง ‘น่ารัก’ อยู่ดี 

ไม่ว่าตัวเราในอดีตเทียบกับปัจจุบันจะต่างกันแค่ไหนก็ยังเป็นตัวเราอยู่ดี มันมีเรื่องราวของเราอยู่ในนั้นโดยไม่ต้องสร้าง ไม่ต้องลงทุนบิดข้อมือถ่ายรูปหรือเต้นชักกะตุกก็มีความงดงามของมัน เอาเป็นว่าถ้าตัวเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้น เราก็อยากอวด ถ้าตัวเราดูเยินลง เราก็ยังมีเรื่องไว้เล่าได้อยู่ดีว่าตอนนั้นตัวเองเป็นอย่างไร ตอนนี้เป็นอย่างไร และเพียงแค่เปลี่ยนจำนวนปี เราก็มีเรื่องและรูปใหม่มาเล่าได้หมด

ไม่ว่าที่จริงแล้วเฟซบุ๊กจะอยู่เบื้องหลัง #10YearChallenge เพื่อพัฒนาระบบการจดจำใบหน้า Facial Recognition จริงอย่างที่มีนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตหรือเปล่า แต่อีกมุมหนึ่ง การได้ไปค้นรูปตัวเองเมื่อสิบปีที่แล้วก็ทำให้ฉันได้สำรวจตัวเองไปด้วยว่า เมื่อสิบปีที่แล้วฉันใช้ชีวิตอย่างไร ตอนนั้นฉันคิดอะไรอยู่ ฉันแวดล้อมไปด้วยใครบ้าง และตอนนี้ฉันอยู่ตรงจุดไหน มีอะไรสูญหาย มีอะไรได้มา มีอะไรเป็นบทเรียนสำคัญในรอบสิบปีที่ใช้ชีวิตรอดมาได้บ้าง

สำหรับฉัน #10YearChallenge ไม่ได้มีไว้ให้หวนไห้กับอดีต แต่มีไว้ให้เข้าใจว่าอะไรทำให้เกิดปัจจุบัน ที่สำคัญ ถ้าเรารอดมาได้จนถึงสิบปีแบบนี้ ก็น่าจะบอกเราได้ชัดว่าไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในวันนี้ จะเป็นเรื่องที่ดีที่สุดหรือเลวร้ายที่สุด สุดท้ายทุกอย่างจะผ่านไป พิสูจน์มาแล้วว่าผ่านไปได้

ฉันนึกไม่ออกเหมือนกันว่าอีกสิบปีจะเป็นอย่างไร เหมือนอย่างที่เมื่อสิบปีที่แล้วฉันก็นึกไม่ออกว่าอีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่สิบปีที่ผ่านมานี้บอกฉันว่ามันจะมีเรื่องราวมากมายให้เราเรียนรู้ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ตราบเท่าที่มันยังอยู่ให้ฉันเผชิญหน้า ฉันจะเรียนรู้จากมันให้ได้มากที่สุด

และนั่นแหละคือ Challenge ตลอดชีวิตที่แท้จริง


AUTHOR :

ท้อฟฟี่ แบรดชอว์
ท้อฟฟี่ แบรดชอว์
โด่งดังสุดขีดจากงานเขียนคาวๆ เอ๊ย!เรื่องฉาวๆ อุย...เอาใหม่ๆ บทความว้าวๆ ตีแผ่สังคมในโลกไซเบอร์ เขาคือคนคนเดียวกับที่เขียน Cyberraga รวมเล่มเป็นพ็อกเก็ตบุคติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ ติดตามผลงานของเขาได้ในคอลัมน์ชีวิตและการงาน

Advertising