ชีวิตและการงาน

Anti-Tourism กระแสการต่อต้านการท่องเที่ยว เรื่องใหญ่ที่ไม่ควรมองข้าม

Published 18 ธ.ค. 2018

By พนิต ภู่จินดา

Anti-Tourism-smart-living-Rabbit-Today-banner

การท่องเที่ยวกลายเป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งของชีวิตมนุษย์ในยุคปัจจุบัน

ถ้าเป็นเมื่อก่อนถามว่าวันหยุดจะทำอะไรดีนะ ก็คงได้คำตอบว่าพักผ่อนอยู่บ้าน แต่เดี๋ยวนี้วันหยุดกลายเป็นวันแห่งการท่องเที่ยว หยุดเมื่อไหร่ จะสั้นจะยาวต้องมีได้เที่ยวกันแน่นอน ส่งผลให้การท่องเที่ยวขยายตัวขึ้นเป็นอย่างมาก การเดินทางเพื่อการท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 500 ล้านเที่ยว ในปี 1995 เป็น 1.3 พันล้านเที่ยว ในปี 2017 และคาดการณ์ว่าจะขยายเป็น 1.8 พันล้านเที่ยว ในปี 2030  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองสำคัญต่างๆ ในโลกมีการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวมากกว่าเมืองทั่วไปอื่นๆ ถึง 25%

การขยายตัวของนักท่องเที่ยวจำนวนมากออกไปยังแหล่งท่องเที่ยวทั่วโลกทำให้เกิดกระแสต่อต้านนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น เกาะมายอร์กา ประเทศสเปน มีคนแอบมาพ่นสีบนผนังว่า ‘Tourists Go Home’ และ ‘Tourists Are Terrorists’ เอาไว้ว่าที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญต่างๆ อันเนื่องมาจากนักท่องเที่ยวได้เข้าไปรบกวนและทำลายวิถีชีวิตของประชาชนในเมืองจนไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างปกติสุข 

บางเมืองในยุโรปตะวันออกมีจำนวนพลเมืองน้อยกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวในเมืองต่อวันเสียอีก การต่อต้านนักท่องเที่ยวได้ผุดขึ้นในหลายๆ เมืองในทวีปยุโรปและออสเตรเลีย นำมาซึ่งความขัดแย้งและความไม่พอใจทั้งต่อพลเมืองและนักท่องเที่ยว

รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองเหล่านั้น จึงพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยมาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมรถและเรือนำเที่ยวให้อยู่เฉพาะในพื้นที่และเวลาที่ไม่รบกวนการใช้ชีวิตปกติของพลเมือง การห้ามใช้ไม้เซลฟี่ให้พื้นที่สำคัญต่างๆ หรือการกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวันที่จะเข้าไปเยี่ยมชมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ บางเมืองมีการกำหนดอัตราภาษีต่างหากสำหรับนักท่องเที่ยวและกิจการที่เกี่ยวเนื่องเพื่อเอารายได้มาสร้างสาธารณูปโภค ชดเชยให้กับพลเมืองที่ต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวไปกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวมากเกินไป

สำหรับประเทศไทยที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวในระดับสากล และทำให้เกิดรายได้ต่อประเทศเป็นอย่างมาก จากข้อมูลของ ททท. ระบุไว้ว่า ในปี 2560 ประเทศไทยมีรายได้จากสาขาการท่องเที่ยวถึง 2.76 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ โดยมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นกลุ่มหลัก เป็น 1 ใน 3 ของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทั้งหมด ซึ่งเราก็ได้ข่าวเรื่องของนักท่องเที่ยวที่มีพฤติกรรมที่ไม่เคารพเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ท้องถิ่น แต่ในมุมกลับกัน เราก็ได้ข่าวว่านักท่องเที่ยวชาวไทยไปทำแบบเดียวกันที่ประเทศอื่นๆ รวมถึงการใช้การท่องเที่ยวบังหน้าเพื่อไปใช้แรงงานผิดกฎหมายในหลายประเทศ จนคนไทยทั้งหมดถูกเข้มงวดในการตรวจคนเข้าเมืองและการออกวีซ่าเข้าประเทศเหล่านั้น

เมื่อก่อนนี้ประเทศไทยอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเต็มที่ ด้วยแคมเปญ ‘สยามเมืองยิ้ม’ และทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ผนวกกับค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวที่ถูกกว่าประเทศอื่น ทำให้เกิดการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวต่อเนื่อง ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในประเทศเป็นอย่างมาก แต่วันนี้กระแสการต่อต้านนักท่องเที่ยวเริ่มก่อตัวขึ้นในเมืองไทย 

เริ่มต้นที่การต่อต้านนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม และรูปแบบธุรกิจการท่องเที่ยวที่แตกต่างจากคนไทยค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่ภาครัฐทำอยู่คือการจับและปรับผู้กระทำผิดเท่านั้น ยังไม่มีมาตรการที่จะทำให้การท่องเที่ยวกับวิถีชุมชนสามารถเข้าอกเข้าใจและอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม ถ้าไม่รีบแก้ไขเรื่องนี้อาจจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยต่อไปในอนาคต


AUTHOR :

พนิต ภู่จินดา
พนิต ภู่จินดา
รศ.ดร. พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมานำเสนอเรื่องใกล้ตัวของชาว Urbanista ติดตามกันได้ในคอลัมน์ชีวิตและการงาน

Advertising