ชีวิตและการงาน

กินอิ่ม นอนหลับ

Published 3 ต.ค. 2018

By คำ ผกา

Be-Happy-With-Yourself-smart-livung-Rabbit-Today-banner

อีกประเด็นที่คนสงสัยว่าทำไมฉันดูไม่เครียด ฉันมีคำตอบง่ายมากคือ--มีคนที่ลำบากกว่าเรา เครียดกว่าเราอีกเยอะ ปัญหาที่เราเจอเมื่อเทียบกับคนที่ยากจนกว่าเรา มันดูจิ๊บๆ ไปเลย

ล่าสุด ฉันเพิ่งคุยกับหลานวัยรุ่นตอนต้นที่พ่อแม่แยกทางกันว่า แม้พ่อกับแม่เราจะไม่อยู่ด้วยกัน แต่ดูนะ หนูยังมีป้า มีย่า มีเพื่อนๆ ป้า มีบ้านอยู่ มีเสื้อผ้าใส่ มีอาหาร เรียนโรงเรียนที่โอเค ไม่สบายก็ได้ไปหาหมอ ไปโรงพยาบาลตามมาตรฐาน 

แต่ในโลกนี้ยังมีเด็กจำนวนมากที่เผชิญกับปัญหาอันแตกต่างหลากหลายออกไป เช่น เด็กในซีเรีย เด็กโรฮิงยา มีเด็กที่อยากไปโรงเรียนแต่ไม่ได้ไป หรือ เด็กที่พ่อแม่อยู่ด้วยกันแต่ทะเลาะกัน ไม่มีความสุขก็ถมเถ 

และถึงที่สุดแล้ว มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะเพียบพร้อม สุขสม เราต่างมีปัญหากันคนละแบบ ทุกข์กันคนละแบบ และการที่เราไม่เหมือนคนอื่น หรือคนอื่นไม่เหมือนเรา ไม่ได้แปลว่า เราหรือเขาต้องจ่อมจมอยู่กับมัน และเห็นว่ามันเป็นความระทมอันหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ก็อีกนั่นแหละ ไปอ่านบทความที่ไหนมาสักแห่งบอกว่า อย่าปลอบใจคนที่มีความทุกข์ว่า ให้ดูคนอื่นที่เขาทุกข์กว่าเรา เพราะมันไม่ช่วยอะไร เพราะความทุกข์ของใครก็ของใคร เอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้

เพื่อนบางคนก็บอกว่า คิดเรื่องความทุกข์ของคนอื่น ยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีกเพราะหดหู่

ทำเอาต้องมาทบทวนตัวเองว่า การที่เราผ่อนคลายความทุกข์ ความเครียดของตัวเราเองจากการคิดว่า ยังมีคนที่ลำบากกว่าเรา มันเวิร์กจริงหรือเปล่า

ฉันคิดเรื่องนี้ได้ตอนที่ยังเด็กมาก อายุสัก 13 หรือ 14 ไปนอนเฝ้ายายที่ป่วยนอนโรงพยาบาล และมันเป็นช่วงที่ฉันเกลียดชีวิตตัวเองที่สุด

เกลียดว่า ทำไมไม่มีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่แบบวัยรุ่นคนอื่น (บ้านไม่มีตังค์) เกลียดว่าทำไมต้องช่วยที่บ้านทำงานเยอะมาก เกลียดว่าทำไมต้องโดนทุกคนในบ้านด่า เกลียดว่าวันหยุดทำไมไม่ได้เที่ยว ต้องมานั่งเฝ้าคนแก่ที่ป่วยและหงุดหงิด เกลียดไปสารพัดสารพัน ไร้ความพอใจในชีวิตของตัวเองโดยสิ้นเชิง จากนั้นวันๆ ก็นั่งเศร้า กำสรวล โศกศัลย์ หม่นหมอง

และแล้ววันหนึ่งเบื่อจัด ไม่มีอะไรทำระหว่างเฝ้าไข้ เลยเดินเล่นไปในโรงพยาบาล 

ยังจำกลิ่นโรงพยาบาลได้ ว่ามันเป็นยา บวกกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค  บวกกลิ่นคนป่วยซึ่งยากจะอธิบาย เหมือนกลิ่นหยากไย่ในบ้านร้าง ระหว่างเดินเล่นนั้นก็เห็นญาติคนป่วยจำนวนมาก ปูผ้านอนกันตามพื้นโรงพยาบาล เห็นได้ชัดมาแต่ไกล บ้างก็คงมีคนป่วยหนักที่รอความตาย บ้างก็หน้าตาแสนอิดโรย  

ระหว่างนั้นก็จะเห็นคนป่วยที่นั่งรถเข็นบ้าง นอนบนเตียงบ้าง ถูกเข็นไปมา หน้าตาเจ็บปวด  โอดโอย เห็นคนผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก เห็นและเห็นและเห็น จนทำให้ตระหนักว่า เฮ้ย ดีแค่ไหนแล้วที่เราไม่ป่วย!!  ดีแค่ไหนแล้วที่เราเดินได้ ดีแค่ไหนแล้วที่เรากินข้าวทุกมื้อก็อร่อยทุกมื้อ ดีแค่ไหนแล้วที่เรายังมีความอยากอาหาร!!!!

บางที เรื่องเรียบง่ายที่อยู่กับเรา เป็นสิ่งที่เราไม่เห็นค่า หรือที่เรียกว่า Take it for granted  เช่น การมีสุขภาพที่ดี การนอนหลับได้ การกินข้าวได้อร่อย การหายใจโล่งไม่ติดขัด การเดินไปไหนต่อไหนได้โดยไม่มีอุปสรรค

ณ จุดนั้นเอง ที่ฉันเลิกไม่พอใจกับชีวิตตัวเอง และเห็นว่า เออ  มันไม่แย่เท่าไหร่นะ ชีวิตเรา  จะไม่มีเสื้อผ้ามากมาย ไม่ได้เที่ยวอย่างวัยรุ่น โดนด่านู่น นี่ นั่น แต่ก็ไม่ต้องนนอนแบ่บบนเตียงอย่างสิ้นหวัง – โอ๊ยย ทำไมโชคดีแบบนี้

ถึงที่สุด ฉันคิดว่าการมองคนที่ลำบากกว่าไม่ใช่เรื่องของการเห็นความทุกข์คนอื่นในฐานะความบันเทิงของเรา หรือเป็นวัตถุแห่งการบำบัดความเครียดของเรา ไม่ใช่เรื่องของการที่เราอยากเห็นคนอื่นทุกข์มากไปเรื่อยๆ แต่คือการเตือนให้รู้ว่าโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเรา ปัญหาของเราก็เป็นเศษส่วนละอองความทุกข์ทั้งปวงที่มีอยู่ในโลกใบนี้

เพื่อนของเราที่มีเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ ก็อาจมีพ่อแม่ทำอาหารไม่อร่อยเท่าที่พ่อแม่เราทำ หรือ เพื่อนของฉันที่มีพ่อแม่พูดด้วยเพราะๆ ไม่เคยด่าทอ เขาก็อาจจะมีเสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิตน้อยกว่าฉัน เพราะพ่อแม่รักมาก ดูแลใกล้ชิดมาก

เมื่อเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ความทุกข์ ความเครียดของเราก็ค่อยๆ เล็กลง เพราะมันไปเฉลี่ยพื้นที่กับความทุกข์ของคนอื่น – ก็เท่านั้นเอง

หากมีใครมาปลอบใจเราว่า ‘มีคนอื่นที่ลำบากกว่าเรา’ ก็ขอให้เข้าใจว่า เขากำลังเตือนให้เราตระหนักว่าโลกนี้ไม่ได้มีเพียงเราและปัญหาของเรา แต่ยังมีคนอื่น ปัญหาอื่นที่ร่วมทุกข์ ร่วมสุขในลักษณาการต่างๆ ออกไป

โลกไม่ได้หมุนรอบเรา และการเกิดเป็นคนกับการมีความทุกข์นั้นมันเป็นของคู่กัน สิ่งที่เราควรเรียนรู้คือ จะอยู่กับทุกข์อย่างไรให้กินอร่อย และนอนให้หลับเท่านั้นเอง



Advertising