ชีวิตและการงาน

เราซื้อรถมาขับ หรือ มาจอดกันแน่

Published 3 ต.ค. 2018

By พนิต ภู่จินดา

Car-sharing-Phanit-smart-living-Rabbit-today-banner

ปัญหาการจราจรติดขัดในกรุงเทพฯ เลวร้ายลงทุกวัน ยิ่งขยายพื้นที่เมือง ยิ่งต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาการจราจรก็ทวีเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว 

เรามักบ่นกันว่าในเมืองใหญ่ของเรามีจำนวนรถยนต์มากกว่าพื้นที่ถนนหลายเท่านัก ถึงขนาดมีการทำ Infographic บอกว่าถ้าเอารถมาจอดกันทั้งหมด จะต้องการพื้นที่ถนนมากกว่าถนนที่มีอยู่หลายเท่าตัว แต่พอหันมาคิดว่าเราซื้อรถมาจอดหรือซื้อรถมาขับกันแน่ ก็เลยลองไปหาข้อมูลดูว่าจริงๆ แล้วรถที่วิ่งอยู่และใช้พื้นผิวจราจรนั้น เป็นผลให้การจราจรติดขัด แย่งพื้นที่ของยานพาหนะของคนอื่นมาก-น้อยแค่ไหน

ข้อมูลของ Urban Land Institute ในสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่า ในอเมริกามีการใช้รถยนต์จริงเฉลี่ยเพียงร้อยละ 5 ของเวลาทั้งหมดใน 1 วัน หมายความว่าใน 1 วัน หรือ 24 ชั่วโมง หรือ 1,440 นาที รถยนต์จะออกมาวิ่งบนถนนเพียงแค่ 72 นาทีเท่านั้น 

เอาง่ายๆ ว่า รถถูกใช้งานแค่วิ่งจากบ้านไปทำงาน 36 นาที ในช่วงเช้า แล้วก็วิ่งจากที่ทำงานกลับบ้านตอนเย็นอีก 36 นาที แค่นั้นแหละ เวลาที่เหลืออีก 95% คือเวลาที่จอดอยู่ที่บ้านหรือจอดอยู่ที่จอดรถที่ทำงาน หรือที่อื่นๆ และนี่คือเหตุผลหลักที่พื้นที่เมืองประมาณ 15-30% ถูกใช้เป็นพื้นที่จอดรถ ทั้งที่จอดรถในอาคารหรือในแปลงที่ดิน และที่จอดรถบนถนนสาธารณะ มีการประมาณว่าทั้งสหรัฐอเมริกามีที่จอดรถกว่า 5 ร้อยล้านคัน และทั้งโลกมีที่จอดรถกว่า 5-6 พันล้านคันเลยทีเดียว

ตัวเลขเชิงสถิติข้างต้นแสดงให้เห็นสถานการณ์ 2 ประการ ประการแรก คือเราซื้อรถจ่ายเงินเป็นแสนเป็นล้านบาท ก็เพื่อแค่มาจอดไว้เฉยๆ วันหนึ่งจอดไปเกือบ 23 ชั่วโมง ได้ออกมาวิ่งจริงๆ ไม่ถึงชั่วโมงครึ่ง ถ้าเป็นประเทศไทยที่รถติดมากหน่อยก็คงวิ่งเฉลี่ยประมาณวันละ 4 ชั่วโมง จากทั้งหมด 24 ชั่วโมง หมายความว่าเราซื้อรถมาใช้งานเพียงแค่ 1 ใน 6 ของวันเท่านั้น และตัวชี้วัดที่บอกว่าถนนที่มีอยู่ เอาแค่รถมาจอดเฉยๆ ยังไม่พอเลย ก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ถูกต้อง ที่ถูกคือต้องชี้วัดจากการที่รถวิ่งจริงๆ บนถนน ไม่ใช่เอามาจอดกันนิ่งๆ ประการที่ 2 ก็ต่อเนื่องจากประการแรก คือเราเสียพื้นที่เมืองไปสำหรับที่จอดรถเป็นจำนวนมากเหลือเกิน เป็นการใช้งานทรัพยากรที่ดินและถนนซึ่งล้วนแต่เป็นทรัพยากรขาดแคลนอย่างหนักของเมืองอย่างไม่คุ้มค่าเลย

สถิติในต่างประเทศ 2 ตัวนี้ จะใช้เป็นฐานข้อมูลหลักที่ไปส่งเสริมระบบขนส่งมวลชนหรือการแบ่งปันกันใช้ยานพาหนะแบบที่เรียกว่า ‘Car Sharing’ เพื่อให้มีการใช้ยานพาหนะส่วนตัวได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น เพราะโดยหลักการแล้วยานพาหนะถูกออกแบบมาเพื่อใช้งานหนัก เอาว่าวันหนึ่งควรได้ใช้งานจริงๆ แบบไม่ได้จอดในที่จอดรถได้ไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง หรือเท่ากับครึ่งวัน 

และเมื่อใช้งานยานพาหนะในเวลานานขึ้น ก็แปลว่าสามารถหมุนเวียนที่จอดรถได้ดียิ่งขึ้น จึงต้องการพื้นที่จอดรถลดลงไปด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มพฤติกรรมของประชาชนในอนาคต ที่จะเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนขนาดเล็ก แทนที่ระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ เนื่องจากระบบขนส่งมวลชนขนาดเล็กสามารถให้โดยสารได้ประมาณ 4-6 คนต่อคัน ซึ่งมีความยืดหยุ่นในการให้บริการมากกว่า เนื่องจากสามารถเข้าถึงพื้นที่ซอยย่อยต่างๆ ได้ดีกว่า และมีความสะดวกสบายมากกว่า เพราะคนโดยสารต่อคันน้อยกว่าระบบขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ 

ซึ่งก็จะย้อนกลับไปตอบคำถามของหัวเรื่องนี้โดยการเปลี่ยนรถยนต์ส่วนตัวที่ซื้อมาจอดเฉยๆ กลายเป็นรถยนต์ที่แบ่งปันกันใช้งานอย่างต่อเนื่องไม่ใช่จอดไว้เฉยๆ แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง



Advertising