ชีวิตและการงาน

คำสารภาพของฆาตกร

Published 22 ม.ค. 2019

By พนิต ภู่จินดา

corruption-in-the-shipment-industy-smart-living-Rabbit-Today-banner

ฆาตกร ที่ผมตั้งชื่อไว้ คืออาชีพคนขับรถส่งสินค้า

คนที่ผมคุยด้วยอยู่เสมอเคยเป็นคนขับรถกระบะ 4 ล้อขนส่งผักผลไม้ให้เถ้าแก่ที่รับผักผลไม้มาส่งที่ตลาดขายส่งใหญ่ของประเทศไทย 

ความเป็นฆาตกรของลุงคนนี้เกิดจากแกขับรถขนส่งผักผลไม้ชนคนตายมาแล้วหลายศพ ทั้งๆ ที่แกเป็นคนสูงอายุที่เรียบร้อย ขับรถสุภาพ คำตอบก็คือ รถขนส่งผักผลไม้ทุกคันที่เราเห็นอยู่บนท้องถนน รวมไปถึงรถ 6 ล้อ 10 ล้อ และ 18 ล้อ ล้วนแต่บรรทุกของที่มีน้ำหนักรวมเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ทั้งสิ้น 

เมื่อรถมีน้ำหนักมาก โมเมนตัมก็ยิ่งมากตามไปด้วย ผลคือต้องใช้ระยะทางและเวลาในการเบรกจนรถหยุดนิ่งมากกว่าปกติ ซึ่งคนข้ามถนนหรือรถคันอื่นที่วิ่งอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน เขาไม่ได้เผื่อระยะทางและเวลานี้ไว้ให้รถบรรทุกหรอก อีกทั้งยังไม่มีการจัดวางสินค้าเพื่อเฉลี่ยน้ำหนักให้รถมีความมั่นคงในการขับขี่ มุ่งจัดวางให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และมีความสะดวกในการขนส่งแค่นั้น

หลายครั้งที่ลุงแกขับรถเอียงด้านใดด้านหนึ่งตลอดทาง เพราะหน้าที่ของแกคือขับอย่างเดียว การขนส่งขึ้น-ลงและทำความมั่นคงให้กับสินค้าเป็นเรื่องของเถ้าแก่ คนงาน และผู้รับสินค้า เถ้าแก่กำชับกับคนขับรถขนส่งของแกทุกคนว่า ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉิน รถหรือคนตัดหน้า ห้ามหักหลบกะทันหัน แต่ให้ชนไปเลย และคนขับรถทุกคนก็ทำตาม

เพราะรถที่โมเมนตัมมากขนาดนั้น แถมยังบรรทุกของไว้สูงกว่าตัวรถมากๆ ถ้าเปลี่ยนทิศทางกะทันหัน รถพลิกคว่ำแน่นอน คนขับจะเจ็บตัว สินค้าก็จะเสียหายหนัก แต่ถ้าชนไปเลย ไม่หักรถหลบ รถจะไม่คว่ำ ไม่เสียหายทั้งคัน และสินค้าก็ไม่เสียหายมากนักด้วย ใครจะตายก็ช่างมัน คนขับรอด รถไม่พังเยอะ สินค้าไม่เสียหายมากเป็นพอ

คำสารภาพของฆาตกร,ชีวิตและการงาน,Rabbit Today

ทำไมลุงคนนี้แทบไม่เคยถูกเจ้าหน้าที่จับและปรับเลยล่ะ ทำไมฆาตกรคนนี้จึงมีโอกาสถืออาวุธที่เป็นรถกระบะขนส่งสินค้าไปไล่ฆ่าคนอื่นได้ตลอด แถมยังมีฆาตกรอย่างลุงถืออาวุธวิ่งไล่ฆ่าคนอื่นบนท้องถนนอยู่ทั่วประเทศไทย คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ ของลุงแกคือ…

ก่อนออกรถ เถ้าแก่จะมอบแบงก์ 20 ให้ปึกหนึ่ง ตอนหลังค่าครองชีพแพงขึ้นก็เปลี่ยนเป็นแบงก์ 50 เพื่อใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมสำหรับผ่านด่านต่างๆ นั่นเอง แต่คำตอบสำหรับปรากฏการณ์นี้ไม่ได้มีชั้นเดียวเชิงเดียวแบบแบงก์ 50 แต่ปรากฏการณ์นี้มีตัวตั้งมาจากวิถีของประชาชนชาวไทย และจบลงด้วยการที่ประชาชนชาวไทยต้องรับกรรมที่ตนเองเป็นผู้ก่อเอาไว้เอง 

แม้ความเชื่อมโยงและวงจรอุบาทว์นี้จะอ้อมไปไกลมาก แต่ก็ยังพอมองเห็นและอธิบายเรียงลำดับได้ดังข้างล่างนี้

  1. ประชาชนต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูก ดังนั้น ผู้ขายสินค้าก็ต้องแข่งกันเพื่อขายสินค้าราคาถูก
  2. ต้นทุนที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มกับตัวสินค้าต้องถูกบีบให้น้อยที่สุด นั่นคือ ค่าขนส่ง ดังนั้น เมื่อมีการขนส่ง 1 เที่ยวแล้ว ต้องขนส่งให้ได้มากที่สุดในเที่ยวนั้นๆ รถขนส่งสินค้าจึงต้องบรรทุกเกินน้ำหนัก ยิ่งของเน่าเสียง่ายอย่างผักผลไม้กินพื้นที่ในรถเยอะและต้องการสินค้าสดใหม่เข้าไปอีก จึงต้องทำผิดกฎหมายจราจร
  3. มีผู้ได้ประโยชน์จากการทำผิดกฎหมายนี้ ทั้งประชาชนได้สินค้าถูกลง เถ้าแก่ได้กำไรมากขึ้น และผู้บังคับใช้กฎหมายที่ได้แบงก์ 50 หลายใบ นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ ประชาชนบาดเจ็บ ตาย ผู้ขนส่งสูญเสียสินค้าและยานพาหนะ ทำให้ประชาชนต้องเสียเงินกับค่ารักษาพยาบาลและชดเชยค่าเสียหาย
  4. เมื่อต้องเอาเงินไปทำอย่างอื่นเพิ่มขึ้น จึงบีบบังคับให้ต้องย้อนกลับไปที่ตัวตั้งที่กล่าวไว้ในข้อ 1 คือ ประชาชนต้องการสินค้าอุปโภคราคาถูกนั่นเอง

คำถามสำคัญคือ เราจะทำลายวงจรอุบาทว์นี้ได้อย่างไร คำตอบที่ง่ายและตรงไปตรงมาคือ ต้องเข้าใจโครงสร้างราคา (Cost Structure) ของสินค้าทุกประเภทเป็นลำดับแรก แล้วจะเห็นว่าต้นทุนของสินค้านั้นๆ เกิดขึ้นที่หมวดไหนบ้าง 
เช่น หมวดวัตถุดิบ หมวดเครื่องจักร หมวดค่าขนส่ง หมวดค่าแบงก์ 50 ฯลฯ แล้วอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าต้นทุนที่แท้จริงเป็นเท่าไร หมวดไหนบ้าง ดังนั้น ราคาสินค้าที่ประชาชนจะซื้อจึงต้องมีราคาเท่าไหร่ที่ผู้ผลิตจะอยู่ได้ และจะไปลดหมวดไหนได้บ้างเพื่อให้ราคาสินค้าสอดคล้องกับอัตรารายได้ของประชาชน 

ถามว่าทำไมเราไม่เคยทำ Cost Structure ออกมาดูกันสักที คำตอบคือมีคนทำมาแล้วแหละ แต่เปิดเผยไม่ได้ เพราะมันมีหมวดแบงก์ 50 อยู่ด้วยนั่นเอง


AUTHOR :

พนิต ภู่จินดา
พนิต ภู่จินดา
รศ.ดร. พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมานำเสนอเรื่องใกล้ตัวของชาว Urbanista ติดตามกันได้ในคอลัมน์ชีวิตและการงาน

Advertising