ชีวิตและการงาน

กรุงเทพมหานครแออัดเกินไปจริงหรือ

Published 20 พ.ย. 2018

By พนิต ภู่จินดา

crowded-bangkok-smart-living-Rabbit-Today-banner

กรุงเทพมหานครมีพื้นที่ 1,568.7 ตารางกิโลเมตร มีประชากรในทะเบียนบ้านเมื่อเดือนธันวาคม 2560 จำนวน 5,682,415 คน แต่มีประชากรจริงตามสำมะโนประชากร ปี 2553 ถึง 8,305,218 คน แสดงว่ามีประชากรแฝงเกือบ 3 ล้านคน

และมีความหนาแน่นประมาณ 5,300 คนต่อตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 8.5 คนต่อไร่ มีตึกระฟ้ามากเป็นอันดับ 15 ของโลก มักจะมีคนบ่นเสมอว่า กรุงเทพฯ นี่มันแออัดหนาแน่นเกินไปมากแล้วนะ ควรขยายพื้นที่ชานเมืองออกไปในพื้นที่เกษตรกรรมอีก หรือไปสร้างเมืองใหม่เลยดีกว่า 

แต่บางคนก็บอกว่า เมื่อเทียบกับมหานครอื่นๆ แล้วกรุงเทพฯ ยังมีความหนาแน่นต่ำกว่านิวยอร์ก โตเกียว และอีกหลายๆ เมืองอยู่นะ ให้อนุญาตสร้างอาคารในเมืองให้แน่นเพิ่มขึ้นเถอะ แต่สถิติไม่เคยหลอกใคร ลองหาหลักฐานมาดูกันว่ากรุงเทพฯ มีความแออัดจริงหรือ ไม่โดยผ่านตัวชี้วัดสัดส่วนอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (Floor Area Ratio-F.A.R.) และอัตราส่วนพื้นที่อาคารคลุมดินในแปลงที่ดิน (Building Coverage Ratio-B.C.R.) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดว่าแปลงที่ดินแปลงหนึ่งมีพื้นที่สร้างอาคารไปกี่เท่าของแปลงที่ดิน และมีพื้นที่อาคารครอบคลุมพื้นที่ดินเท่าไร เพื่อชี้ว่ามีความแออัดแค่ไหนกันดีกว่า

รายงานการศึกษาของโครงการจัดทำมาตรฐานด้านผังเมืองของกรุงเทพมหานครเมื่อปี 2553 ได้สำรวจความแออัดของอาคารโดยแบ่งพื้นที่ออกตามผังเมืองรวมที่กำหนดความหนาแน่นไว้ผ่าน F.A.R. แล้วพบผลที่น่าสนใจมาคุยกันต่อมากๆ พื้นที่ต่างๆ ได้รับก่อสร้างต่ำกว่าที่ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2549 อนุญาตให้ไว้เกือบทั้งหมด 

  • ย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย เช่น บางกระดี่ พุทธมณฑล และเมืองทอง 1 มีการพื้นที่อาคารที่ได้รับการก่อสร้างจริงเพียง 0.8-1.0 เท่าของแปลงที่ดิน ทั้งๆ ที่ผังเมืองรวมอนุญาตให้ถึง 1.0-3.0 เท่าของแปลงที่ดิน และมีสัดส่วนพื้นที่อาคารคลุมดินประมาณ 45% แปลว่ามีใช้ที่ดินเพียงไม่ถึงครึ่งแปลงปลูกสร้างอาคาร ที่เหลือเป็นพื้นที่โล่งว่างจะเป็นสนามหญ้า ถนนในบ้านหรืออะไรก็ตามที่ไม่เป็นอาคาร
  • ย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง เช่น พระรามเก้า ลาดพร้าว และห้วยขวาง มีการพื้นที่อาคารที่ได้รับการก่อสร้างจริงเพียง 0.8-1.3 เท่าของแปลงที่ดิน ทั้งๆ ที่ผังเมืองรวมอนุญาตให้ถึง 4.0-5.0 เท่าของแปลงที่ดิน และมีสัดส่วนพื้นที่อาคารคลุมดินประมาณ 55%
  • ย่านที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก เช่น คลองสาน บ่อนไก่ และถนนดินสอ มีการพื้นที่อาคารที่ได้รับการก่อสร้างจริงเพียง 0.7-1.9 เท่าของแปลงที่ดิน ทั้งๆ ที่ผังเมืองรวมอนุญาตให้ถึง 6.0-8.0 เท่าของแปลงที่ดิน และมีสัดส่วนพื้นที่อาคารคลุมดินประมาณ 60% เว้นแต่ย่านราชดำริ ที่มีการก่อสร้างจริงถึง 12 เท่าของแปลงที่ดิน แต่ก็มีสัดส่วนพื้นที่อาคารคลุมดินเท่ากัน
  • ย่านพาณิชยกรรมหนาแน่นปานกลาง เช่น บางนา-ตราด บางกะปิ ทาวน์อินทาวน์ และพระรามสอง มีการพื้นที่อาคารที่ได้รับการก่อสร้างจริงเพียง 4.3-6.0 เท่าของแปลงที่ดิน ทั้งๆ ที่ผังเมืองรวมอนุญาตให้ถึง 5.0- 8.0 เท่าของแปลงที่ดิน และมีสัดส่วนพื้นที่อาคารคลุมดินประมาณ 65%
  • ย่านพาณิชยกรรมหนาแน่นมาก เช่น สุขุมวิท อโศก และสีลม มีการพื้นที่อาคารที่ได้รับการก่อสร้างจริงถึง 13.8-14.7 เท่าของแปลงที่ดิน ทั้งๆ ที่ผังเมืองรวมอนุญาตให้ 10 เท่าของแปลงที่ดิน และมีสัดส่วนพื้นที่อาคารคลุมดินประมาณ 70%

กรุงเทพมหานครแออัดเกินไปจริงหรือ,ขีวิตและการงาน,Rabbit Today

จากข้อมูลจริง จะเห็นได้ว่ากรุงเทพมหานครมีความหนาแน่นอาคารมากกว่าที่กฎกระทรวงผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2549 ได้อนุญาตไว้เพียงแค่บริเวณกลางเมืองที่เป็นย่านพาณิชยกรรมหนาแน่นมากเท่านั้น ส่วนพื้นที่ประเภทอื่นๆ บริเวณส่วนต่อขยายเมืองชั้นกลางและชานเมือง ยังมีการสร้างอาคารต่ำกว่าที่กฎหมายอนุญาตให้ไว้อยู่มาก ยังสามารถรองรับการพัฒนาก่อสร้างอาคารเพิ่มขึ้นได้อีกหลายเท่าของที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้มีความแออัดเกินกว่าที่กฎหมายผังเมืองซึ่งเป็นตัวกำหนดมาตรฐานความเป็นเมืองที่ดีแต่อย่างใด 

ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะปี 2553 ชี้ชัดว่า ไม่ใช่คนกรุงเทพฯ อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม แมนชั่น หรืออพาร์ตเม้นต์เพียง 2.8 % แต่อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวถึง 45.7% และอยู่ในทาวน์เฮาส์กับตึกแถวแบ่งไปพอๆ กันที่ประมาณ 25% แสดงว่ากรุงเทพฯ ยังมีคนอยู่ในบ้านเดี่ยวแบบที่มีบริเวณส่วนตัวในรั้วบ้านถึงเกือบครึ่งหนึ่ง แปลว่ากรุงเทพฯ ยังมีความหนาแน่นอาคารต่ำอยู่มาก แต่กลับมีปัญหาเมืองมากมาย

ย้อนกลับมาดูพื้นที่พาณิชยกรรมหนาแน่นมากกลางเมืองอย่างสุขุมวิท อโศก สีลม รวมถึงราชดำริที่มี F.A.R. ประมาณ 13.8-14.7 เท่าของแปลงที่ดิน มากกว่าที่ผังเมืองรวมอนุญาตไว้ที่ 10 เท่า ดูจะแออัดเกินไปหรือเปล่า แต่มหานครนิวยอร์กอนุญาตให้ 15 เท่า และสิงคโปร์อนุญาตให้ 25 เท่า 

แสดงว่าย่านพาณิชยกรรมหนาแน่นมากของกรุงเทพฯ ก็ไม่ได้แออัดกว่ามหานครอื่นๆ ในโลก แต่ทำไมคนไทยรู้สึกว่ามันแออัดจังเลย คำตอบในเชิงผังเมืองเขาแยกคำสองคำออกจากกันระหว่างคำว่า ‘หนาแน่นมาก’ ที่กล่าวถึงความหนาแน่นเชิงปริมาณ กับคำว่า ‘แออัด’ ซึ่งเป็นความตัวชี้วัดเชิงคุณภาพที่มีความหมายในทางที่ไม่ดี 

2 คำนี้ไม่ใช่คำเดียวกัน ไม่ได้มีความหมายเหมือนกัน มหานครอื่นๆ ในโลกมีความหนาแน่นมากแต่ไม่แออัด เพราะมีการออกแบบเมือง (Urban Design) ที่ดี ออกแบบส่วนรวมของย่านเป็นอย่างดี และอาคารทุกหลังต้องทำตาม พื้นที่อาคารจะมากกว่าแปลงที่ดินกี่เท่าก็ตาม ก็ยังมีการกำหนดระยะเว้นว่างจากถนน จากที่ดินข้างเคียง 

การออกแบบพื้นที่สาธารณะและกึ่งสาธารณะที่ดีมีความต่อเนื่อง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นเอกภาพของย่าน แต่สำหรับกรุงเทพฯ ความหนาแน่นมากกับความแออัดมาคู่กันเสมอ เพราะแต่ละแปลงที่ดินสนใจแต่พื้นที่ของตัวเอง ว่าฉันต้องได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ได้สนใจว่าภาพรวมของย่านและเมืองจะเป็นอย่างไร 

คนกรุงเทพฯ จึงรู้สึกว่าเมืองของเราแออัดจังเลย ทั้งๆ ที่ตัวเลขความหนาแน่นจริง ต่ำกว่ามหานครอื่นๆ และต่ำกว่าที่กฎหมายอนุญาตไว้เป็นอย่างมากนั่นเอง


AUTHOR :

พนิต ภู่จินดา
พนิต ภู่จินดา
รศ.ดร. พนิต ภู่จินดา หัวหน้าภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมานำเสนอเรื่องใกล้ตัวของชาว Urbanista ติดตามกันได้ในคอลัมน์ชีวิตและการงาน

Advertising