ชีวิตและการงาน

บริจาคช่วยผู้ประสบภัยกันอย่างถูกต้องกันเถอะ

Published 15 ม.ค. 2019

By พนิต ภู่จินดา

donation-smart-living-Rabbit-Today-banner

ประเทศไทยมีสภาพอากาศค่อนข้างคงที่ โชคดีกว่าประเทศอื่นๆ เยอะ

ฤดูกาลต่างๆ ก็ต่างกันไม่มากจนกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติ แต่ก็ยังมีภัยพิบัติตามธรรมชาติเกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ หน้าร้อนก็เกิดภัยแล้ง หน้าฝนก็เกิดอุทกภัย วาตภัย หน้าหนาวก็มีภัยหนาว มีผู้ประสบภัยที่รัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันให้ความช่วยเหลืออยู่เป็นประจำ 

เมื่อหลายปีก่อน ประเทศออสเตรเลียเจอภัยพิบัติครั้งใหญ่ มีการร้องขอให้บริจาคเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม สิ่งดำรงชีพพื้นฐาน ซึ่งประชาชนก็ช่วยกันบริจาคมากมาย และแล้วหน่วยงานบรรเทาทุกข์ออสเตรเลียถึงกับต้องออกประกาศรูปแบบของบริจาค 2 ข้อ ดังนี้

1. ห้ามเอาของที่ใช้งานไม่ได้แล้ว หรือของที่ต้องมาซ่อมแซมก่อนจะใช้งานได้มาบริจาค เช่น เสื้อผ้าขาด เครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย นี่คือการบริจาค ไม่ใช่การทิ้งขยะ ไม่มีใครมานั่งซ่อมของพวกนี้แล้วจึงส่งไปให้ผู้ประสบภัยใช้งาน เขาต้องการของที่ใช้งานได้ทันที

2. ขอให้บริจาคของที่ใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง เขายกตัวอย่างว่า ที่เขาได้มาแล้วใช้งานไม่ได้คืออะไรบ้าง เช่น ชุดแต่งงานของผู้หญิง (น่าจะเลิกกับสามีเลยบริจาคทิ้งไปซะ) ชุดแฟนซีเป็นตัวกูฟฟี่ ลองคิดถึงสถานที่รองรับผู้ประสบภัย เป็นโรงยิมใหญ่ๆ ให้คนนอนเรียงกัน และมีคนแต่งชุดแต่งงาน ชุดแฟนซี กูฟฟี่ โดนัลดั๊ก นั่งกลุ้มใจกับภัยพิบัติอยู่ คงไม่เหมาะเท่าไรนัก เกิดภัยพิบัติตามมาถึงนี่อีก จะหนีภัยคงยุ่งพิลึก เหมือนดิสนีย์แลนด์แตกละกระมัง

เมื่อเอาเรื่องบริจาคมาคิดต่อ การบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติมี 2 ประเภท คือ

1. แบบมูลนิธิที่รับบริจาคทั้งปี เช่น OxFam เขาจะมีอาสาสมัครที่เอาของไปซ่อม ไปทำความสะอาด แล้วออกมาขายเพื่อเอาเงินไปทำกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

2. แบบหน่วยงานเฉพาะกิจยามฉุกเฉิน อันนี้ต้องใช้งานได้ทันที ไม่ต้องมาซ่อมแซม ขายเอาเงินมาใช้ไม่ทันหรอก ไม่เหมือนกับแบบแรก

มันไม่จบแค่นั้น ภัยพิบัติก็ยังแยกเป็น 2 ลักษณะที่มีความต้องการช่วยเหลือแตกต่างกันอีก

1. ภัยพิบัติแบบฉับพลัน เช่น น้ำท่วมฉับพลัน พายุใหญ่ (เฮอริเคนแคททาลีน่า) แบบนี้ต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน ต้องรับบริจาคแบบที่ 2 เอามาช่วยทันที

2. ภัยพิบัติแบบเกิดขึ้นตามวงรอบ เกิดทุกปี เช่น ภัยแล้ง ภัยหนาว ของประเทศไทย ภัยแบบนี้ต้องการความช่วยเหลือแค่ปีแรกๆ เท่านั้น หลังจากนั้นต้องทำให้มันไม่เป็นภัยพิบัติแล้ว เช่น จัดการระบบชลประทานแก้ปัญหาภัยแล้ง การจัดการการใช้ที่ดินและการสร้างอาคารเพื่อป้องกันภัยหนาว ตัวอย่างง่ายๆ ก็คือ คนไทยชนบทเขาสร้างบ้านใต้ถุนสูงเพื่อรับกับอุทกภัย ไม่ใช่ดื้อเพียรอยู่บ้านระดับดินแล้วเจอภัยจากน้ำท่วมอยู่ทุกปี

อ่านทั้งหมดจบแล้ว ก็เข้าใจได้ว่า จะบริจาคของไปช่วยผู้ประสบภัย ต้องเอาของที่ใช้งานได้และเหมาะกับสถานภาพของผู้ประสบภัยไปให้เขา ไม่ใช่เอาของเหลือๆ ที่ตัวเองไม่ใช้แล้วไปบริจาคอย่างไรก็ได้ แต่อีกมุมหนึ่ง ก็ให้สงสัยว่าประเทศไทยมีการบริจาคผ้าห่มต้านภัยหนาวกันได้ทุกปี ผ้าห่มที่แจกให้อย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี ผู้ประสบภัยหนาวก็ควรได้กันครบทุกคนแล้ว แต่นี่ก็ยังต้องหาไปบริจาคกันตลอด 

ถ้าไม่ใช่ของที่บริจาคกันไปมีคุณภาพต่ำมาก ก็คงมีคนเอาไปใช้ทำอย่างอื่นหลังจากภัยหนาวจบลง แล้วตั้งหน้าตั้งตารอบริจาคกันใหม่รอบหน้ากันร่ำไปหรือเปล่านะ



Advertising