ชีวิตและการงาน

ตัวใครตัวมัน

Published 19 มี.ค. 2019

By คำ ผกา

every-man-for-himself-smart-living-Rabbit-today-banner

ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีสิ่งที่เรียกว่า New Year Resolution หรือสิ่งที่ตั้งใจจะทำ จะเปลี่ยนแปลง จะแก้ไขในปีใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้น แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า อยากใช้การเริ่มต้นปีใหม่ในการทบทวนตัวเองในอดีต และปวารณาบางอย่างไว้กับตัวเองว่า นี่คือสิ่งที่ปีหน้าเราอยากจะเป็น

ประสบการณ์ในแต่ละช่วงชีวิตของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน สำหรับฉัน ช่วงวัย 20-30  เป็นวัยที่มีความรู้สึกเป็นอิสระจากพันธะผูกพันของครอบครัวมากที่สุด รู้สึกอย่างเต็มเปี่ยมถึงการได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง รู้สึกถึงอิสรภาพที่มาพร้อมกับคำว่า ‘ผู้ใหญ่’ อยากจะกิน จะนอน จะเรียน จะทำงาน จะมีแฟน จะเลิกกับแฟน

ทั้งหมดนี้สามารถทำและตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ต้องกังวลว่าพ่อแม่จะคิดอย่างไร ขณะเดียวกันก็มีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของอนาคต เช่น งานที่ทำ การเรียนต่อที่ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว และความพังๆ ในความรัก ความเวิ่นเว้อเรื่องความรัก ความสัมพันธ์บ้าๆ บอๆ 

ช่วงวัย 30-40 เป็นช่วงที่ดีที่สุดอีกช่วงหนึ่ง นั่นคือมีทั้งอิสระในตัวเอง มีอำนาจอธิปไตยเหนือชีวิตตนเอง มีงานที่ลงหลักปักฐานพอสมควร แม้ไม่มีเงินเก็บ ไม่ร่ำรวย แต่ในเงื่อนไขของคนไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว ก็ทำให้ภาระทางการเงินไม่หนักอึ้ง และพอจะพลิ้วไหวหาความสุขให้กับตนเองบ้างพอสมควร

มีประสบการณ์ในชีวิตมาเพียงพอที่จะรู้ว่าเราจะหาความสุขให้ตัวเองได้อย่างไรตามอัตภาพ ตกผลึกและเข้าใจ รู้จักตัวเอง และผ่านประสบการณ์เรื่องความรักมามากพอที่จะไม่เวิ่นเว้อ ฟูมฟาย โศกเศร้า  แข็งแกร่งพอที่จะอยู่ด้วยตัวเองอย่างมีความสุข และรักที่จะอยู่คนเดียวมากกว่าจะมีใครในชีวิตเสียด้วยซ้ำ ช่วงอายุ 30-40  จึงเป็นช่วงที่ฉันคิดว่าดีที่สุด มีปัญหาน้อยที่สุด มีพลังในการทำงานมากที่สุด และดีจนไม่เคยคิดถึง New Year Resolutions 

แต่ในช่วงปี 46-50 ขึ้นไป กลับเป็นประสบการณ์ใหม่ที่แตกต่างจากช่วง 40s พอสมควร ฉันพบว่า ตัวเองไม่มีความเป็น ‘อิสระ’ ทางใจเท่ากับสองทศวรรษที่ผ่านมา มันเหมือนกับเราเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็น ‘ผู้ใหญ่’ ที่ปริ่มๆ ความอาวุโสอันต้องเป็นที่พึ่งของคนอื่น 

เช่น พ่อแม่ เริ่มแก่ตัว และอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด อันนำมาซึ่งความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพ และวันเวลาที่เหลืออยู่ของพวกเขาอย่างที่เราไม่เคยรู้สึกมาก่อน และในหลายกรณี หลายคนในวัยนี้ก็กำลังรับภาระดูแลพ่อแม่ ที่กำลังอ่อนล้า และมีปัญหาสุขภาพที่เป็นไปตามวัย

นอกจากพ่อแม่ผู้สูงวัย หญิงโสดในวัยนี้มักมีภาระของการเลี้ยงดู หรือเป็นผู้ปกครองร่วม ให้เด็กๆ ในครอบครัว อาจเป็นลูกของพี่หรือน้องของเรา อาจเป็นญาติ หรืออื่นใดในครอบครัวที่ทำให้เราไม่อาจเพิกเฉยดูดาย 

ฉันและเพื่อนร่วมวัยของฉันหลายคนมี ‘หลาน’ อยู่ในอุปการะ บางคนต้องรับเป็นผู้ปกครองไปเต็มตัว เช่น มีหลานจากต่างจังหวัดมาเรียนในกรุงเทพฯ ก็อาจต้องมาอยู่ในความดูแลของป้า ลุง น้า หรือกรณีที่พ่อแม่หย่าร้าง และอื่นๆ ที่เครือข่ายครอบครัวขยาย ต้องช่วยกันดูแล และผู้หญิงไม่ว่าโสด หรือแต่งงาน แต่ไม่มีลูก มักได้รับมอบหมายให้รับภาระนี้ หรือ รับอาสาไปเป็นภาระเสียเอง

พูดง่ายๆ ว่า วัย 46 ถึง 50 ต้นๆ ของหญิงโสด ไม่มีลูก และพอจะดูแลตัวเองทางการเงินได้ เป็นวัยที่เราสูญเสียอิสรภาพบางอย่าง เพราะได้กลายเป็นที่พึ่งของครอบครัว ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และหากไม่ตั้งหลัก ตั้งสติให้ดี ภาระเหล่านี้อาจนำมาซึ่งความเครียดแก่เราโดยไม่รู้ตัว

และนั่นคือสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นกับฉัน ในแบบที่มันไม่เคยเกิดขึ้นในช่วงอายุก่อนหน้านี้

พูดให้เข้าใจยากขึ้นไปอีกก็คือ เมื่อเราแก่ตัวลง เราคิดไปโดยอัตโนมัติและไปรับหน้าที่ ‘หัวหน้าครอบครัว’ มาไว้กับตัวเองโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง และในวิธีคิดของหญิงโสดที่เคยชินกับการใช้ชีวิตแบบไม่แคร์โลกไม่แคร์ใคร ก็ต้องตกใจว่า เฮ้ย ลืมตาขึ้นมาในตอนเช้าวันหนึ่ง ทำไมมันมีอะไรให้ห่วงเยอะจังเลยวะ

ตั้งหลักได้แล้ว จึงหวังใจไว้จะให้เป็นความตั้งใจของปีหน้าว่า จะขอชีวิตที่มีอำนาจ สิทธิ และความไทแก่ตนเองกลับคืนมา

ใช่ คนเรามีภาระ มีความรับผิดชอบ มีพ่อมีแม่ มีญาติ พี่น้อง มีลูก มีหลาน แต่ทั้งหมดนี้เราต้องรับภาระอย่างมีระยะห่าง ไม่รับเอาปัญหาหรือความฉิบหาย วิบัติใดๆ อันเกิดแก่คนอื่นมาเป็นของเรา ขณะเดียวกันก็ดูแล จัดการ ช่วยเหลือ สนับสนุน รัก ให้กำลังใจไปตามกำลังความสามารถของเรา

การดูแล ช่วยเหลือ หรือรักใคร ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการเอาตัวเราไปเป็นเนื้อเดียวกับเขา หรือเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของเขา 

สิ่งสำคัญที่สุดที่ฉันตั้งใจจะเตือนตัวเองให้เป็นแม่นมั่นในปีหน้าคือ การเรียนรู้จะไว้ใจในศักยภาพของคนอื่น เรียนรู้จะไว้ใจว่า มนุษย์ทุกคนย่อมมีศักยภาพที่จะดูแลตัวเองได้ในแบบของเขา และเราไม่พึงเอามาตรฐานของเราไปตัดสินว่า เขาดีพอแล้วหรือยัง จากนั้นเลิกสถาปนาตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัว (เพียงเพราะคิดว่าตัวเองเก่งกว่าใคร รู้ดีกว่าใคร ประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าใคร)

หัดไว้ใจในความสามารถและศักยภาพของคนอื่น แล้วถอยออกมาเป็นตัวของตัวเองซึ่งมีชีวิตของตัวเองที่ต้องดูแลเป็นอันดับหนึ่ง

New Year Resolutions ของฉันในปีนี้คือจะท่องคำว่า ‘ตัวใครตัวมัน’ ให้บ่อยขึ้น



Advertising