ชีวิตและการงาน

ทำงานประจำ VS ฟรีแลนซ์ แบบไหนตอบโจทย์กว่า

Published 17 มี.ค. 2019

By เพชรดาวโพนี่

freelance-smart-living-Rabbit-Today-banner

อาชีพอิสระ หรือที่เรารู้จักกันดีว่า ‘ฟรีแลนซ์’ เป็นงานที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะทำและอยากจะเป็น เพราะรู้สึกว่าชีวิตมีอิสระมากกว่าการทำงานประจำ ที่มีเจ้านายคอยจับตามอง ต้องเข้าออฟฟิศตามเวลาทุกวัน หรือบางคนอาจต้องใส่ชุดยูนิฟอร์มของบริษัท ซึ่งคนทำงานส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยชอบสักเท่าไร…แต่จะว่าไปแล้วอาชีพฟรีแลนซ์ที่คนยุคนี้นิยมกันนั้น มันสามารถตอบโจทย์ในชีวิตและให้ความมั่นคงกับเราได้จริงหรือ?

ครั้งนี้ Rabbit Today ได้ไปพูดคุยกับบุคคลจากหลากหลายอาชีพซึ่งทำงานแบบฟรีแลนซ์ เพื่อหาคำตอบมาให้ผู้อ่านได้ทราบกัน ลองไปฟังคำตอบจากพวกเขากันเลย

1. ช่างแต่งหน้าอิสระ 

นางสาวเอ็ม (นามสมมุติ) ช่างแต่งหน้าอิสระ กล่าวถึงข้อดี และข้อเสีย ของการทำงานเป็นช่างแต่ง หน้าฟรีแลนซ์ ขอเริ่มจากข้อดีก่อนละกัน…”ข้อดีก็คือ ไม่มีใครมาสั่ง เราสั่งตัวเอง บางทีเราสามารถเลือกรับงานได้ งานไหนไม่สะดวกก็เลือกที่จะไม่รับ ใช้ชีวิตแบบฟรีสไตล์ รับงานก็ได้เงิน ไม่รับงานก็ไม่ได้เงิน ขึ้นอยู่กับตัวเรา ทุกอย่างชิลมาก ส่วนข้อเสียนั้นก็คือ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีโบนัสสิ้นปี หากทำงานบริษัทหรือออฟฟิศก็สามารถลาคลอด ลาบวชได้ เงินเดือนก็ได้รับเหมือนเดิม แต่ในฐานะคนทำงานฟรีแลนซ์แล้วลาไม่ได้ ถ้าหยุดก็คือจะไม่ได้เงินในช่วงนั้น สำหรับเรื่องความมั่นคงทางการเงิน มันไม่สามารถกำหนดได้ว่า ในแต่ละเดือนงานจะเข้ามาหาเรามากหรือน้อยแค่ไหน”

รายได้ที่ได้รับ : รายได้ของฟรีแลนซ์ในแต่ละงานนั้นดีมาก เพราะมันคืองานที่เราถนัด งานที่มีแต่คนอย่างเราโดยเฉพาะเท่านั้นที่ทำได้ ค่าตอบแทนจึงสูงไปตามคุณภาพของงานด้วย ยิ่งงานดี มีชื่อเสียง ก็ยิ่งอัปราคาได้เรื่อยๆ  

ช่วงไหนบ้างที่มีงาน : งานจะมีมาเรื่อยๆ ช่วงฤดูหนาวคนจะแต่งงานกันเยอะ จึงถูกจ้างให้ไปแต่ง หน้าเยอะหน่อย ส่วนช่วงฤดูร้อนก็มีงานแต่งงานบ้าง แต่น้อย เพราะอากาศร้อนจัด ยิ่งในฤดูฝนคนยิ่งหลบเลี่ยงการแต่งงานเลยละ คือโดยรวมแล้วก็มีงานทุกช่วง แต่งานจะพีกมากๆ คือต้นปีกับปลายปี

“โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า การทำงานฟรีแลนซ์อาชีพช่างแต่งหน้านี้ สะดวกกับการใช้ชีวิตมากๆ เพราะเราเลือกรับงานได้ วันไหนถ้าไม่รับงาน ก็ไปช้อปปิ้ง เที่ยว และกินบุฟเฟ่ต์บ่อยมากกกก เพราะเวลาเหลือเยอะ ชีวิตไม่เครียดค่ะ”

ทำงานประจำ VS ฟรีแลนซ์ แบบไหนตอบโจทย์กว่า,ชีวิตและการงาน,Rabbit Today

2. พริตตี้อิสระ 

มาต่อกันที่ นายซี (นามสมมุติ) ฟรีแลนซ์รายที่สอง กับอาชีพ Pretty Boy ซึ่งอาชีพนี้จะคล้ายๆ กับ Pretty Girl ที่ออกไปทำงานตามงานอีเวนต์ต่างๆ แต่งานพริตตี้นั้นจะมีทั้งประเภทที่มีต้นสังกัด และไม่มีต้นสังกัด สามารถเลือกรับงานได้เอง…”ในส่วนของการออกอีเวนต์แต่ละงาน จะมีหลายระดับ หลายหน้าที่ ซึ่งหลักๆ ก็จะเป็น สตาฟฟ์, พริตตี้ และ MC ที่มีความสามารถพิเศษทางด้านภาษา ฉะนั้นค่าจ้างที่ได้รับก็จะไล่เรียงไปตามลำดับ แล้วแต่หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ มาพูดถึงข้อดีและข้อเสียกันบ้าง อาชีพพริตตี้นั้น ใครที่มีหน้าตาดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็จะมีโอกาสมากกว่า รวมไปถึงการมีคอนเนกชั่นที่ดีด้วย เพราะการทำงานพริตตี้ฟรีแลนซ์ ด้วยลักษณะของงานแล้ว ถ้าไม่มีคอนเนกชั่นที่ดีพอก็อยู่ยากครับ”

รายได้ที่ได้รับ : พริตตี้บางคนทำงานโดยรับอีเวนต์แต่ละครั้ง จะได้ค่าจ้าง 1,500 - 3,000 บาทต่องาน ถ้าขยันมากหน่อย รับงานเยอะ บางคนในแต่ละเดือนทำรายได้ถึงหลักแสนเลยก็มี!

ช่วงไหนบ้างที่มีงาน : งานพวกนี้จะไม่มีเวลาที่แน่นอนตายตัว ว่าจะเข้ามาเมื่อไหร่ ถ้าพริตตี้คนไหนมีสังกัดของตนเอง ก็อาจจะมีโอกาสได้งานมากกว่า บางทีต้นสังกัดอาจจะป้อนงานมาให้เลยทั้งเดือน งานนี้ไปกี่วันก็ว่าไป อย่างที่บอกไปแล้วว่า หากไม่มีคอนเนกชั่นที่ดีแล้วละก็ การทำงานแบบนี้ค่อนข้างจะอยู่ยาก

“โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า งานประจำนั้นมีความมั่นคงมากกว่า อีกอย่างเราสามารถใช้สลิปเงินเดือนเพื่อไปทำไฟแนนซ์รถยนต์หรือบ้านได้ ไม่เหมือนกับงานฟรีแลนซ์ ที่บางเดือนอาจจะต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ เพราะงานที่เข้ามาแต่ละช่วงนั้นไม่มีเวลาที่แน่นอนนั่นเอง”

ทำงานประจำ VS ฟรีแลนซ์ แบบไหนตอบโจทย์กว่า,ชีวิตและการงาน,Rabbit Today

3. ช่างภาพอิสระ 

นายเอ (นามสมมุติ) ตากล้องอิสระ หรือช่างภาพฟรีแลนซ์ ที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี อาชีพนี้จะมีข้อดี ข้อเสียอย่างไร ไปฟังกันเลย…”ข้อดีของอาชีพช่างภาพฟรีแลนซ์ก็คือ ในการทำงานแต่ละครั้งจะได้รู้จักกับคนในวงกว้าง รวมทั้งได้เป็นเจ้านายตัวเอง ซึ่งก็มีความท้าทายไม่ต่างจากการทำงานที่เป็นลูกน้องคนอื่น เพราะต้องเข็นและสั่งตัวเองให้ทำงานภายในเวลาที่กำหนดให้ทัน เพราะสมัยนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก แข่งกันแม้กระทั่งเวลาส่งงาน แต่ก็โชคดีที่เราสามารถ Manage เวลาของตัวเองได้ ในช่วงที่อารมณ์ดี ก็จะทำงานออกมาดี ส่วนข้อเสียก็คือ มีรายได้ที่ไม่แน่นอน บางครั้งถ้างานไม่มี ก็คือไม่มีเลยจริงๆ สวัสดิการต่างๆ ที่คนทำงานออฟฟิศได้เราก็ไม่ได้ อยากได้อะไรก็ต้องหาเอง แต่สิ่งสำคัญก็คือ ถ้าคิดจะทำอาชีพนี้จริงจัง ก็ต้องคอยอัปเดตผลงานอยู่เสมอ คอยเสนอหน้าไปถ่ายภาพตามงานใหญ่ๆ ให้คนเห็นหรือรู้จักเราก่อน แล้วเขาจะจ้างเราเอง”

รายได้ที่ได้รับ : จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการเป็นช่างภาพอิสระ ถ้าทำแบบไม่จริงจัง เรื่อยๆ แต่มีฝีมือ ก็จะได้ราวๆ 16,000 บาท ในกรณีที่ได้งาน 4 สัปดาห์ติดกัน แต่ถ้าได้งานเยอะๆ ทำแบบจริงจังไปเลย คนเก่งๆ มีฝีมือหน่อยภายในหนึ่งเดือนก็จะได้เงินราวๆ 30,000++บาท เลยทีเดียว

ช่วงไหนบ้างที่มีงาน : จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับคอนเนกชั่นของแต่ละคนด้วย อย่างที่บอกว่าถ้ามีงานอีเวนต์อะไรใหญ่ๆ เราจะต้องเสนอตัวเองเพื่อไปถ่ายรูปให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น เนื่องจากวันเวลาหรือช่วงที่มีงานเข้ามานั้นไม่แน่นอน

“โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าอาชีพช่างภาพอิสระยังคงไปต่อได้ แต่ต้องขยันสร้างผลงาน และขยันสร้างคอนเนกชั่นให้เหนียวแน่นเข้าไว้ ทำผลงานออกมาให้มีคุณภาพ ให้คนสนใจ ก็จะมีคนเข้ามาจ้างงานเราอยู่เรื่อยๆ แน่นอน”

จากการสัมภาษณ์ฟรีแลนซ์แต่ละอาชีพในครั้งนี้ ทำให้ได้ข้อคิดสั้นๆ ว่า “ไม่ว่าจะทำงานอะไรก็ตาม เราต้องมีความขยันและหมั่นเพียรอยู่เสมอ” ไม่ว่าจะงานฟรีแลนซ์หรืองานประจำ ทุกงานมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง หลายคนบอกว่าการทำงานฟรีแลนซ์เป็นอิสระ เป็นนายตัวเองก็จริง แต่ก็ไม่มีสวัสดิการต่างๆ ให้ เหมือนกับการทำงานประจำในบริษัท จึงเข้าตำราที่ว่า ‘ได้อย่าง ก็ต้องเสียอย่าง’ แล้วแต่คุณจะเลือกเอง



Advertising