ชีวิตและการงาน

กลัวคนอื่นว่า...อุปสรรคของความสุข

Published 7 มิ.ย. 2019

By คำ ผกา

กลัวคนอื่นว่า...อุปสรรคของความสุข

วันหนึ่งฉันไปโยคะด้วย  Grab car ซึ่งปกติจะไปด้วย Grab taxi ทีนี้พอลงจาก Grab car เข้าไปที่สตูดิโอโยคะ ก็มีคนถามกันใหญ่ด้วยใบหน้ายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กรุ้มกริ่ม เป็นทำนองว่า

“อุ๊ย ใครมาส่ง ฮั่นแน่” อันตัวฉันต้องรีบละล่ำละละลักบอกว่าเป็น  Grab car ค่า ไม่ใช่ ‘ผู้’ ไม่ใช่กำลังจะมีแฟน ไม่ใช่กำลังมีคนมาจีบ

และนั่นทำให้ฉันซึ่งปกติไม่ค่อยได้วิวาสะกับสังคมโลกอัน ‘ปกติ’ ตระหนักว่า ฉันในสายตาคนจำนวนมากคือ ผู้หญิงโสดอายุ 48 ที่ไม่มีแฟน ไม่มีรถ ไม่ขับรถ และหลายครั้งที่ถูกถามว่า โห กลับบ้านไปก็ต้องอยู่คนเดียวใช่ไหม 

นั่นแปลว่า ในสายตาคนจำนวนมากก็จะมองว่า ฉันต้องมีชีวิตที่เหงามากแน่ๆ และหากผู้หญิงสูงวัย โสด อาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เก่าตามลำพังคนเดียวแบบฉัน เกิดจะมีคนมาจีบ มีความรัก มีผู้ชายคอยขับรถรับส่ง มันต้องเป็นเรื่องดีแน่ๆ เลย มันต้องเป็นเรื่องที่ใครๆ ต้องมาทำตาวิบวับใส่ แล้วค่อยโล่งใจว่า เฮ้อ  หญิงใกล้ชราคนนี้ จะมีคนมาดูแลแล้ว

ส่วนฉันก็คงไม่มีแรงจะพยายามไปบอกใครว่า ชีวิตหญิงใกล้ชราและโสดอย่างฉันนั้น ไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจใดๆ เลย เรื่องความเหงา ไม่ต้องพูดถึง ทำงานเสร็จ กลับบ้านก็อยากจะนั่งเงียบๆ จิบชา จิบไวน์ เปิดน้ำอุ่นลงแช่ในอ่าง บรรจงอยู่กับการทาโลชั่น ประทินผิว เป่าผม จุดเทียนหอม อันล้วนแต่เป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์และอยากทำตามลำพังคนเดียว 

บางวันก็อยากรื้อบ้านจัดบ้าน จัดดอกไม้ ทำงานกระจุ๋มกระจิ๋มจรรโลงใจตัวเอง และแสนจะมีความสุขกับห้องหับที่ไม่มีข้าวของของคนอื่นมาสะเปะสะปะให้รกตา ไม่อยากจะถาม ไม่อยากจะคุย ไม่อยากจะมีใครมาแชร์พื้นที่ด้วยเลยสักนิดเดียว และเห็นความโสดของตนเองเป็นความหรูหราอันหาที่เปรียบไม่ได้มาโดยตลอด

และที่ไม่เคยเข้าใจคือ ทำไมคนจำนวนมากถึงคิดว่าการมีผู้ชายคอยรับ-ส่ง นั้นเป็นเรื่อง ‘น่ารัก’  เพราะสำหรับฉันการรับ-ส่ง  ดูจะเป็นสิ่งที่เกิดจากความจำเป็นมากกว่า เช่น มีรถคันเดียว หรือไปทางเดียวกันอยู่แล้ว หรือเป็นการแสดงน้ำจิตน้ำใจที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสามี หรือแฟน เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง ถ้าใครจะติดรถไปด้วยได้โดยไม่ลำบาก ก็เป็นสิ่งที่เพื่อนมนุษย์พึงทำให้กันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ

ตรงกันข้าม ถ้าเกิดฉันจะมีแฟน ฉันคงไม่อยากให้แฟนคอยตามรับ-ส่ง เว้นแต่จะเกิดจากความจำเป็น เพราะฉันเห็นว่า การที่ต่างคนต่างไปจัดการเวลา การงาน กิจกรรม อันไม่จำเป็นต้องทำร่วมกัน ย่อมทำให้การใช้ชีวิตมีประสิทธิภาพยิ่งกว่า และนั่นก็เป็นเรื่องที่ชีวิตคู่ของคนจำนวนมากเป็นกัน 

แต่การที่คนรู้สึกวิบวับถ้าจะพบว่าผู้หญิงโสดสักคนเริ่มมีคนคอยเอาใจ ขับรถให้ สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดที่โบราณมากๆ ที่คิดว่าสูงสุดของชีวิตผู้หญิงคือมีทาสเทวีคอยรับใช้ เอาใจ พะเน้าพะนอ ทะนุถนอม ที่เขียนแบบนี้ ไม่ได้แปลว่าผู้ชายไม่ควรแบ่งเบาภาระผู้หญิง หรือเดินด้วยกันก็ปล่อยให้ผู้หญิงหิ้วของพะรุงพะรังแล้วตัวเองเดินตัวปลิว

แต่ถ้าเราเชื่อในความเสมอภาค ในความสัมพันธ์ของคนคู่หนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องมองว่าผู้ชายคือผู้ปกป้อง คุ้มครอง ผู้หญิงคือเพศอันอ่อนแอ บอบบาง แต่คนคู่หนึ่งที่อยู่ร่วมกัน ก็ควรช่วยดูแลซึ่งกันและกัน แบ่งเบาภาระของกันและกันตามความจำเป็นและเหมาะสม บางคู่คนที่ขับรถอาจเป็นผู้หญิง แต่คนดูดฝุ่นคือผู้ชาย บางคู่คนซ่อมบ้านทำสวนอาจเป็นผู้หญิง ส่วนผู้ชายทำอาหาร เลี้ยงลูก บางคู่ผู้หญิงแบกของหนักๆ ได้มากกว่า ในขณะที่ผู้ชายรีดผ้าได้เนี้ยบกว่า

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ฉันกำลังจะบอกว่า ไม่น่าเชื่อที่มาถึงยุคสมัยนี้แล้ว ภาพเหมารวมว่าด้วยบทบาทหญิง-ชาย ยังไม่ได้ขยับไปไหนไกลสักเท่าไร และการเป็นหญิงโสดก็ยังดูน่าเวทนาสำหรับคนจำนวนไม่น้อย โดยที่หญิงโสดเหล่านั้นก็ไม่ค่อยรู้ตัวด้วยว่าตนเองดูน่าเวทนา เพราะมัวแต่ยุ่งเหยิงกับความสุขในฐานะสาวโสดของตนเอง
ยิ่งเห็นผู้หญิงและผู้ชายจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้าเดินออกมาจากชีวิตคู่ที่ ‘ไร้สุข’  ผู้หญิงโสดอย่างฉันก็ยิ่งอยากให้ทุกคนรู้ว่าการอยู่คนเดียวมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด มันไม่ได้เหงา มันไม่ได้เฉา มันไม่ได้แห้งแล้ง อย่าที่กลัวกันไปเอง 

แต่สิ่งที่ทำให้คนจำนวนมาก ไม่กล้าจะโสด ดูเหมือนจะเป็นการกลัวว่าตัวเองจะดู ‘น่าเวทนา’ จากสายตาคนอื่น มากกว่ากลัวการเป็นโสดด้วยตัวของมันเองด้วยซ้ำไป

อุปสรรคของการปลดปล่อยตัวเองที่สำคัญที่สุดคือการแคร์โลก แคร์สังคม แคร์ความคิดของคนอื่นมากกว่าจะแคร์ความสุขของตนเอง



Advertising