ชีวิตและการงาน

อย่าปล่อยให้อาหาร กลายเป็นศัตรู

Published 8 เม.ย. 2019

By คำ ผกา

Healthy-eating-smart-living-Rabbit-Today-banner

สูตรการกินอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักเท่าที่ฉันจำได้ มีมาตั้งแต่สูตรที่เรียบง่ายที่สุดนั่นคือ กินให้น้อยกว่าที่ใช้ 

เช่น ถ้าเราใช้พลังงานวันละ 1,500 กิโลแคลอรี ก็ให้กินสัก 1,000 กิโลแคลอรี อย่างต่อเนื่อง ต่อมาก็เป็นกระแสการกินแต่โปรตีน ไม่กินคาร์โบไฮเดรตเลย หรือกระแสการงดอาหารเย็น ไม่กินหลัง 6 โมงเย็น ต่อมาเป็นกระแสการกินคลีน ที่ไม่แน่ชัดว่าคืออะไร แต่เท่าที่เห็นคือ การกินอาหารที่ปรุงน้อยๆ เน้นกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ธัญพืช ข้าวกล้อง กับเนื้อสัตว์อย่างปลา ไก่ ที่ไม่มีไขมัน และกินไขมันดีจากพืช 

จนล่าสุดที่ฮิตกันมากคือกระแสกินไขมันได้ไม่อั้น แต่ต้องไม่กินน้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตเลย  อีกแบบที่เห็นฮิตกันมากในช่วงนี้คือการอดอาหาร 12-18 ชั่วโมง บ้างอะไรบ้าง 

ถ้าถามว่าฉันซื้อสูตรลดหรือควบคุมน้ำหนักแบบไหน ฉันคิดว่า แบบที่กินให้น้อยกว่าที่ใช้ เป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะวิธีที่ต้องงดกินบางอย่างไปเลยโดยสิ้นเชิง มันเป็นวิธีที่ไม่ยั่งยืน เช่น เราต้องถามตัวเราเองว่า นับแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่เราจะตายไปจากโลกใบนี้ เราโอเคไหมที่จะไม่ได้กินข้าวเหนียวนุ่มๆ ขาวๆ จะไม่ได้กินข้าวหอมมะลิร้อนๆ หอมกรุ่น ราดด้วยน้ำพริกกะปิแซ่บๆ ปลาทูทอดกรอบ จะไม่ได้กินบะหมี่ไข่เด้งดึ๋ง จะไม่ได้กินราดหน้าหมูหมักหอมกลิ่นกระทะไหม้ ต่อให้เราสามารถผอมได้โดยสามารถกินเบคอน กินหมูสามชั้น กินเนื้อได้ทุกๆ วัน

เพราะต่อให้ชอบเบคอนมากแค่ไหน แต่ไม่มีใครกินเบคอนไปจนตายโดยไม่ได้กิน ขนม นมเนย ข้าวขาว เส้นพาสต้า ขนมจีน เส้นหมี่ ปลากริมไข่เต่า ฯลฯ

กฎข้อแรก - ของการกินอาหารให้ดีต่อกาย ดีต่อใจ และควบคุมน้ำหนักได้ด้วย ควรเริ่มจากการบอกตัวเองว่า เราสามารถกินอะไรก็ได้ในโลกนี้ ทุกอย่าง ทุกประเภท โดยมีข้อแม้เดียวเท่านั้นคือ ในแต่ละวัน เราจะเฉลี่ยกินให้สมดุล เช่น หากมื้อเช้ากินข้าวมันไก่ มื้อเที่ยงอาจหลบไปกินเกาเหลา และมื้อเย็นกินส้มตำไก่ย่าง ผักสด วันไหนมื้อเช้าได้กินแค่ผลไม้ มื้อเที่ยงอาจกินข้าวขาหมู มื้อเย็น กินข้าวต้มปลา หรือกุ้ง เป็นต้น เพียงเท่านี้ ก็กิน 3 มื้อโดยไม่อดอยาก ไม่เครียด ไม่ต้องละสิ่งนั้นไม่กินสิ่งนี้

กฎข้อที่ 2 - ทำอาหารกินเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และในทุกมื้อที่ทำเอง งดใส่น้ำตาลลงในอาหารที่ทำ เมื่อทำอาหารกินเอง จะรู้ว่าในทุกเมนูของชีวิตประจำวัน เราไม่ต้องการน้ำตาลในการปรุงเลย ไม่ว่าจะเป็นผัดผัก ผัดกะเพรา ต้มยำ ยำต่างๆ ลาบ น้ำพริกเกือบทุกชนิดสามารถละเว้นน้ำตาลได้โดยสิ้นเชิง แม้กระทั่งผัดมาม่า สุกี้ หมูปิ้ง - แค่งดน้ำตาลในอาหารคาวโดยสิ้นเชิง ก็ช่วยเรื่องสุขภาพและน้ำหนักได้มาก 

จากนั้นหากไปกินอาหารนอกบ้าน ลิ้นเราจะรับรสหวานได้ชัดเจน และจะรู้ว่า อาหารที่ขายๆ กัน ใส่น้ำตาลลงไปมากจนแทบจะไม่ต่างจากขนม

กฎข้อที่ 3 - ควรงดการกินเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมโดยเด็ดขาด ตั้งแต่น้ำอัดลม น้ำผลไม้  เพราไม่มีประโยชน์อะไรกับร่างกายเลย  คนที่ติดชา กาแฟ ลองเปลี่ยนเป็นกาแฟดำ หรือกาแฟใส่นม แต่ไม่ใส่น้ำตาลเลย

กฎข้อที่ 4 - ขนมหวานกินได้พอประมาณ และเลือกขนมที่มีวัตถุดิบที่เป็นธรรมชาติ เช่น กล้วยบวดชี ฟักทองแกงบวด มันต้มขิง ถั่วเขียวต้มน้ำตาล ข้าวเหนียวกะทิ ถั่วแดง ข้าวฟ่างเปียก ฯลฯ เว้นขนมที่มีเนยเทียม สารสังเคราะห์ เช่น เครปเค้ก โรลครีม ที่ใช้ครีมเทียม ช็อคโกแลตปลอมจากน้ำมันปาล์ม

นี่คือกฎ 4 ข้อที่ฉันใช้กับตัวเองมาตลอด และควบคุมน้ำหนักได้โดยไม่เคยอดอาหาร ฉันอาจจะกินก๋วยเตี๋ยว 3 ชาม ในมื้อเที่ยง โรยกากหมูอย่างหนำใจ  เมื่ออิ่ม อร่อย ก็ทำให้ไม่อยากกินของหวาน ไม่อยากกินขนมระหว่างมื้อ ถึงมื้อเย็นก็กินกับข้าวที่มีผัก มีปลา กินให้อิ่มหนำสำราญ อย่าไปกลัวที่จะกินข้าวขาวๆ คลุกน้ำมันหมู กากหมูเจียวใหม่ แต่อย่าลืมกินแนมผักสดชามโต กินพริกสด กระเทียมสด หอมแดงซอย ให้เข้าชุด เพราะเราบาลานซ์ของมันๆ ด้วยความสดชื่นของผักและหอม กระเทียมก็ช่วยตัดเลี่ยนได้ดี 

หรือการกินเนื้อย่างเกาหลี หมูสามชั้นย่างที่หลายคนอาจเบ้ปากว่า อ้วน! แต่เอาเข้าจริง ถ้าเรากินหมูสามชั้นกับผักแนม กิมจิ ผักดอง ผักต้ม อันแวดล้อมมาในสำรับ กินข้าว กินซุป - ทั้งหมดนี้ก็กลายเป็นอาหารที่มีสมดุล มีประโยชน์กับร่างกายอย่างครบถ้วน จะให้ดีอีกนิดควรกินเป็นมื้อเที่ยวหรือมื้อบ่าย กินยาวไปจนสามารถงดมื้อเย็น

ดังนั้น คีย์เวิร์ดของการกินที่ดี น่าจะเป็นการฟังเสียงของร่างกายให้แม่นๆ แล้วกินเท่าที่ร่างกายต้องการ หิวก็กิน อิ่มก็หยุด อย่ากินแต่อะไรซ้ำๆ มองหาผักพื้นบ้านมาทำอาหาร ไม่อย่างนั้นชีวิตจะเหลือแค่ กะหล่ำ แครอท ผักกาด หรืออย่าไปคลีนจนชีวิตเหลือแต่ อกไก่ บล็อคโคลี่ อะโวคาโด มะเขือเทศ

อย่าให้การกินต้องกลายเป็นทุกขกิริยา กินอย่างมีความสุข ออกกำลังกายให้ได้วันละ 15 -20 นาที และที่สำคัญ ต้องมีความรักในอาหาร เห็นคุณค่าและความงามของอาหาร จะทำให้กินอาหารอย่างละเมียด

เป็นมิตรกับอาหาร แล้วอาหารจะเป็นมิตรกับเรา จากนั้น สุขภาพที่ดีจะตามมา



Advertising