ชีวิตและการงาน

ถึงเช้าวันทำงานทีไร ทำไมร่างกายจิตใจห่อเหี่ยว ไม่พร้อมทำงาน?

Published 22 ก.พ. 2019

By Rabbit Today

Hello-Monday-smart-living-Rabbit-Today-banner

หากเช้าวันจันทร์หรือวันทำงานวันอื่นๆ ของคุณต้องตกใจตื่นด้วยเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังลั่นห้อง ตามด้วยการรีบลุกพรวดพราดจากที่นอน เพื่ออาบน้ำแต่งตัวไปทำงานอย่างเร่งรีบให้ทันเวลา ถ้าเป็นเช่นนี้ทุกวันก็คงทำให้หนุ่มสาววัยทำงานอย่างคุณรู้สึกเหนื่อยตั้งแต่เริ่มตื่นลืมตาขึ้นมาแล้วล่ะ

เอาใหม่! ลองเปลี่ยนชีวิตในเช้าวันทำงานของคุณให้สบายขึ้น เพื่อสร้างความพร้อมก่อนจะไปเผชิญชีวิตนอกบ้าน หรือการทำงานในออฟฟิศที่อาจจะยุ่งเป็นพิเศษ… ไปดูกันซิว่าต้องทำยังไงบ้าง

ถึงเช้าวันทำงานทีไร ทำไมร่างกายจิตใจห่อเหี่ยว ไม่พร้อมทำงาน?,ชีวิตและการงาน,Rabbit Today

1. สร้างเวลายามเช้าให้กับตัวเอง

ถ้าคุณปลุกตัวเองให้ตื่นด้วยเวลาที่กระชั้นชิด เช่น ต้องออกจากบ้านตอน 7 โมงเช้า แต่กลับตั้งนาฬิกาปลุกไว้ที่ 6.30 น. เพราะเชื่อว่าตัวเองสามารถอาบน้ำ แต่งตัว และออกจากบ้านได้ทันเวลา ฉะนั้นจึงขอใช้เวลาก่อนหน้านั้นนอนให้ได้มากที่สุดไว้ก่อน

ลองเปลี่ยนมาเป็น ตื่นให้เช้าขึ้นอีกนิดเพื่อชีวิตที่ดีกว่า คุณเคยได้ยินประโยคที่ว่า “The Early Bird Catches The Worm” หรือ “ผู้ที่เริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ” บ้างไหม? เพราะยามเช้าจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสงบ มีบรรยากาศที่สดชื่น จึงช่วยทำให้สมองเราปลอดโปร่ง สามารถคิดแผนการต่างๆ ที่อยากจะทำในแต่ละวันได้ดี

ที่สำคัญการเผื่อเวลาตื่นให้เช้าขึ้นนี้ จะทำให้ชีวิตของคุณไม่ต้องเร่งรีบมากนัก คุณจะมีเวลาทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ออกกำลังกาย กินอาหารเช้า อาบน้ำแต่งตัว เดินทาง ฯลฯ ในเช้าวันจันทร์ได้อย่างสบายๆ นอกจากนี้คุณยังมีเวลาพิเศษทำกิจกรรมที่ตัวเองชื่นชอบ เช่น ฟังเพลง ส่งเมล ดูข่าวออนไลน์ ฯลฯ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้สุขภาพจิตของคุณดีขึ้นได้อีกด้วย

ถึงเช้าวันทำงานทีไร ทำไมร่างกายจิตใจห่อเหี่ยว ไม่พร้อมทำงาน?,ชีวิตและการงาน,Rabbit Today

2. ปลุกความสดชื่นให้กับตัวเอง

“อืมๆๆๆ ขอเวลาอีก 5 นาทีนะ จะลุกแล้ว” เราเชื่อว่าประโยคนี้มักเกิดขึ้นกับใครหลายๆ คนที่เป็นคนทำงานออฟฟิศ ในเช้าวันจันทร์ การงัดตัวเองออกมาจากที่นอนสำหรับหลายคนถือเป็นเรื่องยากมาก แค่ขอเวลาอีกสักหน่อยเพื่อที่จะนอนกระวนกระวายต่อไปก็พอใจแล้ว ความคิดแบบนี้แหละที่จะทำให้คุณตื่นสาย

ลองเปลี่ยนเอาเวลา 5 นาทีที่คุณขอนอนต่ออีกนิด มายืดเส้นยืดสายง่ายๆ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายพร้อมที่จะทำงานตามหน้าที่ของมันจะดีกว่า การยืดเส้นยืดสายทำได้ง่ายๆ ด้วยการแกว่งแขน

  • ยืนตัวตรง แยกเท้าทั้งสองข้างให้ขนานกับหัวไหล่
  • ปล่อยมือสองข้างไว้ข้างลำตัว ให้นิ้วมือชิดกันและหันฝ่ามือไปข้างหลัง
  • แขม่วท้อง ยืนยึดพื้นให้แน่น จิกปลายนิ้วเท้ากับพื้นให้รู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่โคนเท้าและท้องตึง
  • อย่าเกร็งร่างกาย ใบหน้าตั้งตรง มองไปข้างหน้า
  • แกว่งแขนไปด้านหน้า ให้ทำมุมกับร่างกายประมาณ 30 องศา แล้วแกว่งต่อไปทางด้านหลัง ให้ทำมุมกับร่างกายประมาณ 60 องศา แค่นี้ก็รู้สึกกระปี้กระเปร่าแล้ว

ถึงเช้าวันทำงานทีไร ทำไมร่างกายจิตใจห่อเหี่ยว ไม่พร้อมทำงาน?,ชีวิตและการงาน,Rabbit Today

3. ควบคุมการขับถ่ายให้เป็นเวลา

การขับถ่ายอุจจาระเป็นการกำจัดสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการออกไป เมื่อเราต้องกินอาหารทุกวัน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีกากอาหารเหลือจากระบบการย่อยอาหารและการดูดซึมสารอาหารของร่างกาย ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการ และจำเป็นต้องกำจัดออกไปทุกวันเช่นกัน แล้วเวลาของการขับถ่ายควรเป็นช่วงไหนดีล่ะ

เวลาทำงานของลำไส้ใหญ่จะอยู่ในช่วง ตี 5-7 โมงเช้า ซึ่งถ้าถึงเวลาแล้วคุณยังไม่ทำธุระให้เรียบ ร้อย ปล่อยเวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วง 9 โมงเช้า ที่เป็นช่วงเวลาในการทำงานของกระเพาะอาหาร แล้วบังเอิญคุณเองเป็นคนไม่ชอบกินอาหารเช้าอีก ร่างกายก็จะนำกากอาหารเก่า (อุจจาระ) ที่ยังอยู่ในร่างกายกลับมาดูซึมใหม่อีกครั้ง (โอ้! มายก๊อด) โดยกากอาหารเก่าเหล่านี้จะมีแก๊สพิษที่เกิดจากการบูดเน่าโดยอุณหภูมิของร่างกายอยู่ เมื่อแก๊สพิษเหล่านี้ถูกดูดซึมเข้าไปในกระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ คุณจะรู้สึกอ่อนล้า ไม่สดชื่น แล้วมันยังทำให้คุณมีกลิ่นตัวและกลิ่นปากโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย หรือในหนึ่งสัปดาห์คุณถ่ายอุจจาระไม่ถึง 3 ครั้ง ก็อาจมีอาการท้องอืด ท้องผูก และเสี่ยงต่อการเกิดโรคในระบบการขับถ่ายได้

ถึงเช้าวันทำงานทีไร ทำไมร่างกายจิตใจห่อเหี่ยว ไม่พร้อมทำงาน?,ชีวิตและการงาน,Rabbit Today

4. ทำให้อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด

ด้วยความเร่งรีบที่มีในชีวิต โดยเฉพาะในยามเช้า ทำให้หลายๆ คนต้องพลาดอาหารเช้า ซึ่งเป็นหนึ่งในอาหารมื้อที่สำคัญที่สุดไป ลองมาคำนวณระยะห่างของเวลาที่คุณกินมื้อเย็น กับกว่าที่จะได้กินมื้อเช้าดูนะ สมมติว่าคุณกินอาหารเย็นตอน 6 โมงเย็นเป็นมื้อสุดท้ายของวัน แล้วคุณกินอาหารมื้อแรกของวันตอน 7 โมงเช้า แสดงว่าร่างกายคุณไม่ได้รับอาหารถึง 12 ชั่วโมง ซึ่งจะส่งผลให้น้ำตาลในเลือดต่ำ แล้วถ้าคุณรวบมื้อเช้าไปไว้กับมื้อกลางวัน (12.00 น.) ก็บวกเข้าไปอีก 5 ชั่วโมง รวมเป็น 17 ชั่วโมงเชียวนะ แล้วคุณจะมีเรี่ยวแรงอยู่ได้ยังไง

ช่วงเวลาของอาหารเช้าคือ 7-9 โมงเช้า ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของวัน ที่จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน ที่สำคัญยังช่วยบำรุงสมองได้อีกด้วย

นี่เป็นทิปส์ดีๆ ในการเตรียมพร้อมรับมือกับวันจันทร์ที่เรานำมาฝาก ก็หวังว่าจะช่วยให้วันจันทร์ครั้งต่อไปของทุกคน เป็นวันทำงานที่สดชื่นและมีพลังมากขึ้นนะ…สู้ๆ



Advertising