ชีวิตและการงาน

ใช้แรงกายให้เยอะ

Published 8 ต.ค. 2018

By คำ ผกา

housework-smart-living-Rabbit-Today-banner

นอกจากกินอิ่ม นอนหลับแล้ว เรื่องง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งที่ฉันคิดว่า มันช่วยให้ชีวิตมีความรื่นรมย์ สบายตัวเนื้อสบายตัว นั่นคือ การได้ใช้แรงกายบ้าง

การใช้แรงกายในที่นี้ไม่จำเป็นต้องไปยิม ไปฟิตเนส จ้างเทรนเนอร์ส่วนตัวแพงๆ ไปสตูดิโอโยคะ ที่เมื่อคำนวณแล้วทั้งค่าเดินทาง ค่าเรียน อาจจะเป็นค่าใช้จ่ายเดือนละหลายพันบาท สำหรับฉันการใช้แรงกายถือว่า เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง

เราใช้แรงกายกับอะไรได้บ้าง แทนที่กลับถึงห้องแล้วจะทิ้งตัวนอนลงบนโซฟา หยิบโทรศัพท์ หรือแท็บเล็ต ขึ้นมาไถหน้าจอ ดูเฟซบุ๊ก ดูไอจี ดูเครื่องสำอางพรีออเดอร์ ดูเว็บฯ ช้อปปิ้งเสื้อผ้า หรือรอข้อความจากใครสักคน 

...แทนที่จะทำอย่างนั้น ลุกขึ้นมาดูดฝุ่น ถูบ้าน จัดชั้นหนังสือ จัดตู้เสื้อผ้า ขัดถูผนัง เครื่องเรือน จัดโต๊ะเครื่องแป้ง เรียงสิ่งของต่างๆ ในห้องครัว – ไม่ได้แปลว่า จะต้องทำภายในวันเดียว แต่สิ่งเหล่านี้สามารถสลับสับเปลี่ยนทำรายวันได้ เช่น วันนี้ทำความสะอาดพื้น อีกวันจัดของในครัว อีกวันจัดตู้เสื้อผ้า

การใช้แรงกายแค่นี้ อาจจะไม่ได้เผาผลาญแคลอรี่ให้เราผอม หุ่นดี แต่ทำให้เรากระฉับกระเฉง มีชีวิตชีวา และขอย้ำเป็นรอบที่ล้านว่า การอยู่ในห้องที่ปลอดโปร่ง ข้าวของมีระเบียบ หาอะไรก็เจอ จะลุกขึ้นมาทำข้าวผัดสักจาน ไม่ใช่ต้องคุ้ยครัวว่า มีข้าวสารไหม มีน้ำปลาไหม มีไข่ไหม มีน้ำมันไหม กระทะอยู่ไหน ตะหลิวอยู่ไหน ท้ายที่สุดหาอะไรไม่เจอก็เลิกล้มความตั้งใจ โทร. สั่งพิซซ่า หรือฟาสต์ฟู้ดประดามี ร้ายกว่านั้นอาจคว้าถุงขนมกรุบกรอบต่างๆ มากินแทน

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อเราดิ่งด่ำลงไปอยู่บนหน้าจอเล็กๆ ในอุ้งมือ ตัวก็ขดงอ จมอยู่ในโซฟา ร่างกายดูดซับเอาโซเดียม น้ำตาล น้ำมันของขนมถุง หรืออาหารฟาสต์ฟู้ด มันก็ง่ายจริงที่เราจะถูกดึงดิ่งลงไปในความหม่นหมอง ยิ่งถ้าถูกทับถมจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต เช่น ปัญหาความรัก ปัญหาครอบครัว เพื่อน ที่ทำงาน ก็จะยิ่งซ้ำเติมให้สถานการณ์มันเลวร้ายลงไปได้อีก

บางครั้งเรามองข้ามสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แต่สร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ร่างกายและจิตใจอย่างมหาศาล เช่น การนอนที่เคยพูดไปแล้วว่า การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ เปลี่ยนโลกเปลี่ยนชีวิตจริง เรานอนดีเพิ่มขึ้นจากเดิมสักชั่วโมง แต่ความสดชื่นที่ได้มาอาจจะมากถึง 2 เท่า 3 เท่าจากที่เราเคยมี

การลุกขึ้นเดินไปเดินมาในบ้าน เหวี่ยงแขนขึ้นลงบ้าง บิดตัวซ้ายขวาบ้าง เปิดเพลงเต้นบ้าๆ บอๆ บ้าง ลุกขึ้นกระโดดไปมาเหมือนเด็กๆ บ้าง เหล่านี้ ช่วยเตะสลัดความเครียดบางอย่างออกไปจากชีวิตจริงๆ

ยิ่งสำหรับคนที่อยู่คอนโดฯ อันมีพื้นที่จำกัด มีแสดงธรรมชาติอย่างจำกัด มีอากาศธรรมชาติ มีลม มีแดด อย่างจำกัด-ฉันอาจจะผิด แต่จากประสบการณ์ตัวเอง มันสร้างความหดหู่อย่างอธิบายไม่ถูกแก่ชีวิต เหมือนมีคนมาระบายสีเทาใส่อารมณ์ ความรู้สึก

ทางออกคือ หาเวลาออกไปเดิน ไปวิ่ง ไปปั่นจักยาน ไปกระโดดเชือกในที่โล่งแจ้งบ้าง พยายามหาว่า ละแวกบ้านมีสวนสาธารณะ หรือพื้นที่สาธารณะที่เป็นลานกลางแจ้งให้ออกไปสูดอากาศ หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งบ้างหรือเปล่า อย่าคิดว่า ไม่มีเวลา แค่ลดเวลาที่ใช้กับโซเชียลมีเดีย หรือการอยู่หน้าจอโทรศัพท์ลงวันละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น เราอาจพบว่า เรามีเวลาที่จะไปเดินชมนกชมไม้ หรือเอาแค่เดินไปกลับจากก้นซอยถึงปากซอยก็ยังดี

ทำไมมันถึงสำคัญ เพราะการออกมานอกห้องที่อุดอู้ ต่อให้เราเจอรถราขวักไขว่ แต่อย่างน้อยมันพาเราไปหาใบหน้าของมนุษย์ เสียงคนที่พูดจาค้าขายกัน ได้กลิ่นต่างๆ จากสรรพสิ่ง กิจกรรมรอบๆ ตัว และอาจเจออะไรโดยบังเอิญ และทำให้รู้สึกโชคดีมากๆ เช่น การเดินตลาดนัดใกล้ๆ บ้านของฉันครั้งหนึ่ง อยู่ๆ ก็เจอพรมมือสองในขนาด สี และแบบ ที่มองหาอยู่พอดี ในราคาถูกแสนถูก

วันนั้นแบกพรมกลับบ้าน พร้อมกับความรู้สึกสดชื่นที่ได้ไปใช้  ‘แรงกาย’ ได้สูดอากาศที่ไม่ค่อยบริสุทธ์ แต่ก็ดีกว่านั่งอุดอู้ ทึบ หม่นๆ หมองๆ ในห้อง

ฉันอาจจะผิดก็ได้ แต่ฉันค่อนข้างเชื่อว่า ความซึมเศร้าของคนในเมืองมาจากความเหงาอันเกิดจากการกักขังตัวเองไว้ในห้องเล็กๆ ที่เรียกว่าพื้นที่ส่วนตัว กับไลฟ์สไตล์ที่ทำให้ได้ใช้ ‘แรงกาย’ น้อยเกินไป ภาวะจุมปุ๊ก นั้นไม่ Healthy เลย 

เพราะฉะนั้นลุกขึ้นมาเต้น มาล้างส้วม มาทำอาหาร ทำขนม ล้างจาน ซักผ้า จัดข้าวของกันบ่อยๆ ให้เหงื่อออกเยอะ ตัวชุ่มๆ ผิวชื้นๆ กันดีกว่า



Advertising