ชีวิตและการงาน

สยบอาการ ‘หัวร้อน’ ที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนน ให้สงบได้ด้วย 5 วิธีนี้

Published 24 ต.ค. 2019

By ธีรภัทร์ เตชะเอื้อย

สยบอาการ ‘หัวร้อน’ ที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนน

“หัวร้อน…โว้ยย” วลีเด็ดติดแฮชแท็กที่หลายคนล้วนเคยประสบพบเจอมาแล้วทั้งนั้น ซึ่งต้องบอกว่าอาการหัวร้อนนั้นต่างก็มีที่มาที่ไปขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละบุคคล และต้องบอกว่าอาการหัวร้อนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกว่าเวลาจริงๆ หากเมื่อไรที่อาการหัวร้อนเริ่มจุดประกายสว่างแสงแล้วดึงสติกลับมาไม่ทัน หรือไม่มีวิธีรับมือ เชื่อเหลือเกินว่าไม่จำเป็นต้องถามหาความซวยเลยละ แน่นอนว่าฉิบ…ทั้งคนทั้งทรัพย์สินแน่นอน

ใครได้ดูข่าวเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา…การแสดงพฤติกรรมหัวร้อนที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ของ ‘หนุ่มแว่น’ ที่สาดวลีเจ็บใส่หนุ่มกระบะคนหนึ่งบนท้องถนน คงไม่ต้องบอกนะว่าหนุ่มแว่นรายนี้จะได้รับผลเสียจากความหัวร้อนของตัวเองมากแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ใช้รถใช้ถนนมักพบกับปัญหาที่ชวนให้หัวร้อนอยู่บ่อยครั้ง หากรู้จักวิธีการสยบอาการหัวร้อนเหล่านี้แล้วละก็ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบไหนหัวก็จะไม่มีทางร้อนแน่นอน

เบี่ยงเบนความสนใจ…อย่าได้แคร์

เป็นเรื่องธรรมดามากๆ ที่การขับรถบนท้องถนนอาจมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง ไม่ว่าจะถูกบีบแตรใส่ ถูกปาดหน้า ฯลฯ แต่ถ้ามัวแต่แคร์กับปัญหาเล็กน้อยเหล่านี้ก็คงไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี ลองเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองดีมั้ย แทนที่จะไปจดจ่อทวงคืนความยุติธรรมเหมือนในหนัง แต่เฮ้… นี่ชีวิตจริงนะพวก!

เบี่ยงเบนความสนใจในที่นี้หมายถึงให้ลองเปลี่ยนเรื่องคิดก่อนที่จะหัวร้อนและไม่ทันการ เช่น หากกำลังขับรถกลับบ้านก็ลองคิดซิว่าวันนี้คุณภรรยาจะทำอะไรให้กิน แต่เอ…ยัยนั่นไม่ทำอาหารนิ! (กลัวผมเหม็น) สงสัยน่าจะซื้อโน้นซื้อนี้มาให้กินแน่เลยยย เพียงแป๊บเดียวหัวก็เย็นลงแล้ว (ไปหัวร้อนที่บ้านแทน..ฮ่าๆ ล้อเลงงง)

ตั้งสติให้ไว อย่าใส่ใจเรื่องเล็กน้อย

ลองคิดดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อปล่อยให้หัวร้อนแล้วควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ หากเปิดประตูรถลงไปเอาเรื่องคู่กรณีเมื่อไรแล้วล่ะก็ “ขอแสดงความยินดีด้วยน๊า…คุณคือผู้โชคดี จะได้ดังใหญ่ระดับประเทศแล้ว” นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว จะทำอะไร จะไปไหนก็ไม่อาจหลุดพ้นสายตาอัจฉริยะอย่างกล้องโทรศัพท์เอย กล้องหน้ารถเอย กล้องวงจรปิดเอย โอ้ยย…สารพัดสารเพ พร้อมที่จะโปรโมทให้คนหัวร้อนหรือคนทำผิดกลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน

หายใจลึกๆ ดึกสติกกลับมาก่อน เมื่อร่างกายได้รับออกซิเจนเพิ่มขึ้นจากการหายใจเข้า-ออกลึกๆ ร่างกายจะผ่อนคลายขึ้น ใจเย็นลง หัวโล่งเบาสบายคล้ายจะเป็นลมลอยเบาๆ ไปในอากาศ เอ้า! ไม่เชื่อลองเอาไปปฏิบัติดูนะ แล้วอย่าลืมท่องไว้ สติจ้าสติ ฉันไม่อยากเป็นคนดัง (ด้วยวิธีนี้)

ยิ้มรับกระชับมิตร

จากผลวิจัยหลายต่อหลายสถาบันเห็นตรงกันว่า ‘การยิ้ม’ เนี่ยแหละจะทำให้คนเรามีความสุขขึ้นมาก อีกทั้งยังช่วยให้ไม่แก่ไวอีกด้วยนะ เพราะอารมณ์ของมนุษย์บางทีก็ถูกนำพาด้วยกายปฏิบัติเช่นกัน ไม่เชื่อลองกัดนิ้วตัวเองดูสิ จากอารมณ์ดีๆ อาจชักสีหน้าแสดงความทุกข์ออกมาเพราะเจ็บปวดอย่างรวดเร็ว

เพราะฉะนั้นจงยิ้มเข้าไว้ ตื่นเช้ามายืนยิ้มให้ตัวเองหน้ากระจกสักหนึ่งที รับรองวันนั้นจะเป็นวันที่มีความสุขทั้งวัน เพราะเริ่มต้นตื่นนอนเราก็ยิ้มแล้วนิ อย่าลืมนะ! เมื่อไหร่ที่หัวกำลังจะร้อนในขณะขับรถลองดึกสติกลับมาก่อน (กลับไปข้อ 2) นึกได้เมื่อไรให้ยิ้มทันที ยิ้มแรกนั้นให้ตัวเองก่อน ส่วนยิ้มถัดไปก็ส่งมอบไปให้ว่าที่คู่กรณี (ต้องยิ้มจริงใจนะ) เชื่อไหมว่าจากว่าที่คู่กรณีจะเปลี่ยนเป็นมิตรในพริบตา ไม่เชื่อลองยิ้มดูสิ ตอนนี้เลย! (เห็นไหม! มีความสุขใช่มั้ยละ)

หยุดก่อน อย่าใจร้อน เดี๋ยวไม่เข้าที

ในเมื่อเกิดอาการหัวร้อนแบบขีดสุดถึงขั้นไม่ไหวแล้วควรจะหยุดก่อน หยุดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงให้หยุดหัวร้อนนะ แต่หยุดแล้วพักก่อนขับไปต่อ ลองนึกเล่นๆ ดูซิว่าอะไรจะเกิดหากตะบี้ตะบันขับต่อไปในโหมดโมโหแบบขีดสุด อุบัติเหตุไง…จะอะไรละ เกิดขึ้นกับตัวเองไม่พอยังอาจสร้างความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนร่วมทางอีกด้วย

ทางที่ดีควรหยุดสักแป๊บ ล้างหน้าล้างตาหาเครื่องดื่มเย็นๆ ซดให้สดชื่นสัก 2-3 อึกเดี๋ยวเดียวก็หายแล้ว แต่อย่าไปซดเบียร์ละ อันนี้อาจยิ่งหัวร้อนเข้าไปอีกแถมติดคุกด้วย (ขำๆ จะได้ไม่หัวร้อนไง) นี่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะหยุดหัวร้อนแบบหักดิบไปเลย เป็นการชนะใจตัวเองอีกแบบหนึ่งด้วยนะ

คิดมุมกลับ ปรับทัศนคิตให้ตัวเอง

การกระทำต่างๆ ไม่ว่าจะขับปาดหน้า ขับเบียด ขับแทรกคัน ฯลฯ จากเพื่อนร่วมทางอาจไม่ได้เกิดขึ้นให้เห็นทุกวัน นั่นจึงหมายความว่านานๆ ทีกว่าอาการหัวร้อนจะมาเยือน แทนที่จะลดกระจกลงด่าคู่กรณีโน่น นี่ นั่น ให้หมดแรงแถมเจ็บคออีกต่างหาก ทำไมไม่บอกกับตัวเองละว่าเขาอาจจะรีบร้อนจริงๆ ก็ได้ ต้องพาเมียไปคลอด ส่งแม่ยายหาหมอฟัน ส่งรถไม่ทัน บลาๆๆ พูดกับตัวเองไม่ต้องแหกปาก ไม่เจ็บคอ และยังสบายใจไม่ต้องเปิดกระจกรับฝุ่น PM 2.5 อีกด้วย แค่เปลี่ยนวิธีคิดหรือที่เรียกว่าคิดบวกนั่นแหละ

จะว่าไปแล้วอาการ ‘หัวร้อน’ ก็คืออารมณ์ที่ปรุงแต่งมันขึ้นมาด้วยตัวเราเอง มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่จะเอาชนะและควบคุมมันได้ ต่อไปนี้หากเกิดอาการหัวร้อนอีกก็ลองจัดการกับวิธีเหล่านี้ดู ถ้าไม่ได้ผลอีกสงสัยจะต้องบอกพี่ ป้า น้า อา ไว้ล่วงหน้าได้เลยว่าจะบวช (เผื่อจะช่วยได้) 



Advertising