ชีวิตและการงาน

อยู่อย่างนางพญา

Published 14 ม.ค. 2019

By คำ ผกา

live-alone-smart-living-Rabbit-Today-banner

พี่ที่รู้จักกันคนหนึ่งเคยบอกฉันเมื่อสมัยอายุกำลังย่างเข้าเลข 3 แบบปริ่มๆ และกำลังเวิ่นเว้อ วุ่นวายเรื่องความรัก ว่า “คนเราต้องมีอาณาจักรเป็นของตัวเอง”

อาณาจักรในที่นี้หมายถึง มีห้องหับ บ้านช่องของตนเอง จะมีแฟน ไม่มีแฟน จะรักใคร ไม่รักใคร อย่าได้ยอมละทิ้งอาณาจักรตัวเอง 

และนี่เป็นคำแนะนำที่ฉันใช้เป็นคาถาในชีวิตมาโดยตลอด อาณาจักรของเราต่อให้เป็นห้องเช่า ซอมซ่อ ไม่หรูหรา แต่มันก็คือพื้นที่ของเรา อันเรามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เหนือพื้นที่นั้น เป็นพื้นที่ที่เรามีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองโดยสมบูรณ์ เว้นแต่เราจะไม่จ่ายค่าเช่าแล้วโดนเขาไล่ออก

บ้าน หรือห้อง ที่เราเป็นเจ้าของ (จะเช่าหรือซื้อก็ได้) จะให้สัมผัสแห่งความมีอิสระในตนเอง และอย่างไม่น่าเชื่อที่เราจะรู้สึก Independent รู้สึกว่าเราไม่ต้องขึ้นอยู่กับอำนาจของพ่อแม่ 

ในกรณีที่เราอาศัยบ้านพ่อแม่อยู่ เราไม่ต้องเอาชีวิตไปขึ้นอยู่กับแฟน ในกรณีที่เราย้ายไปอยู่บ้านแฟน หรือคอนโดฯ แฟน และต่อให้เราย้ายไปอยู่บ้าน หรือคอนโดฯ แฟน แต่การที่เรายังเก็บบ้าน เก็บห้อง เก็บคอนโดฯ เราไว้ และกลับไปอยู่บ้านของตัวเองทุกครั้งทุกคราวไป ก็จะทำให้เราไม่รู้สึกว่าชีวิตสุข ทุกข์ของเราขึ้นอยู่กับแฟน หรืออยู่กับความรัก 

สำคัญที่สุด เรารู้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรากลับมาเป็นใหญ่ในอาณาจักรของเราได้เสมอ และด้วยสำนึกเช่นนี้ มันทำให้เรารู้สึกได้ถึงพลัง อำนาจ ที่มีอยู่ในตัวเอง

ตอนอายุแตะๆ เลข 3 และมีพี่มาให้คำแนะนำเช่นนี้ ฉันยังนึกไม่ออกว่า การมีอาณาจักรเป็นของตัวเองนั้นมันจะ Empower เราได้อย่างไร จนกระทั่งฉันตัดสินใจสร้างอาณาจักรของตนเอง นั่นคือตัดสินใจสร้างบ้าน จึงได้รู้ว่า…

เออ...พอได้ชื่อว่าเป็นหญิงโสด ที่มีบ้านเป็นของตัวเอง และได้กระทำตัวเป็นผู้บริหารจัดการบ้าน สามารถจัดการสวน สามารถจัดการเรื่องซ่อมบ้าน ปั๊มน้ำ สามารถดูแลระบบไฟ บริหารแม่บ้าน รวมไปถึงการบริหารการเงินอย่างครบวงจรของคนคนหนึ่งที่มี ‘ครัว’ เป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องรอการ ‘ครอบ’ ไม่ต้องรอให้แต่งงาน มีลูก แล้วค่อยเป็นครอบครัว ซื้อบ้าน 

เราสามารถมีทะเบียนบ้านที่มีชื่อเราเป็น ‘เจ้าบ้าน’ แล้วก็มีแค่เราในทะเบียนบ้านนั้นแต่เพียงผู้เดียว 

มันดู Desperate สิ้นหวังหรือเปล่า นึกภาพผู้หญิงโสด ไม่มีใครเอา ญาติ พี่น้อง ก็แต่งงานมีครอบครัว มีลูก มีหลาน เสาร์-อาทิตย์ ก็มาเจอกันเป็นโขยงๆ เด็กๆ วิ่งเล่นกันคึกคัก มีชีวิตชีวา ส่วนอีป้าคนนี้กำลังเป็นหญิงเทื้อๆ อยู่บ้านคนเดียว เหมือนแม่มดในบ้านผีสิง เหงาๆ ฟลอนๆ 

อีกหน่อยจะค่อยๆ แก่ ค่อยๆ เฉา ผมค่อยๆ กลายเป็นสีดอกเลา ร่างกายเริ่มอ่อนแอ ป่วยกระเสาะกระแสะ มีชีวิตแบบเหี่ยวๆ เงียบๆ กับแมว กับนก กับจิ้งจก ตุ๊กแก แล้วตายไปเงียบๆ ตามลำพัง ให้ลูกหลานสมเพชว่า โถ…คุณป้าของเรา ท่านไม่ได้แต่งงาน เลยอยู่เงียบๆ เหงาๆ แบบนี้ไปจนตาย

แต่ในความจริงมันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย พอมีบ้าน ฉันก็สนุกกับการแต่งบ้าน สนุกกับการออกแบบห้องครัว สนุกกับการจัดสวน ไปซื้อต้นไม้ สนุกกับการเห็นต้นไม้เติบโต มีดอกมีผล สนุกกับการปรนเปรอตัวเองด้วยการเลือกซื้อที่นอน ผ้าปูที่นอน ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ สนุกกับการหากระถางต้นไม้ แจกันดอกไม้ 

และด้วยความที่ไม่ต้องไปเสียเวลาดูแลลูกผัว ไม่มีเด็กมาคอยทำบ้านรก และไม่มีมนุษย์ที่จะมาคอยทำลายสุนทรียะความงามที่ฉันออกแบบไว้ให้ตัวเอง ด้วยการถอดเสื้อผ้าไม่เป็นที่ไม่เป็นทาง หรือเอาวัตถุ สิ่งของประหลาดๆ อันไม่เข้ากับการแต่งบ้านของเรามาวางให้มันขัดหูขัดตา 

อาจจะฟังดูแย่สักหน่อย ที่ในมาตรฐานคนชั้นกลาง ฉันคิดว่ามันดีจังเลย ที่ฉันไม่ต้องเอาทรัพยากรไปเลี้ยงลูก ดูแลผัว เอาพลังงานทั้งหมดหมดไปกับการจัดการชีวิตลูกผัว และครอบครัวใหญ่ แต่ได้ใช้พลังงานทรัพยากรนั้นมาดูแลตัวเองได้เต็มที่ ดังนั้น ในทางกายภาพแล้ว ภาพสาวโสดอยู่บ้านคนเดียว ไม่ใช่ภาพแม่มดผมขาวเป็นกระเซิงอยู่บ้านมืดๆ แล้วคุยกับแมวไปหลอนๆ

แต่มันเป็นภาพของฉันที่ตื่นเมื่ออยากตื่น นอนเมื่ออยากนอน ในบ้านอันสว่างไสว ไร้ฝุ่น ข้าวของเป็นระเบียบ แวดล้อมด้วยสวนเขียวขจี ดอกไม้ใบหญ้าแสนสดชื่น อบร่ำยามเช้าของตนเองด้วยแสงแดดสวยๆ เสียงนกร้องและกลิ่นกาแฟละมุนละไม มีเวลาอบขนมปังดีๆ ให้ตัวเอง มีเวลาทำเค้ก ชงชาเลี้ยงเพื่อนยามบ่าย แถมยังมีเวลาอีกเหลือเฟือให้เพื่อนมาหาที่บ้าน ทำอาหารอร่อยๆ ให้เพื่อนกิน

แทนการเป็นบ้านแม่มดที่มีแต่หยากไย่ และกลิ่นสาบสางของความเหงา บ้านสาวโสดกลับเป็นที่ลี้ภัยทางอารมณ์ของเพื่อนจำนวนมาก เพื่อนที่อกหัก เพื่อนที่ยามเย็นไม่รู้จะไปไหน เพื่อนที่อยากกินกับข้าวฝีมือของเรา เพื่อนที่อยากมาหย่อนอารมณ์ในสวนของเรา 

และอย่างไม่น่าเชื่อ ที่การอยู่คนเดียวของฉันนั้น แค่การได้นั่งดูแสงแดดเคลื่อนคล้อยไปตามมุมต่างๆ ของบ้าน ก็ทำให้มีความสุขเสียจนหัวใจจะเต้นเป็นเสียงเพลงอยู่แล้ว

อย่าให้ใครมาหลอกเราเลยว่า การอยู่คนเดียวมันเหงา มันอ้างว้าง มันว่างเปล่า ขอยืนยันอีกครั้งว่า มันดี มันสบาย และแสนโปร่งหัวใจ เพียงเราไม่ทอดทิ้งตัวเองและการดูแลตัวเองเท่านั้น และโปรดโอบกอดตัวเองด้วยทุกความงามที่มีอยู่ในโลกนี้ ตั้งแต่แสงแดด ดอกไม้ เพลงเพราะๆ ไปจนถึงทุกโรแมนซ์ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิต 

และอย่าลืมเอาประกายตาระยิบระยับออกจากบ้านไปด้วยทุกครั้งล่ะ



Advertising