ชีวิตและการงาน

ถอนไม่ได้ก็ต้องปลง

Published 25 ก.พ. 2019

By คำ ผกา

personal-problems-smart-living-Rabbit-Today-banner

ถ้อยคำแห่งปีของปีนี้จาก Oxford Dictionary คือคำว่า Toxic หรือเป็นพิษ ปีนี้ใครมีอะไรที่เป็น Toxic ของชีวิตบ้าง บางคนบอกว่างาน บางคนเป็นเรื่องความสัมพันธ์ บางคนเป็นเรื่องความรัก บางคนเจอเพื่อน Toxic ทีนี้เวลาเจออะไรที่ Toxic เราต้องทำอย่างไร คำตอบที่ง่ายแต่ทำยากมากคือ ‘ถอนพิษ’ นั้นเสีย 

แต่ชีวิตไม่ง่ายแบบนั้นนี่นา-ลาออกจากงานแล้วจะเอาอะไรกิน, เลิกคบเพื่อนที่เป็นพิษ แต่เพื่อนที่เป็นพิษยังตามมาวอแว เรื่องความรักยิ่งแล้วใหญ่ บางคนมีแฟนที่ Toxic มาก แต่เลิกไม่ได้ ตัดใจไม่ลง กลัวเหงา อยู่แบบทุกข์ๆ ดีกว่าอยู่แบบไม่มีใครเลย

หรือ Toxic ที่ยากที่สุดคือ Toxic จากครอบครัว คนเราเลิกอะไรก็เลิกได้ แต่เลิกจากครอบครัวนี่จะเลิกยังไง

หนักกว่านั้นสำหรับหญิงโสดอย่างฉันพบว่า หากเราเป็นคนที่ออกไปแต่งงานมีลูก แล้วไปสร้างหน่วยครอบครัวของตนเอง มันง่ายที่จะแยกตัวเองออกจากพิษของครอบครัวเก่า (ในกรณีที่ไม่ไปเจอพิษจากครอบครัวของผัวหรือเมีย)  การแต่งงาน มีลูก ด้านหนึ่งเหมือนเป็นการประกาศอิสรภาพ ได้แยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระ สามารถกำหนดระยะห่างจากครอบครัวเดิมของตัวได้มากกว่า

ถ้าครอบครัวมีปัญหาอะไร เราก็ยังพอจะพูดได้ว่า เออ เราก็มีปัญหาครอบครัวที่ต้องรับผิดชอบแทบเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน ดังนั้น เราจะไม่สามารถเข้าไปพัวพัน ยุ่งเหยิงได้นะ

แต่หญิงโสดที่ไม่มีลูกผัว ไม่มีหน่วยครอบครัวเป็นชิ้นเป็นอันในมาตรฐานของสังคม มักตกเป็นแพะรับภาระของครอบครัวด้วยเหตุผลว่า คนนี้ว่างที่สุด ไม่มีลูก-ผัวให้ดูแล คนนี้ไม่ต้องรับผิดชอบชีวิตใคร ดังนั้น หากครอบครัวมีปัญหาจึงหวังพึ่งลูกสาวที่โสดคาบ้านมากกว่าญาติพี่น้องคนอื่นๆ 

แต่เราย่อมไม่ออกจากปัญหานี้ด้วยการหาผัวใช่ไหม

ผู้หญิงสมัยใหม่ทั้งหลายที่เผชิญกับครอบครัวที่ Toxic อันดับแรกที่ต้องมี คือแสวงหาความมั่นคงทางการเงินของตนเองให้จงได้ มีอิสรภาพทางการเงินของตนเองแล้ว จงเอาตัวเองออกมาจากครอบครัวดั้งเดิม และสถาปนารัฐอิสระของตนโดยไม่ต้องรอให้มีผัว มีลูก

ฉันสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง แทนการอยู่กับพ่อแม่ เพราะราคาที่เราต้องจ่ายอันแพงกว่าค่าเช่าห้องหรือค่าผ่อนคอนโดฯ หรือราคาของการเป็นลูกกตัญญูที่ถูกผูกติดกับครอบครัวตลอดกาล และกลายเป็นว่าภาระทุกอย่างทั้งทางกายทางใจจะถูกผลักมาให้เราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อาจจะฟังดูเห็นแก่ตัว และขัดกับค่านิยมเรื่องลูกกตัญญูของไทย แต่เพื่อสุขภาพกาย ใจที่ดี ฉันคิดว่าจะดีกว่าหากเรามีการวางแผนเรื่องระยะห่างความสัมพันธ์ของเรากับพ่อ แม่ พี่ น้อง สะใภ้ หลานๆ ของเรา ในขณะที่เราก็แก่ตัวลงทุกวัน

การมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เปิดโอกาสให้เราจัดตารางชีวิตได้ว่าเราจะไปพบพ่อแม่เดือนละกี่ครั้ง เราจะจัดสรรรายได้ของเราเป็นส่วนซัพพอร์ตพ่อแม่เท่าไร-อะไรที่นอกเหนือไปจากนั้น เป็นเรื่องที่ต้องมาคุยกันเป็นรายกรณี 

ทั้งนี้เราต้องยอมรับด้วยว่า การแยกตัวออกมาอยู่เป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ แม้จะไม่แต่งงาน มีครอบครัว มันคือการได้ตัดสินใจของเราไปแล้วว่า เมื่อเราแก่ตัวลง เราก็จะไม่พึ่งใคร

ตรงกันข้าม หญิงโสดวัยกลางคนจำนวนมาก พยายามไปลงทุนทั้งเงินและความสัมพันธ์กับหลาน เช่น ไปเลี้ยงลูกน้องชาย พี่สาว น้องสาว ฯลฯ หรือพยายามลงทุนในความสัมพันธ์กับครอบครัวขยาย โดยเชื่อว่าจะได้รับการ ‘จ่ายกลับ’ เป็นความกตัญญู จากคนเหล่านั้น ฝันไปว่า ลูกน้องชาย ลูกพี่สาว ในอนาคตจะมาช่วยดูแลเราในยามแก่เฒ่า

การลงทุนนี้เป็นการประเมินความเสี่ยงรายบุคคล แต่ฉันเลือกจะไม่ลงทุน และเลือกแยกตัวออกมาเป็นอิสระ พร้อมจะแก่ตามลำพัง แม้กระทั่งตายตามลำพัง ด้วยไม่อยากให้ใครมาเป็นภาระฉัน และฉันก็ไม่ยินดีจะเป็นภาระของใคร

แต่นั่นแหละ พิษของใครก็ของใคร พูดว่า แยกตัวมาเลยก็พูดง่าย แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้อย่างนั้น อาจมาจากความไม่พร้อมทางการเงินหรืออะไรก็แล้วแต่ หรือแม้กระทั่งทำใจไม่ได้

เพราะ Toxic เป็นสิ่งที่ยากจะถอนกระมัง มันจึงถูกเลือกเป็นถ้อยคำแห่งปี และถึงที่สุด ในชีวิตของแต่ละคนอาจมี ‘พิษ’ ที่เราแพ้ทาง หากเป็นอย่างนั้น ก็คงต้องทำใจและมองพิษนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการมีอยู่ในโลกใบนี้ของเราเสีย

หรือที่ภาษาไทยเรียกง่ายๆ ว่า ‘ปลง’ นั่นเอง



Advertising