ชีวิตและการงาน

คนล้นเมือง โจทย์ใหญ่ของโลกแห่งอนาคต

Published 8 ม.ค. 2019

By พนิต ภู่จินดา

Population-Overload-smart-living-Rabbit-Today-banner

เมื่อกลางปี องค์การสหประชาชาติหรือ UN ได้ตีพิมพ์เอกสารเกี่ยวกับประชากรเมืองในปัจจุบันและอนาคตออกมาให้ได้ฮือฮากัน

รายงานฉบับนั้นระบุว่า จาก ค.ศ.1950 ที่โลกมีประชากรเมืองเพียง 751 ล้านคน มาถึงปัจจุบันเรามีประชากรเมืองมากถึง 4.2 พันล้านคน หรือประมาณ 55% ของประชากรทั้งหมด 7.7 พันล้านคน ส่วนอีก 45% อยู่ในพื้นที่ชนบทและเกษตรกรรม แสดงว่าเรามีคนอยู่ในเมืองเกินครึ่งของคนทั้งโลกแล้วละ

เมืองที่มีประชากรมากที่สุดในโลกคือ โตเกียว (ญี่ปุ่น) 37 ล้านคน รองลงมาคือ นิวเดลี (อินเดีย) 29 ล้านคน เซี่ยงไฮ้ (จีน) 26 ล้านคน และเม็กซิโกซิตี้ (เม็กซิโก) และเซาเปาโล (บราซิล) มีคนเมืองพอๆ กันที่ 22 ล้านคน และได้คาดการณ์ไว้ว่าในปี ค.ศ.2050 ทั้งโลกจะมีประชากร 9.8 พันล้านคน และสัดส่วนประชากรเมืองจะเพิ่มเป็น 68% ประมาณ 6.5 พันล้านคน หรือ 2 ใน 3 ของประชากรโลกจะกลายเป็นคนเมือง

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของประชากรเมืองไม่ได้เพิ่มขึ้นเท่ากันทั้งโลกหรอก เพราะปัจจุบันพวกประเทศที่พัฒนาแล้วมีสัดส่วนประชากรเมืองสูงอยู่แล้ว เช่น ประเทศในทวีปยุโรปมีประชากรเมือง 75% และอเมริกาเหนือมีประชากรเมือง 80% ของประชากรทั้งหมด

ดังนั้น ประชากรเมืองที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตจึงไปเพิ่มขึ้นที่ประเทศในทวีปเอเชียและแอฟริกาเป็นหลัก คาดการณ์ว่าจากวันนี้จนถึง ค.ศ.2050 จะมีประชากรเมืองเพิ่มในประเทศกำลังพัฒนาถึง 2.25 พันล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง เช่น จีนจะมีประชากรเมืองเพิ่มถึง 225 ล้านคน และอินเดียจะมีคนเมืองเพิ่มขึ้นอีก 416 ล้านคน

หันมาดูประเทศไทย ข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ระบุไว้ว่า เมื่อปี ค.ศ.1960 ประเทศไทยมีประชากรเมืองเพียง 20% ของประชากรทั้งประเทศ และเพิ่มขึ้นเป็น 49% ในปี 2017 แสดงว่าประชากรเมืองของประเทศไทยเพิ่มขึ้นถึง 2.5 เท่าในช่วงเวลา 57 ปี ซึ่งก็เป็นทิศทางเดียวกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ที่มีคนเมืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากอัตราการเกิดสูงและการย้ายถิ่นฐานของประชากรชนบทเข้ามาสู่เมือง

การเพิ่มขึ้นของประชากรเมืองนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ ของเมืองหลายประการ ลักษณะพิเศษของการอยู่อาศัยในเมืองที่มีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติตามมีตามเกิดมาเป็นทรัพยากรในการดำรงชีวิตได้อย่างเพียงพอกับจำนวนคนเมืองที่มีจำนวนมาก จึงต้องการโครงสร้างพื้นฐานแบบเมือง

เช่น ระบบคมนาคมขนส่งที่ได้มาตรฐาน สาธารณูปโภค สาธารณูปการที่มีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือการขยายตัวทางราบของเมืองมีข้อจำกัดมากมาย ทั้งการบุกรุกเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีและพื้นที่ที่มีคุณค่าด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบเมือง

โครงสร้างพื้นฐานที่ต้องขยายตัวทางราบออกไปไกลจนด้อยประสิทธิภาพและมีต้นทุนต่อหน่วยสูงขึ้นเป็นอย่างมาก ปัญหาเหล่านี้นำมาซึ่งแนวคิดใหม่ในการพัฒนาเมืองที่มีความกะทัดรัดหรือเมืองกระชับ (Compact City) โดยเพิ่มความหนาแน่นในพื้นที่เมือง ทำให้คนอยู่ในเมืองที่มีความหนาแน่นมากขึ้นแต่มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นด้วยการปรับปรุงพื้นที่ด้านในของเมืองด้วยการวางผัง ออกแบบ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะคุ้มค่าทางเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่าการขยายตัวชานเมืองในรูปแบบพื้นที่เมืองแบบความหนาแน่นน้อย

แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังฝันถึงบ้านเดี่ยวชานเมือง มีพื้นที่สีเขียวเยอะๆ ในหมู่บ้านตัวเอง ขับรถสบายๆ เข้ามาทำงานในเมืองแล้วก็ขับรถกลับบ้านแวะซื้อของในห้างสรรพสินค้าแล้วค่อยกลับบ้าน ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่ามันเป็นแค่ความฝัน เราอยู่ชานเมืองแบบต้องออกจากบ้านตี 4 กลับถึงบ้าน 5 ทุ่ม ก็เพราะเราไม่เคยคิดจะออกแบบเมืองให้ดีในพื้นที่ด้านในของเมืองที่มีความคุ้มประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากกว่าอยู่ที่ชานเมืองนั่นเอง



Advertising