ชีวิตและการงาน

โชคดีแค่ไหนที่วันนี้เป็นวันอันธรรมดา

Published 21 ม.ค. 2019

By คำ ผกา

positive-thinking-smart-living-Rabbit-Today-banner

เลื่อนหน้าจอไอจีไปพบกับโพสต์ของครูโยคะคนหนึ่งที่ติดตามอยู่ เธอเขียนสั้นๆ ว่า

“ขอบคุณร่างกายที่ทำให้วันนี้ตื่นมาฝึกโยคะได้อย่างราบรื่น”

คำพูดเช่นนี้ทำให้ฉันนึกถึงคำพูด ‘สำเร็จรูป’ ที่เรามักได้ยินครูพูดหลังจบการฝึกด้วยเหมือนกันว่า

ขอบคุณร่างกาย ขอบคุณพลังงานดีๆ ที่ทำให้วันนี้เราสามารถฝึกโยคะได้ตั้งแต่ต้นจนจบ”

ฟังบ่อยๆ พูดบ่อยๆ ก็สามารถทำให้เราไม่รู้สึกว่า ถ้อยคำเหล่านี้มีความหมายอย่างไร พูดออกไปตามความเคยชิน แต่ประโยคสั้นๆ ในไอจีของครูโยคะคนนั้น ทำให้ฉันรู้สึกตัวขึ้นมาอย่างประหลาดว่า--เออ ในท่ามกลางปัญหาชีวิตที่รุมเร้า ในท่ามกลางความเครียดจากการทำงาน ในท่ามกลางอุปสรรคนานาที่รายล้อมชีวิตอยู่ ณ ขณะนี้  

ถ้าเราตื่นขึ้นมา แล้วนั่งคิดว่า มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับชีวิต ที่ทำให้เรารู้สึกว่า ดีจังเลย ขอบคุณจังเลย ที่มีสิ่งเหล่านี้ในชีวิตของเรา และมันก็ทำให้เรามีพลังที่สู้รบปรบมือ หรือรับมือกับความเครียด ความวิตกจริต ความนอยด์ต่างๆ ที่ประดังประเดเข้ามาในชีวิตได้เหมือนกัน

ที่รู้สึกอย่างนี้เพราะนึกถึงตอนที่ป่วยจากอาการกระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท และทำให้เกิดพังผืดขมวดตัวกันเป็นก้อนแข็งๆ ไปทับตามเส้นประสาท ส่งผลให้คอยึด ตึง แขนชา ไม่มีแรง ยกแขนก็ไม่ขึ้น มากกว่ายกแขนไม่ขึ้น ใส่เสื้อผ้าเองแทบไม่ได้ เดินตัวเอียง 

จุดที่เจ็บปวดมากที่สุดคือ ตอนดึกๆ ล่วงถึงเช้า จะปวดที่ไหล่ขวา เหมือนมีคนเอามีดมาปักทะลุจากหลังถึงอก ปวดชนิดที่บรรยายออกมาเป็นถ้อยคำไม่ได้ ปวดจนนอนไม่ได้ ง่วงแสนง่วง ก็นอนไม่ลง ต้องซมซานลุกขึ้นมาหาประคบร้อน ประคบเย็น ประคบไปพอทุเลา หลับลงไป พอฤทธิ์ที่ประคบหายก็ปวดจี๊ดขึ้นมาอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้จนไม่ได้นอน

เมื่อไม่ได้นอนก็ส่งผลต่อสุขภาพด้านอื่นๆ เครียด อ่อนเพลีย งานก็ไม่สามารถหยุดได้ ชีวิตในช่วงนั้น วนเวียนอยู่กับการไปโรงพยาบาล ฝังเข็ม ทำกายภาพ ไปทำงาน ไปตรวจเพิ่ม ไปลงเข็มคลายกล้ามเนื้อแบบลึกๆ คือ เหนื่อยทั้งการไปรักษาตัว เหนื่อยทั้งไปทำงาน เหนื่อยกับความเจ็บความปวดทุกอย่างจนท้อไปหมด รักษาตัววนไปอย่างนี้อยู่เกือบครึ่งปี จึงหาย 

เชื่อไหมว่า เช้าวันหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาแล้ว ยกแขนยกขาได้โดยไม่ปวด มันเหมือนเกิดใหม่ เหมือนเดินออกมาจากอุโมงค์แล้วเจอแสงสว่าง อัศจรรย์ที่สุดคือ วันที่กลับไปฝึกโยคะได้เป็นครั้งแรกในรอบครึ่งปี และวันนั้นเองที่ฉันตระหนักว่าการเปล่งคำพูดว่า

“ขอบคุณร่างกายที่อยู่ในสภาพที่ทำให้เราได้มาฝึกโยคะได้-เออ-ขอบคุณจริงๆ นะ ขอบคุณที่วันนี้ไม่มีความเจ็บ ความปวดอะไร”

ถ้าเราไม่เคยเจ็บรวดร้าวแบบนั้น เราคงไม่รู้ว่าการ ‘ไม่เจ็บ’ อันเป็นภาวะที่เราเคย Take มัน For Granted คือเห็นมันเป็นภาวะแสนสามัญธรรมดา เราคงไม่รู้ว่านี่คือสิ่งที่เราควรขอบคุณ ควรเฉลิมฉลอง ควรรู้ตัวให้มากว่าโชคดีแค่ไหน ที่แต่ละเช้าเราตื่นมาด้วยร่างกายที่ไม่มีความเจ็บ ความปวดใดๆ มารบกวน

มันดีแค่ไหนที่แต่ละวันตื่นมาแล้วหายใจโล่ง ไม่ไอ ไม่เจ็บคอ ไม่ปวดหัว ไม่มีเลือดไหลออกมาจากจมูก (เขียนในฐานะคนเคยเป็นไซนัส แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีเลือดไหลออกมาจากจมูกทุกเช้า) 

ดีแค่ไหนที่ในแต่ละเดือนมีประจำเดือนมาอย่างปกติ ตื่นมาแล้ว หู ตา ยังคงทำงานแจ่มชัด ไม่พร่า ไม่มัว ตื่นมาแล้วไม่ปวดท้อง ไม่เวียนหัว ตื่นมาแล้วหิวข้าว กินข้าวได้อย่างปกติ

เช่นเดียวกับเรื่อง ‘ปกติ’ หลายๆ อย่างในชีวิตเรา ที่เราเห็นมันเป็นความสามัญ เสียจนไม่คิดว่านี่คือความโชคดีที่เราควรจะใส่ใจในความโชคดีของเราให้มากขึ้น

ลองมองไปรอบๆ ตัว แล้วถามตัวเองว่าอยากขอบคุณอะไรบ้าง ฉันขอบคุณชีวิตที่ ณ วันนี้ตื่นมาพร้อมกับร่างกายที่อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็แข็งแรงพอที่จะไปออกกำลังกาย ไปทำงานได้

ขอบคุณที่ยังอร่อยกับอาหาร ขอบคุณที่ยังมีงานทำ ขอบคุณที่มีห้องพักอาศัยที่ไม่แย่นัก ขอบคุณที่มีเพื่อนดีๆ อันทำให้เราอบอุ่นใจ ขอบคุณสมองที่ยังทำงานอยู่อย่างปกติ ขอบคุณที่มีแม่บ้านที่ดีมากผู้คอยจัดการชีวิต คอยซักเสื้อผ้า ทำความสะอาดห้องให้ บางวันบ้ามากถึงขนาดขอบคุณที่นั่ง ที่นั่งอยู่ก็มีลมเย็นรำเพยพัดผ่าน มีแสงแดดพาดลงมาให้เห็นเงาสวยๆ ในห้อง

การตระหนักถึงจุด ‘ดี’ ของชีวิต ไม่ได้แปลว่าเราจะโลกสวย และลืมปัญหาต่างๆ ไปเสียสิ้น ราวกับไม่มีปัญหาเหล่านั้นอยู่

แต่การตระหนักว่าเรามีจุด ‘โชคดี’ อะไรบ้าง ทำให้ฉันรู้สึกมีพลังที่เผชิญกับปัญหา อุปสรรค ความทุกข์ ความขัดแย้ง ความผิดหวังนานา ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิต จนเรานึกไม่ออกว่าเราจะรอดพ้นจากสถานการณ์ หรือความทุกข์นั้นได้จริงหรือ
อย่างน้อยในวันที่มีร้อยแปดความพังวายป่วงเข้ามา เราก็ตระหนักอยู่นั่นเอง ‘อย่างน้อยที่สุด’ เรายังโชคดีเรื่องอะไรบ้าง และเราจะใช้ความโชคดีนั้นเป็นต้นทุนให้เราปะทะหยัดยืนกับหายนะในหลายรูปแบบที่เข้ามานั้นอย่างไร โดยยังคงความรื่นรมย์และสง่างามแก่ชีวิตตามสมควร

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าลืมว่าเรายัง ‘ดี’ และยัง ‘สง่างาม’ เสมอ ในเงื่อนไขที่ดีที่สุดที่เรามีอยู่



Advertising