ชีวิตและการงาน

อย่าลืมใส่ใจตัวเองและคนรอบข้าง ก่อนจะสายเกินไป…

Published 22 มี.ค. 2019

By เพชรดาว นะมิ

Pressure-smart-living-Rabbit-Today-banner

ความกดดัน เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน แต่ทว่ายุคนี้ ‘ความกดดัน’ ส่วนใหญ่จะเทน้ำหนักไปทางกลุ่ม ‘วัยรุ่น’ หรือ ‘นักศึกษา’ ที่แม้ว่าบางครอบครัวจะมีทุกอย่างพร้อมสรรพสำหรับลูกตัวเอง แต่บางบ้านกลับมีการเลี้ยงลูกแบบผิดๆ โดยพ่อแม่มักจะตั้งความหวังกับลูกไว้สูง ทั้งเรื่องการเรียน หรือการมีอนาคตที่สดใส สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นต้นเหตุที่ทำให้วัยรุ่นสมัยนี้ตัดสินใจ ‘ฆ่าตัวตาย’ กันเยอะ เพราะทนความกดดันจากครอบครัวไม่ไหวนั่นเอง

หลายครั้งเราจะได้ยินเรื่องน่าเศร้า เกี่ยวกับข่าวนักศึกษาที่จบชีวิตตัวเองลงด้วยการฆ่าตัวตายหลายรูปแบบหลายวิธี แต่วิธีที่เราพบเห็นบ่อยๆ ในการฆ่าตัวตายของเหล่านักศึกษาเหล่านี้ก็คือ การ ‘โดดตึก’ จากหอพักหรือคณะที่ตัวเองเรียน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสาเหตุเกิดจากความเครียดในเรื่องเรียน หรือความกดดันจากครอบครัว ซึ่งบางครั้งคนรอบข้างของผู้เสียชีวิตก็ไม่รู้หรือไม่ทันสังเกตว่าอาการแบบนี้ จริงๆ แล้วเขาอาจกำลังคิดจะฆ่าตัวตายอยู่ก็ได้ ว่าแต่ว่าพฤติกรรมแบบไหนบ้างนะ? ที่ทำให้เหล่าวัยรุ่นหรือนักศึกษาเหล่านี้รู้สึกกดดัน จนวันหนึ่งถึงกับคิดฆ่าตัวตายกันบ้างล่ะ ลองไปดูไว้เป็นแนวทางกันดีกว่า!

1. ถูกบังคับให้เรียนคณะที่พ่อแม่ต้องการ

ปัจจุบันมีไม่น้อยเลยที่พ่อแม่มักจะเลือกคณะให้ลูกเรียน ไม่ได้ให้ลูกเลือกเอง ซึ่งบางครั้งพ่อแม่อาจจะลืมไปว่า สิ่งนี้คือสิ่งที่ตัวเองชอบและต้องการ แต่ลูกอาจจะไม่ชอบก็ได้ เพราะในความคิดของคนเป็นพ่อแม่นั้น อาจจะคิดว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่คนเป็นพ่อแม่จะให้ลูกได้…แต่อย่าลืมว่าเด็กทุกคนไม่เหมือนกัน บางคนหัวดีก็อาจจะพอเรียนได้ แต่บางคนไม่เก่งก็อาจจะเรียนไม่ไหวไปเลย แล้วยิ่งถ้าไม่ชอบคณะนั้นด้วยนะยิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาจะยิ่งหมด Passion ในการเรียนไปเลยละ หากสอบออกมาแล้วคะแนนไม่ดี หรือสอบไม่ติด ก็จะยิ่งเพิ่มความเครียดและความกดดันให้กับลูกอีกเป็นเท่าตัว

2. ผลักลูกเข้าสู่การแข่งขันด้านการเรียน 

“สงสารเด็กสมัยนี้จังเลยค่ะ อยู่แค่ชั้นอนุบาลก็ต้องมาเรียนพิเศษกันแล้ว”…นี่คือหัวข้อกระทู้บนพันทิปที่ถูกตั้งขึ้นโดยสมาชิกเว็บไซต์ที่ชื่อ ‘คุณ Miss Perfect’ โดยเจ้าของกระทู้ระบุว่า คนรู้จักหลายคน จองโรงเรียนให้ลูกกันตั้งแต่พึ่งคลอด และมีหลายคนให้ลูกเรียนพิเศษเพื่อเตรียมเข้าโรงเรียนสาธิตฯ หรือติวเข้าโรงเรียนอื่นกันตั้งแต่อนุบาลเลยละ 

เป็นประโยคที่หลังจากได้อ่านแล้วคนเขียนยังรู้สึกอึ้ง ว่าสมัยนี้แค่เด็กอนุบาลก็ต้องไปเรียนพิเศษกันแล้วหรือ? บางรายแย่งกันจองโรงเรียนให้ลูกของตัวเองเรียนตั้งแต่เพิ่งคลอดก็มี รวมไปถึงพ่อแม่บางคนก็ส่งลูกเรียนพิเศษหลายที่ (มาก) ก็เพราะอยากให้ลูกสอบติดโรงเรียนดังๆ นั่นแหละ

อย่าลืมใส่ใจตัวเองและคนรอบข้าง ก่อนจะสายเกินไป…,ชีวิตและการงาน,Rabbit Today

3. เปรียบเทียบลูกตัวเองกับลูกคนอื่น

ยุคนี้มีพ่อแม่ไม่น้อยเลย ที่มักจะชอบนำลูกตัวเองไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น 

“ทำไมทำคะแนนได้ไม่เยอะเท่าเขา?” 

“ทำไมได้เกรดแค่นี้เองล่ะ เห็นมั้ยว่าคนอื่นได้เกรดตั้งเท่าไหร่?” 

“ทำไมไม่ดูเขาเป็นตัวอย่าง” ….ฯลฯ

การเปรียบเทียบนั้นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กรู้สึกว่าจะต้องผลักดันตัวเอง หรือต้องกระตือรือร้นให้มากยิ่งขึ้นก็จริง  แต่ผลกระทบนั้นอาจจะมีมากกว่า หากพ่อแม่พูดบ่อยๆ หรือซ้ำเติมลูกแทบทุกวัน ก็จะยิ่งส่งผลให้เด็กรู้สึกมีปมในใจ รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่เก่ง ไม่สามารถทำอะไรออกมาได้ดี ซึ่งผลจากการถูกเปรียบเทียบนั้นมีสองอย่างคือ 

1. ตัวเด็กจะปลีกวิเวกจากคนอื่นๆ ไม่อยากจะเข้าสังคม หรือไม่อยากรู้จักใคร เนื่องจากกลัวว่าจะถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอีก หรืออีกมุมหนึ่งก็อาจจะไม่มีความมั่นใจในตนเอง จึงไม่อยากจะยุ่งกับใคร 

2. เด็กอารมณ์รุนแรงและก้าวร้าวมากขึ้น ตรงนี้อาจจะทำให้เกิดความคิดแบบผิดๆ เช่น รู้สึกอิจฉาคนรอบข้างหรือคนรอบตัวที่เก่งกว่า โดนชมเยอะกว่า ขึ้นมาได้

4. การถูกคาดหวังจากคนรอบข้าง

‘ไม่คาดหวัง ก็ไม่ผิดหวัง’ ทุกคนคงเคยได้ยินคำนี้กันมาบ้างแล้วใช่มั้ย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข้อคิดสั้นๆ ที่สามารถเตือนใจเราได้เป็นอย่างดีเชียวละ ไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรก็ตาม หากเราไม่คาดหวัง เราก็จะไม่เจ็บปวด 

แต่ในความเป็นจริงก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้น เพราะการถูกคาดหวังนั้นไม่มีจุดสิ้นสุดหรอก มนุษย์ทุกคนเมื่อประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ก็จะถูกคาดหวังในระดับต่อๆ ไปอีก เช่น เก่งขึ้นแล้ว ก็จะถูกคาดหวังให้เก่งกว่าเดิม จนบางทีคนที่แบกรับความคาดหวังจากคนอื่นไว้ ก็รู้สึกว่ามันหนักหนาสาหัสเหลือเกิน 

หลายคนอาจจะคิดตรงข้ามว่า ความกดดันในการเรียนน่ะดี เพราะจะทำให้เด็กมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ หรือขยันหมั่นเพียรมากขึ้นกับสิ่งที่เป็นเป้าหมาย แต่หากมันมากไปก็อาจก่อผลเสียได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอะไรก็ตาม ควรเลือกสิ่งที่พอดีๆ หรือเดินทางสายกลางน่าจะดีที่สุด 

รศ.พญ.สุพร อภินันทเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชเด็กและวัยรุ่น บอกว่า…“ขณะที่คุณพ่อคุณแม่โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ บางครั้งเราก็ลืมความรู้สึกของการเป็นวัยรุ่นไปเหมือนกัน ทำให้เราเลี้ยงลูกวัยรุ่นโดยการคาดหวังเขา ใช้วิธีการของผู้ใหญ่ไปดูแลเขามากเกินไป การที่พ่อแม่ไม่พยายามไปแอบจับผิดลูกก็มีส่วนเหมือนกัน หากเรื่องไหนเป็นเรื่องส่วนตัวของลูก ก็พยายามอย่าไปล่วงรู้หรือแอบไปดูเขาทำอะไร จุดนี้เป็นการทำให้ลูกรู้สึกไว้ ใจเรา หากพ่อแม่ ยอมรับ ไม่ตำหนิเขาตลอดเวลา และปล่อยให้เขาได้แสดงความคิดเห็นบ้าง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกยินดีและยอมรับพ่อแม่ให้มาเข้าร่วมกิจกรรมด้วย” 

สรุปได้ว่า การถูกกดดันเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการบังคับ ถูกนำไปเปรียบเทียบ หรือตั้งความหวังกับใครคนหนึ่งมากเกินไปจนเขาเกิดความกดดันมากๆ ในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะสามารถย้อนมาทำร้ายพวกเขาได้มากกว่าที่คิด พวกเขาอาจจะต้องพบเจอกับอาการป่วยเป็น ‘โรคซึมเศร้า’ โดยที่พ่อแม่อาจจะไม่รู้และไม่ได้ตั้งใจ สุดท้ายแล้วหากอาการหนักมากๆ อาจจะนำไปสู่ ‘การฆ่าตัวตาย’ ได้…

เพราะฉะนั้นแล้วก็อยากให้ทุกคนหันมาดูแล และหมั่นสังเกตสภาพจิตใจของคนรอบข้างให้ดี ไม่ว่าจะเป็นลูก พ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือแม้แต่เพื่อนๆ ของคุณเองก็ตาม จะได้ร่วมกันหาวิธีแก้ไขหรือช่วยเหลือพวกเขาได้ทันท่วงทีไงล่ะ



Advertising