ชีวิตและการงาน

ไล่ซีอีโอแมคโดนัลด์ คอร์ปอเรชัน ออก เพราะไปเป็นแฟนกับลูกน้อง ทำไมที่ทำงานต้องห้ามพนักงานเป็นแฟนกัน?

Published 5 พ.ย. 2019

By Rabbit Today

ห้ามพนักงานในบริษัทเป็นแฟนกัน

ข่าวแมคโดนัลด์ คอร์ปอเรชัน ลงมติไล่ซีอีโอ สตีฟ อีสเตอร์บรูก ออก หลังพบว่ามีความสัมพันธ์กับพนักงานบริษัทคนหนึ่ง แม้จะเป็นความสัมพันธ์โดยสมยอมกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งผิดต่อนโยบายบริษัท แม้จะเคยทำผลงานกู้วิกฤตให้กับแมคโดนัลด์ก็ตาม

หลังพิจารณาและสรุปว่าอีสเตอร์บรูกได้ละเมิดนโยบายบริษัทที่ห้ามไม่ให้ผู้จัดการคบหากับผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ว่าจะขึ้นตรงต่อตัวเองหรือไม่ ในอีเมลถึงบรรดาพนักงานบริษัท ว่าความสัมพันธ์ของเขากับพนักงานนั้นเป็นความผิดพลาด

"จากค่านิยมขององค์กรแล้ว ผมเห็นด้วยกับบอร์ดบริหารว่าถึงเวลาที่ผมจะต้องจากไป" เขาระบุ

ตำแหน่งซีอีโอถูกแทนที่โดยคริส เคมป์ซินสกี อดีตประธานแมคโดนัลด์ สหรัฐอเมริกา ทางด้านอีสเตอร์บรูก กล่าวว่าคริสเป็นพาร์ตเนอร์ที่สำคัญกับตัวเองตลอดช่วง 4 ปีที่รับตำแหน่ง และเป็นคนที่เหมาะสมจะรับช่วงซีอีโอต่อ

ทางแมคโดนัลด์ไม่เปิดเผยรายละเอียดอื่นใดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ซึ่งส่งผลให้อีสเตอร์บรูกถูกไล่ออกในครั้งนี้ว่า อีสเตอร์บรูก เคยเป็นประธานผู้จัดการฝ่ายแบรนด์ของแมคโดนัลด์ และเคยเป็นประธานแมคโดนัลด์ในสหราชอาณาจักรและยุโรปเหนือมาก่อน ก่อนที่จะเข้าสู่ตำแหน่งซีอีโอของแมคโดนัลด์คอร์ปอเรชันในเดือนมีนาคม ปี 2015 ซึ่งเป็นช่วงที่แมคโดนัลด์กำลังเผชิญปัญหาในการรักษาฐานลูกค้าไว้ หลังจากเครือแฟรนไชส์ระดับโลกประกาศว่ายอดขายในสหรัฐฯ ลดลง พร้อมกับที่กำไรทั่วโลกลดลง 33 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรก อีเตอร์บรูกเข้ามาด้วยสัญญาว่าจะตอบสนองต่อความต้องการ ความคาดหวังของผู้บริโภคในปัจจุบันให้ดีขึ้น

ในช่วงที่เขาบริหารนั้นหุ้นของแมคโดนัลด์สูงขึ้นถึงเท่าตัว โดยมีผลงานที่โดดเด่นเช่นการผลักดันให้เกิดการสั่งซื้อผ่านแอปฯ ในสมาร์ตโฟน ชำระเงินออนไลน์ เปิดขายเมนูอาหารตลอดวัน ตัดสินค้าที่ขายไม่ดีออก และสร้างเมนูใหม่ที่ราคาถูกลงมา

เชื่อว่าพนักงานขององค์กรหรือบริษัทหลายคนอาจจะเคยพบกับข้อห้ามหรือกฎแปลกๆ อย่าง ‘การห้ามพนักงานในบริษัทเป็นแฟนกัน’ เพราะพบว่าการคบหากันระหว่างพนักงานในที่ทำงานเดียวกัน มีผลเสียมากกว่าผลดี ซึ่งมีผลวิจัยออกมาพบว่า กว่า 85% ของคนที่เป็นคู่รักในที่ทำงาน จะมีแนวโน้มเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับงาน แถมมีอีกกว่า 57% ถ้ามีโอกาสก็จะหาวิธีหาผลประโยชน์จากบริษัทด้วยการทุจริต เช่น การยักยอกเงิน หรือร่วมกันหาประโยชน์ทางอ้อม ทำให้หลายบริษัทถึงกับตั้งเป็นกฎขึ้นมา และผู้ที่ฝ่าฝืนอาจจะต้องรับบทลงโทษตามกฎที่แต่ละบริษัทตั้งเอาไว้

บริษัทญี่ปุ่นกับความสัมพันธ์ต้องห้าม

ใช่แต่แมคโดนัลด์เท่านั้นที่มีกฎห้ามเป็นแฟนกันในบริษัท บริษัทญี่ปุ่นหลายต่อหลายบริษัทก็มีกฎเหล็กดังกล่าวเช่นกัน 

“ฉันชอบเพื่อนร่วมงานชายในบริษัท เเล้วก็เครซี่เค้า อยากได้เค้ามาก จนเเต่งเรื่องว่าตัวเองนั้นร่างกายอ่อนเเอ เป็นโรคร้าย มีเรื่องกังวลมากมาย ชั้นเล่นละคร ดึงความรู้สึกชักจูงเค้าไปจนในที่สุดเราก็ทั้งคบและ...ได้กัน

“แต่มันไม่จบแฮปปี้เอนดิ้งแบบพวกการ์ตูนดิสนี่ย์น่ะสิ เพราะความสะเพร่าของฉันเองที่ดันส่งอีเมลไปอ้อนเค้าให้ช่วยไปซื้อยารักษาโรคประจำตัว (ที่ฉันกุเรื่องขึ้นมานั่นเเหละ) แล้วเผลอกด CC อีเมลไปหาเพื่อนร่วมงานไปด้วย แล้วเรื่องก็แดงไปถึงหัวหน้า 

“อีกวันเท่านั้นเเหละหัวหน้าเรียกฉันกับเค้า ยอดชายของฉันเข้าไปคุยในห้องเเล้วให้เลือกว่าใครจะเป็นคนที่จะ ‘ลาออก’ จากบริษัท”

นี่คือตัวอย่างเรื่องราวความรักที่นำมาจากเว็บบอร์ดออนไลน์ที่ญี่ปุ่น (ประมาณ pantip บ้าน) ‘ความรักต้องห้าม’ ที่พบเจอได้บ่อยๆ ในบริษัทญี่ปุ่น หากว่ากันตามกฎหมายเเล้วนับว่าไม่มีความผิด (หากไม่ไปเป็นชู้กับคนที่เเต่งงาน) และทนายที่มีชื่อเสียงที่ญี่ปุ่นหลายท่านก็ถือว่าเป็นการใช้อำนาจล่วงละเมิด (Power Harassment) เสียด้วยซ้ำ เพราะความรักถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล

แต่ ‘กฎห้ามรักกัน’ ในออฟฟิศนั้นก็มีอยู่และแพร่หลายในบริษัทญี่ปุ่น อาจจะไม่ผิดกฎหมายแต่ถือว่าผิดกฎวินัย คล้ายๆ ไม่ยอมใส่ยูนิฟอร์มมาทำงาน หรือมาทำงานสาย...และไม่ใช่แค่ในบริษัทเท่านั้น ในร้านสะดวกซื้อ ร้านเสริมสวย งานสายบริการต่างๆ พวกนี้ก็มีกฎวินัยที่ห้ามพนักงานคบกัน เคร่งขนาดไหนน่ะเหรอ...ก็ถึงขนาดห้ามเเลกเบอร์มือถือระหว่างพนักงานด้วยกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกค้า ดังนั้นที่ญี่ปุ่นจึงไม่มีโมเมนต์แบบที่เราพบได้ในไทยอย่าง เฮ้ย เด็กเสิร์ฟคนนั้นสวย เซ็กซี่เป็นบ้า ไปขอเบอร์หน่อยดีกว่า...

ส่วนเหตุผลที่เกิดกฎห้ามมีความรักในบริษัทเดียวกันก็น่าจะพอรู้ๆ กันอยู่เเล้ว เเบ่งเป็น 4 ข้อหลักๆ ก็คือ

  1. ป้องกันปัญหาข้อมูลความลับรั่วไหล (พากันทุจริต)
  2. จะไม่สามารถรักษามาตรฐานความโปร่งใสเวลาประเมินผลงานได้ โดยเฉพาะถ้าคนประเมินกับผู้ถูกประเมินมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกัน 
  3. เป็นอุปสรรคแก่องค์กรที่มีนโยบายไม่เอาเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวมาผสมปนเปกัน
  4. ถ้ามีเรื่องทะเลาะผัวๆ เมียๆ เกิดขึ้นบรรยากาศการทำงานจะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่เรื่องรักเมื่อเกิดขึ้นเเล้วก็ยากที่จะหยุดยั้งได้ จึงมักมีออฟฟิศเลดี้และซาลารี่มังมาเขียนโพสต์ระบายและขอคำแนะนำเรื่องราวความรักต้องห้ามกันอยู่บ่อยๆ ในโลกออนไลน์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะ 

การเล็งเห็นข้อดี “คบกันในที่ทำงานนั้นที่จริงมันก็ดีออกเพราะสามารถระบายเรื่องทุกข์ใจเเละเข้าใจในความทุกข์ของกันเเละกันในที่ทำงานได้”

ความเร้าใจ “ที่จริงก็รู้หรอกว่ามีกฎห้ามมีความรักในออฟฟิศ แต่พอมีเเล้วก็ยิ่งรู้สึกดี เพราะมันต้องหลบๆ ซ่อนๆ กลายเป็นความตื่นเต้น เร้าใจ จนพอเลิกไปก็อยากจะหาคนใหม่ในออฟฟิศต่อเลย ติดใจกับความเร่าร้อนนี้ไปเสียเเล้ว”

ความกังวลและการปกปิด “มีความรักกับหัวหน้า หัวหน้าก็เอ็นดู ผลักดันในหน้าที่การงานให้ได้ดิบได้ดีอะนะ แต่เวลาอยู่ที่ทำงานก็แทบจะห้ามมองหน้าหรือทักทายกันเลย จะสนิทกับใครมากเเค่ไหน แม้เเต่เพื่อนที่สนิทนอกที่ทำงานก็บอกไม่ได้ เพราะกลัวข่าวจะหลุดออกไป..”

แล้วใครล่ะ จะเป็นคนลาออก  

กลับมาเรื่องข้างบนต่อ แน่นอนว่าเป็นฉันที่ต้องเเกล้งบีบน้ำตา ทำเป็นเสียสละ เเล้วขอเป็นคนที่จากบริษัทที่เป็นที่รัก...ทั้งที่จริงฉันรักผู้ชายในบริษัทต่างหาก

ผลสรุปเป็นยังไงน่ะเหรอ ฉันจะบอกให้ (และอยากเหลือเกินที่จะให้หัวหน้าได้รับรู้) หลังจากฉันออกจากงานไป ผู้ชายที่ฉันเครซี่ก็ซึ้งในสิ่งที่ชั้นทำจนอีกปีหนึ่งก็ถึงกับขอฉันเเต่งงานเลยน่ะสิ ตอนนี้เราก็เป็นสามีภรรยากัน เริ่มต้นชีวิตครอบครัวเเบบสวยๆ

ขอบอกว่าฉันไม่เเคร์แล้วละหัวหน้า และก็ขอบคุณสำหรับการมาเป็นหมากตัวหนึ่งของฉัน

5 เหตุผลที่ไม่ควรมีแฟนในออฟฟิศ

มาดูกันสิว่า มีเหตุผลใดบ้างที่ออฟฟิศจำเป็นต้องออกกฎห้ามเป็นแฟนกันเอง

1. กลายเป็นหัวข้อการถูกเม้าธ์ในที่ทำงาน 

เรื่องแบบนี้ ขนาดคนที่ไม่ได้คบกัน พออยู่ลับหลังก็โดนแล้ว ถ้าคุณเกิดคบกันแล้วไปทำอะไรผิดพลาดให้คนกลุ่มนี้เห็นเข้าหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดแล้วล่ะก็ คุณก็จะต้องรับผลกับการถูกวิพากษณ์วิจารณ์หรือซุบซิบในที่ทำงานกันล่ะ ถ้าคุณเป็นคนที่อ่อนไหวกับเรื่องแบบนี้แล้ว คุณอาจจะเครียดจนไม่มีสมาธิในการทำงาน จนส่งผลเสียทั้งต่อตนเองและที่ทำงานด้วย

2. เสียการปกครอง/ บังคับบัญชา 

ถ้าเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง หัวหน้างานกับลูกน้องแล้ว มีโอกาสที่จะสูญเสียความน่าเชื่อถือจากผู้ร่วมงานท่านอื่นหรือลูกน้องได้เลย เพราะมันจะทำให้เกิดข้อสงสัยในเรื่องของความยุติธรรม หรือความลำเอียง

3. มีโอกาสตกงานได้ด้วย

เพราะเชื่อว่า ‘เรื่องอื้อฉาว’ มันเป็นสิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ และเรื่องนี้ มันจะนำไปสู่การพิจารณาหรือคาดโทษในกรณีที่ทำผิดจริง ผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาก็จะเป็นคนตัดสินใจเรื่องหน้าที่ของคุณ เพราะเรื่องไม่ดีที่ทำให้ชื่อเสียงของบริษัทเสื่อมเสียได้นั้น ไม่มีใครอยากให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ผู้ที่กระทำก็ต้องยอมรับผล

4. ความลำบากใจ

ในกรณีที่คนรักจะต้องเลิกรากันไป หลายคู่ที่จากกันด้วยไม่ดี แค่เดินผ่านยังไม่อยากเข้าใกล้ เพราะต่างรู้สึกไม่ดีต่อกันแล้ว คุณก็อาจจะหาวิธีหลีกเลี่ยงเพื่อที่จะไม่ต้องมาพบเจอกันอีก  ลองคิดดูว่า ถ้าเกิดคนทั้งสองทำงานที่เดียวกัน หรือแผนกเดียวกันด้วยซ้ำ จะเกิดอะไรขึ้น เพราะโอกาสที่จะต้องเจอหน้ากันหรือคุยเรื่องงานย่อมหนีไม่พ้นแน่นอน 

5. โดนหัวหน้าจับตามอง

ในบริษัทหลายแห่ง มักจะเห็นด้วยกับกฎที่ว่าห้ามพนักงานในบริษัทเป็นแฟนกันอยู่แลว เพราะในหลายครั้งแทนที่จะส่งเสริมกันในเรื่องของการทำงานกลับกลายเป็นว่ามีผลกระทบเรื่องประสิทธิภาพของการทำงานมากกว่า (ในกรณีที่มีปัญหา) จนหลายที่ถึงขนาดจ้างให้พนักงานคนใดคนหนึ่งออกเลยด้วยซ้ำ



Advertising