ชีวิตและการงาน

อยู่กับโซเชียลฯ

Published 29 ต.ค. 2018

By คำ ผกา

social-media-smart-living-Rabbit-Today-banner

ทำไมคนสมัยนี้เอะอะก็เครียด เอะอะก็ดีเพรส หดหู่ ซึมเศร้า

ฉันคิดว่า ใช้คำว่า ‘คนสมัยนี้’ อาจจะไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะสมัยก่อนหน้านี้ก็อาจจะมีคนเครียด ดีเพรส หดหู่ ซึมเศร้า เยอะแยะไปหมด แต่ไม่มีใครรู้ เพราะใน ‘สมัยโน้น’ ไม่มีโซเชียลมีเดีย ไม่มี ‘สื่อ’ ต่างๆ ที่จะมาเขียน มาพูดเรื่องความดีเพรสของเพื่อนร่วมสังคม และคนที่หดหู่ ดีเพรสก็อาจจะไม่กล้าแม้แต่จะพูดเรื่องดีเพรสของตนเองให้ใครฟัง อย่างมากก็เขียนจดหมายไปตามคอลัมน์ตอบปัญหาชีวิตทั้งหลาย ไม่ต้องพูดถึงความเข้าใจที่ว่าจิตแพทย์มีไว้รักษาคนบ้าเท่านั้น

ฉันจึงมีแนวโน้มว่า ‘สมัยโน้น’ คนที่หดหู่ ดีเพรส น่าจะน่าเห็นใจมากกว่า ‘สมัยนี้’ เสียด้วยซ้ำ เพราะไม่มีชื่อเรียกกลุ่มอาการ ไม่มีพื้นที่ให้อธิบาย ไม่มีชุดภาษาคำศัพท์ที่จะมารองรับอารมณ์ดาวน์ๆ เหล่านี้ และอาจทำให้คนจำนวนไม่น้อยหนีไปบวช ฆ่าตัวตาย เข้าวัด หรือตั้งหน้าตั้งตาทำบุญ ไปหาหมอดู เพื่อเยียวยาจิตใจของตัวเองไปวันๆ

แต่นั่นไม่ได้แปลว่า สภาพสังคมของเราที่เป็นอยู่ในปัจจุบันจะไม่มีส่วนช่วยเร่งความดีเพรสทั้งปวงที่เกิดขึ้น และในความเห็นส่วนตัว (มากๆ) ฉันคิดว่า โลกที่เราเห็นในเฟซบุ๊ก ในไอจี ก็มีส่วนเร่งความดีเพรส หดหู่ ถ้าเรารับมือกับมันได้ไม่ดีพอ

โดยมารยาทแล้ว มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องว่า เรื่องราว รูปภาพที่เราคัดสรรมาโพสต์ลงพื้นที่โซเชียลฯ นั้น ควรเป็นเรื่องราวดีๆ รื่นรมย์ เพื่อไม่ให้เป็นที่เดือดร้อน รำคาญ แก่ผู้พบเห็น แต่ผลอีกด้านของมันคือ เมื่อเราเปิดดูเฟซบุ๊ก หรือไอจีเพื่อน ก็จะเกิดการเปรียบเทียบกับตัวเอง 

ทำไมคนนั้นเขามีเพื่อนเยอะจัง ทำไมคนนี้ก็มีแต่คนรัก ทำไมลูกของคนอื่นเขาน่ารัก เรียนเก่ง แต่ลูกเราสอบได้ที่โหล่ จะเอาไปอวดใครก็ไม่ได้ ดูสิ คนนั้นก้โพสต์รูปใบคะแนน สมุดพก เหรียญรางวัลต่างๆ ทำไมคนนี้ไปเที่ยวต่างประเทศกับแฟนอีกละ อ้าว เพื่อนคนนั้นกินแต่อาหารหรูๆ มิชลิน 2 ดาว 3 ดาว ทุกอาทิตย์เลย 

โน่น เพื่อนอีกคนแม้ไม่รวยก็มีไลฟ์สไตล์เก๋ๆ ไปปั่นจักรยานเที่ยวบ้านสวนริมคลอง ดูมีความสุขจังเลย โอย นี่ก็รูปพรีเวดดิ้งใครเนี่ย เพื่อนของเพื่อนเหรอ ทำไมไฮโซฯ จัง ไปถ่ายถึงอิตาลี ถึงปารีส ชุดก็หรูหรา อลังการ แถมยังแคปชั่นบรรยายถึงตำนานความรักอันน่าทึ่ง บลาห์ บลาห์ บลาห์

ระหว่างที่เราเสพภาพเหล่านี้ บางทีเราอาจหลงลืมไปว่า นี่ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตของเพื่อนแต่ละคน ทว่ามันคือ ภาพและเรื่องราวที่ถูกคัดสรรมาแล้วว่า เราจะให้คนอื่นเห็นและรู้จักเราอย่างไร 

และในการคัดสรรนี้ก็มีหลายแบบ บางคนชิลล์มาก มีเรื่องราวที่ดูเรียล ดูบ้านๆ เป็นธรรมชาติ มีสุข มีทุกข์อันเป็นสามัญ แต่มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม จะสะสมมายด์เซตไว้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัวว่า ภาพสำหรับ ‘ออกสื่อ-โซเชียล’ ต้องเป็นภาพที่ดีที่สุด ต้องเป็นภาพที่ใครเห็นแล้วต้อว้าว ต้องทึ่ง ต้องอิจฉา หรืออย่างน้อยๆ ต้องได้ความประทับใจว่า เฮ้ย…คนคนนี้เขาไม่ธรรมดานะ หรือคนคนนี้เขารสนิยมดีจังเลย คนนี้ฉลาดจังเลย คนนี้อ่านหนังสือเยอะจัง ฯลฯ

และผลพวง หรือ byproduct มันก็น่าสนใจมาก นั่นคือในท่ามกลางการคัดสรรเรื่องราวดีๆ หรือการหามุมที่ดีที่สุดมานำเสนอในโลกโซเชียล ส่งผล 2 ประการคือ ทำให้คนกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่า ชีวิตของตนเองช่างต้อยต่ำ ช่างไม่สนุก ช่างไม่ฉลาด ช่างไม่เก๋ อีกกลุ่มหนึ่ง ก็เกิดแรงผลักว่า จะต้องได้สำแดงความเก๋ ความเก่ง ความฉลาด ความรวย ความไฮโซฯ ความครอบครัวอบอุ่นอย่างนั้นลงในโลกโซเชียลบ้าง

ผลพวง 2 ประการนี้ฉันคิดว่ามันสร้างความดีเพรสให้กับเราได้ไม่น้อย ทั้งความรู้สึกด้อยค่า หรือความพยายามมากเกินไปที่จะมี ‘ตัวตนอันโดดเด่น’ อยู่บนโลกใบนั้น

ตัวฉันเองในหลายครั้งที่ออกไปกินข้าวแล้วสิ่งแรกที่ทำคือถ่ายรูป จากนั้นก็โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ทำไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่ง ฉันกลับมาถามตัวเองว่า ฉันต้องการอะไรจากการลงรูปเหล่านั้น

อยากให้เพื่อนเห็น คำถามต่อไปคือ เพื่อนทุกคนในเฟซเป็นพันเป็นหมื่นนั้นหรือ คำตอบคือ ไม่นี่นา เรามีเพื่อนบางคนเท่านั้นที่เราอยากอัปเดตเรื่องอาหาร เรื่องร้านใหม่ๆ ของเรา เออ...แล้วทำไมเราไม่ส่งเข้ากลุ่มเพื่อนไปเลยล่ะ

คนอื่นอาจจะไม่มีปัญหานี้ แต่ตัวฉันต้องถามตัวเองทุกครั้งที่จะโพสต์รูปอะไรลงโซเชียลว่า เราโพสต์เพื่อ ‘แบ่งปัน’ ประสบการณ์อย่างบริสุทธื์ใจ หรือโพสต์เพื่ออวดว่า ‘ชั้นมีชีวิตที่ดีนะจ๊ะ’ หรือโพสต์เพื่อ ‘เรียกร้องความสนใจ’ ถามซ้ำไปซ้ำมาสักนิด และแม้ในบางครั้งจะได้คำตอบว่า ‘เฮ้ยย ก็แม่-งอยากอวดจริงๆ’ ซึ่งฉันก็จะตัดสินใจโพสต์โดยบอกตามตรงนี้ อันนี้ขออวด อันนี้ตั้งใจอวด อันนี้อยากให้คนอิจฉา

การดีลกับการสื่สารในโลกโซเชียลแบบนี้ สำหรับฉัน อย่างน้อยมันช่วยให้เรามีสติกับ ‘ภาพมายา’ ในโลกโซเชียลมากขึ้น จริงจังกับมันน้อยลง และใครที่คิดว่ามีความดีเพรสอะไรบางอย่างกับชีวิตที่หาคำอธิบายไม่ได้ อาจลองกลับมาทบทวนผลกระทบทางอารมณ์ที่เราได้รับจากโลกโซเชียลดูบ้าง อาจจะพบว่ามันส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงเราแบบที่เราเองแทบไม่รู้ตัว



Advertising