ชีวิตและการงาน

ได้เวลา 'ปรนเปรอตัวเอง'

Published 19 ธ.ค. 2018

By คำ ผกา

Take-care-of-yourself-smart-living-Rabbit-Today-banner

เมื่อสัก 20 ปีที่แล้วคุยกับเพื่อนคนอเมริกัน เขาบอกว่า อยากรู้ว่าใครเป็นอเมริกันให้ถามว่าคนนั้นกินโพรแซ็คหรือเปล่า  

20 ปีที่แล้วนั้นในเมืองไทยและคนไทยยังไม่มีใครพูดเรื่องโรคซึมเศร้ากันเลย และฉันก็เห็นว่าน่าขันเสียเหลือเกินที่คนอเมริกัน (ตามคำบอกเล่าของเพื่อน) มีโพรแซ็ค หรือยากล่อมประสาทเป็นที่พึ่งทางใจ เอะอะ คิดอะไรไม่ออกก็กรอกโพรแซ็คสักเม็ดสองเม็ดมากินกันง่ายๆ เลยหรือ

แต่นั่นแหละ ตัดเวลากลับมา ณ ตอนนี้ คนรู้จักรอบๆ ตัวฉัน 5 ใน 10 คน กินยาที่เรียกว่า ‘ยาต้านเศร้า’ และเนื่องจากฉันไม่มีความรู้เรื่องโรคซึมเศร้าเลย จะขอเว้นไม่พูดถึงคนที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจริงๆ แต่ในจำนวนคนที่กินยาโรคซึมเศร้าอยู่ก็มีไม่น้อยที่แม้แต่หมอเองก็บอกว่า หากเปลี่ยนการใช้ชีวิต ก็อาจจะไม่ต้อง ‘กินยา’

เช่นเพื่อนของฉันคนหนึ่ง หมอบอกกับเธอมาตลอดว่า ถ้าเลิกกับแฟนได้ อาการเศร้า เครียด ที่ต้องใช้ยาช่วยก็จะหายไป แต่ถ้ายังเลิกไม่ได้ ก็ต้องกินยาพยุงชีวิตให้สามารถทำงาน ดำรงชีวิตไปได้ แล้วมันก็นำมาสู่คำถามที่ว่า เออ...ถ้าเรารักแฟนมาก แต่แฟนคนนี้สามารถนำความเครียดบางอย่างมาสู่ชีวิตเรา สิ่งที่เราต้องทำ คือ กินยาต้านเศร้าไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตงั้นหรือ

ถามต่อไปอีกว่า แฟน ยังเป็นสิ่งมีชีวิตที่เลิกได้ แต่ถ้าสาเหตุของความเครียด ความเศร้า ที่ทำให้เราต้องไปอาศัย ‘ยา’ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดในชีวิต ให้เราได้นอนหลับตาลงได้ทุกๆ คืน คือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ที่เราหย่าขาด เลิกรากับพวกเขาไม่ได้จะทำอย่างไร

หลายๆ คนบอกว่า ในเมื่อเราหย่าขาดกับคนในครอบครัวไม่ได้ เลิกรากับพ่อ แม่ พี่ น้อง ของเราไม่ได้ ก็ไม่ผิดหรอกที่เราจะต้องพึ่งพิงยาต้านเศร้าไปเรื่อยๆ ขออย่างเดียว ให้อยู่ในการดูแลของหมอ ให้ได้รับยาที่ถูกต้อง หรือมีการปรับยาอย่างเหมาะสม และท้ายที่สุด มนุษย์ทุกคนจะทุกข์มากหรือน้อย แต่ละคนก็ต้องมีการ ‘พึ่งพิง’ อะไรบางอย่างเพื่อคลายทุกข์บางประการในชีวิตอยู่แล้ว

เช่น บางคนพึ่งกาแฟ บางคนพึ่งชานมไข่มุก บางคนพึ่งบุหรี่ บางคนพึ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิด บางคนพึ่งฟิตเนส บางคนพึ่งการช้อปปิ้ง บางคนพึ่งอาหารอร่อยๆ บางคนพึ่งโยคะ บางคนพึ่งพระ บางคนพึ่งหมอดู บางคนพึ่งการนั่งสมาธิ วิปัสสนา ฯลฯ

ภาวะที่เรา  Depend on บางอย่าง คือภาวะเดียวกับที่เราต้อง Depend on ยาต้านเศร้า ยานอนหลับ หรือโพรแซ็ค นั่นแหละ และไม่ว่าเราจะ Depend on  อะไร ก็ย่อมมี ‘ผลข้างเคียง’ ของมันอยู่แล้ว เช่น ถ้าเราไปพึ่งพิง (หรือเสพติด) ชานมไข่มุก ก็อาจจะทำให้เราอ้วน สุขภาพไม่ดี การไปนั่งปฏิบัติธรรมก็อาจมีผลข้างเคียงอื่นๆ ที่คาดไม่ถึง เช่นเพื่อนฉันคนหนึ่งไปเจอ 18 มงกุฎในวัด แล้วก็ถูกหลอกให้ซื้อบ้านซื้อที่ โดนโกงกันหมดไปเป็นล้าน

ส่วนฉันได้ตกผลึกกับตัวเองว่า คนเราในโลกนี้ย่อมไม่มีใครเลยที่ไม่ทุกข์ ไม่เศร้า ไม่เครียด ดังนั้นไม่มีใครมีชีวิตอยู่โดยไม่ ‘พึ่งพิง’ หรือ Depend on อะไรได้เลย และการ Depend on  ‘ยาต้านเศร้า’ อาจจะเป็นการ ‘พึ่งพิง’ ที่ตรงไปตรงมาที่สุด ตรงประเด็นที่สุด ไม่ต้องไปฟังไลฟ์โค้ช ไม่ต้องไปท่องธรรมะ ไม่เสี่ยงต่อการเจอ 18 มงกุฎ ไม่เสี่ยงต่อการถูกทำให้ไขว้เขว ในเชิงตรรกะของการใช้ชีวิตจากพระ หมอดู หรือ คนทรง จ่ายเงินค่าปรึกษาหมอเป็นรายชั่วโมง รับยา จ่ายค่ายาไปตามบิล ผลข้างเคียงทางสุขภาพ ก็ว่ากันตามอาการ

แต่ทีนี้ มันอาจจะมีภาวะ ‘พึ่งพิง’ ที่ให้ผลบวกต่อใจต่อกายได้ดีกว่า ‘ยา’ ไหม

สำหรับฉัน มีดังต่อไปนี้ การดื่มกาแฟหอมๆ ยามเช้า การดื่มไวน์โรเซ่เย็นเจี๊ยบหลังจากอาบน้ำ การฝึกโยคะที่ไม่เอาจริงเอาจังจนเกินไป การปลูกต้นไม้ การนัดกินข้าวกับเพื่อนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง 

การเสพติด หรือพึ่งพิงสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เรามีสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจอย่างประหลาด เจองานยากงานเหนื่อยแค่ไหน ก็บอกตัวเองว่า เดี๋ยวนะ เดี๋ยวพอเรากลับบ้านแล้ว เราจะจิบไวน์เย็นเจี๊ยบ เย็นที่สุด จากแก้วใบที่สวยที่สุด จิบช้าๆ อ้อยอิ่งอยู่กับความละเมียดละไมนั้นนานๆ 

การบำบัดความเครียด ความเศร้าที่แท้จริง อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราลืมถามตัวเองว่า

“วันนี้ได้ให้เวลากับตัวเองแล้วหรือยัง”

เวลาที่เราจะปรนเปรอตัวเองและทุกสิ่งอย่างเป็นของเราลำพังแต่เพียงผู้เดียว



Advertising