ชีวิตและการงาน

ขออยู่ไกลๆ คน

Published 5 ก.ย. 2018

By คำ ผกา

stay-alone-smart-living-Rabbit-Today-banner

อยู่คนเดียวไม่เหงาหรือ

โอ้โห! นี่เป็นคำถามคลาสสิกมาก และฉันเองไม่แน่ใจว่าตัวเองจะสามารถเป็นเคสตัวอย่างสำหรับการตอบคำถามนี้ได้หรือเปล่า เพราะตั้งแต่จำความได้ ความปรารถนาสูงสุดคือการอยู่คนเดียว

เฮ้ย…โม้หรือเปล่า เด็กที่ไหนจะอยากอยู่คนเดียว อย่างน้อยก็ต้องกลัวผี แต่ก็นั่นแหละ ฉันออกจะเป็นเด็กแปลกอยู่สักหน่อย ที่ไม่ได้ผ่านวัยเด็กแบบอ่านการ์ตูน ดูการ์ตูน เล่นตุ๊กตา อ่านนิทาน รวมไปถึงไม่กลัวผี

เมื่อแรกรู้จัก ‘ผี’ ก็เอาไปถามยาย ยายก็ตอบมาง่ายๆ ว่า ‘ผี’ ไม่มีจริง เท่านั้นเอง จบข่าว (แม้บ้านเราจะไหว้ผี แต่ผีบรรพบุรุษที่เราไหว้ ไม่ใช่ผีที่จะออกมาแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกคนไง แต่เป็นวิญญาณบรรพบุรุษที่คอยดูแลเรา และถ้าอยากลงโทษเราเขาจะไม่มาแลบลิ้นปลิ้นตา แต่อาจจะมาทำให้เราเจ็บป่วย ปวดท้อง ปวดหัว โดยไม่มีสาเหตุ อย่างนี้เป็นต้น)

ทำไมฉันถึงอยากอยู่คนเดียว

สำหรับฉัน บ้านและการอยู่ร่วมกับคนอื่น ยิ่งอยู่ในฐานะที่เป็นเด็ก ฉันรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน เพราะเราจะเป็นคนที่มีอำนาจน้อยที่สุด โดนดุมากที่สุด และต้องเชื่อฟังคำสั่ง ต้องทำงาน บางทีในฐานะที่เป็นเด็กก็เป็นที่รองรับอารมณ์ของผู้ใหญ่ เถียงก็ไม่ได้ จะยิ่งโดนด่าหนักกว่าเดิม

ในฐานะที่เป็นเด็ก เราก็จะโดนห้ามทำนู่นทำนี่  เช่น ห้ามกินน้ำอัดลม ห้ามดูทีวีดึกๆ ห้ามอ่านนิยาย และที่หนักไปกว่านั้น ที่บ้านฉันสอนแปลกมากคือ สอนว่า ‘ห้ามอยู่เฉยๆ’

ห้ามอยู่เฉยๆ แปลว่า ห้ามนั่งเล่น นอนเล่น โดยไม่มีผลิตภาพใดๆ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น นั่นแปลว่า ห้าม ‘ว่าง’ ถ้ามีเวลาว่างก็ต้องหาอะไรมาทำตลอดเวลา เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน ผ่าฟืน เก็บผัก ทำกับข้าว ขายของ งานตัวเองเสร็จก็ควรจะไปสอดส่ายดูว่าคนอื่นมีงานอะไรแล้วไปช่วยทำ

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมฉันจึงไม่เคยเล่นตุ๊กตา อ่านนิทาน หรือแม้แต่จะดูทีวีได้แบบต่อเนื่อง มีบ้างแวบๆ แอบเปิด หรือลองดูสักตั้งว่าวันนี้จะดูละครเรื่องโปรดไปได้กี่ตอน โดยไม่ถูกเรียกใช้ไปทำงานอะไรสักอย่าง

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงมีความปรารถนาลึกๆ อยู่เสมอว่า เอาเถอะ เป็นผู้ใหญ่เมื่อไหร่ จะอยู่บ้านคนเดียว จะไม่ให้ใครมายุ่งแล้วจะได้ทำอะไรก็ได้อย่างที่ใจอยากทำ อยากจะดูทีวีวันยังค่ำ ก็จะดู อยากจะนอนอ่านนิยายทั้งวันทั้งคืนก็จะอ่าน อยากจะนอนกินขนมทั้งวันก็จะกิน

นี่ยังไม่นับสารพัดดราม่าในครอบครัว คนนั้นทะเลาะกับคนนี้ คนนี้ทะเลาะกับคนนั้น แม่โกรธลูก ลูกโกรธพ่อแม่ ตา ยาย  ทะเลาะกัน น้าๆ ทะเลาะกัน ลูกคนนั้นมีปัญหา หลานคนนี้ต้องการความช่วยเหลือ--โอ๊ย…ยยย การอยู่เป็นครอบครัวมันปวดหัวสุดๆ

นั่นแหละ เมื่อเริ่มทำความเข้าใจกับโลกได้ ความปรารถนาอันแรงกล้าที่สุดของฉันคือการได้เป็น   ‘เจ้าของบ้าน’ ที่มีความหมายตรงตามตัวอักษร ทุกประการ

จุดปลดปล่อยแรกคือ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย แล้วได้ไปอยู่หอในมหาวิทยาลัย อื้อหือ เสรีภาพในชีวิตมันหอมหวานจริง มันเหมือนได้เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง วางแผนการใช้เวลาในแต่ละวันเอง อยากจะนอนตื่นกี่โมงก็ได้ ถ้าไม่มีเรียนตอนเช้า ในขณะที่ตอนอยู่บ้านนั้น สำหรับมาตรฐานบ้านฉัน ใครตื่นนอนตอน 7 โมงเช้าที่ถือเป็นความเลวร้าย น่าละอาย คือความขี้เกียจ คือบาป คือการแบกความรู้สึกผิดอย่างมหันต์

พอได้อยู่หอพักเท่านั้นแหละ อยากกินเวลาไหน อยากนอนเวลาไหน อยากกลับหอเวลาไหน ก็ไม่มีใครคอยตาม คอยถาม และแน่นอน คอยด่า--มันเป็นบาดแผลทางใจที่ใหญ่มากเลย นึกถึงสมัยเด็ก ที่พอกลับบ้านเกินเวลานิดหนึ่งแล้วจะต้องเดินเข้าบ้านไปด้วยจิตใจอันส่ำระสาย หรือเวลาไปเที่ยวที่ไหนๆ แล้วพอจะถึงเวลากลับ มันจะโหวงๆ เศร้า คือไม่อยากกลับบ้านเลยแม้แต่น้อย

แล้วให้ตายเถอะ ฉันไม่มีความรู้สึกคิดถึงบ้านหรือคิดถึงใครที่บ้านเลย มีความสนุกๆๆๆ มีแต่ความสุขๆๆๆ จะกลับบ้านก็ต่อเมื่อถึงเวลาไปรับเงินรายอาทิตย์  และการนอนบ้านอาทิตย์ละคืนก็เป็นสิ่งที่รู้สึกว่า เออ...พอรับได้

จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ความฝันของฉันคือ ไปไหนก็ได้ให้ไกลๆ จากบ้าน (ซึ่งในที่นี้แปลว่าครอบครัว) และการได้มีบ้านที่อยู่เพียงลำพังคนเดียวเท่านั้น



Advertising