ชีวิตและการงาน

ปล่อยวางช่างมัน (บ้าง)

Published 25 มี.ค. 2019

By คำ ผกา

Take-it-easy-smart-living-Rabbit-Today-banner

คำว่า ‘ปล่อยวาง’ ให้กลิ่นอายแบบคนเคร่งศาสนา หรือถือศีลกินเจอย่างไรชอบกล ถ้าเราจะเปลี่ยนคำว่า ‘ปล่อยวาง’ เป็นคำว่า Relax หรือ Take it easy ก็จะค่อยฟังดูเป็นมนุษย์มนาขึ้น 

ที่สำคัญคำว่า ‘ปล่อยวาง’ สำหรับฉันมีนัยของการหนีปัญหา หันหลังให้ปัญหา ไม่สนใจ ไม่แยแส ไม่รับผิดชอบ ในขณะที่คำว่า Relax หรือ Take it easy ทำให้เรารู้สึกว่า เรายังอยู่กับปัญหา หรืออุปสรรคนี้อยู่ เพียงแต่ไม่หายใจเข้าออกเป็นเรื่องนี้เรื่องเดียว ถือมันไว้หลวมๆ ทิ้งที่ว่างระหว่างเรากับปัญหาเครียดๆ นั้น แล้วค่อยๆ ดูว่าจะหาทางออกอย่างไร หรือจะอยู่กับมันอย่างไร จะผ่อนหนักเป็นเบาอย่างไร

ตัวฉันเองเป็นตัวอย่างของคนที่อยู่ไกลจากคำว่า Relax มากที่สุด และในหลายครั้งมันส่งผลให้เกิดความ ‘ตึง’ แต่ด้วยความที่เราอยู่กับความตึงเช่นนั้นมาตลอดชีวิต เราก็คิดว่านั่นเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา ชีวิตมันก็ต้องตึงๆ แบบนี้แหละ ถ้าไม่ตึง ทุกอย่างก็เละตุ้มเป๊ะหมดสิ

ดูเผินๆ อาการตึงนี้จะคล้ายๆ กับคนที่วางแผนกิจกรรมในชีวิตประจำวันอย่างรอบคอบ ซึ่งมันก็มีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความวิตกกังวลล่วงหน้า อาการพารานอยด์ จนสูญเสียชั่วขณะ ที่ควรได้ผ่อนคลายในชีวิตไปอย่างไม่รู้ตัว แม้แต่ในเรื่องง่ายๆ เช่น จัดปาร์ตี้ที่บ้าน ที่ฉันอาจจะเฝ้าย้ำคิดย้ำทำว่าควรจะเริ่มทำอาหารกี่โมง และอาหารควรจะพร้อมกี่นาทีก่อนเพื่อนจะมาบ้าน เลยเถิดไปจนถึงการทำชา ต้มชา เอาชาไปแช่เย็นเป็นเครื่องดื่มหลังจากทุกคนเมาไปแล้ว คิดไปจนถึงเรื่องควรมีที่ทิ้งขยะกี่จุด 

และนั่นแปลว่าฉันคิดเลยเถิดไปถึงว่า ระหว่างกินอาหาร ทำอย่างไรให้โต๊ะเลอะเทอะน้อยที่สุด มีเศษอาหาร เศษทิชชูน้อยที่สุด คิดยาวไปถึงว่าจะสร้างสรรค์เมนู และขั้นตอนการกินอาหารอย่างไร ให้ง่ายต่อการจัดเก็บและทำความสะอาดตอนจบมากที่สุด คิดเลยเถิดไปจนถึงว่าเมื่อปาร์ตี้จบลง บ้านจะกลับคืนสู่สภาพปกติเร็วที่สุด และสะอาดเรี่ยมเร้เรไรที่สุดโดยเหนื่อยน้อยที่สุดอย่างไร

ความบ้าบอของเรื่องนี้คือ ทั้งหมดที่ฉันคิดไม่มีวันจะเกิดขึ้น งานปาร์ตี้สังสรรค์คือความสนุก คือความผ่อนคลาย ถ้าฉันมัวแต่จะคำนวณเวลาว่าแกงจะเสร็จพอดี ร้อนพอดี ตอนเพื่อนมาบ้าน หรือนั่งจินตนาการว่าจานชามจะถูกเรียงลงในอ่างล้างจานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างไร ฉันก็คือเจ้าบ้านประสาทแดก ที่ทำลายความสนุกของทุกคน และคงไม่มีใครอยากมาหาที่บ้านอีกเลย

แล้วลองคิดดูว่าในหลายกรณี ฉันเป็นคนที่ตึงได้เบอร์นี้กับทุกๆ เรื่องของชีวิตอย่างน่ากลัว และเสียเวลา เสียพลังงานไปกับความเครียดล่วงหน้า และการวางแผนล่วงหน้าสำหรับความสมบูรณ์แบบที่ไม่มีอยู่จริงไปเยอะมาก ที่สำคัญมันเหนื่อยสุดๆ เคยแม้กระทั่งทำความสะอาดบ้าน ครัว ทิ้งขยะ และอื่นๆ หลังงานปาร์ตี้ อยู่จนเกือบรุ่งสาง เพียงเพราะอยากตื่นมาแล้วเห็นบ้านสงบ เรียบร้อย โดยละม่อม

ถามว่าทำแบบนี้มันผิดไหม ก็ไม่ผิด แล้วถ้ามีความสุขก็ทำไป แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ เราจำเป็นต้องขูดรีดร่างกายของเราขนาดนั้นเลยหรือ เพื่อตอบสนอง ‘ความอยาก’ ที่ออกจะไร้เหตุผลไปสักนิด 

ไม่ได้แปลว่าเราต้องปล่อยให้บ้านเละ เขรอะ เศษอาหารกระจุย ขยะล้น จนแมลงสาบและหนูออกมาจัดปาร์ตี้ต่อจากเราอีกรอบ ลองทำแค่เก็บกวาดเท่าที่จำเป็น และเอาเวลานั้นไปนอนหลับพักผ่อน เก็บเรี่ยวแรงไว้ ตื่นเช้ามาอย่างสดชื่น แล้วเริ่มต้นทำความสะอาดบ้าน พร้อมกับจิบกาแฟหอมๆ ไปอย่างร่าเริงแบบคนที่นอนเต็มอิ่มจะดีกว่าไหม ครัวเลอะนิดเดียว บ้านเลอะนิดเดียว โลกก็ไม่ได้ล่มสลาย แมลงสาบยังไม่ได้เข้ามายึดครองบ้านไปเป็นอาณานิคมของมัน แต่ที่แน่ๆ เราได้ทะนุถนอมร่างกายอย่างที่มันควรจะเป็น

เมื่อหันมามองมิติอื่นๆ ในชีวิต ฉันพบว่าเมื่อ Relax ความสุขนั้นเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่ไม่มีความเสียหายร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นอย่างที่เคยจินตนาการ เช่น ฉันไม่ ‘ตึง’ กับตัวเองจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ เช่น ถ้ามีคลาสโยคะ 10.15 น. ฉันจะเครียดมากถ้า 09.20 น. ยังไปไม่ถึง พอลดความตึงลง ก็เพิ่งรู้ว่าไปถึง 10.10 น. ก็ยังมีเวลาอีกตั้ง 5 นาที ที่จะเข้าห้องน้ำ หวีผม เตรียมตัว อย่างเหลือเฟือ

เพราะฉะนั้น ใดๆ ก็ตามที่ไม่เป็นไปตามแผน ไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวัง ไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่จินตนาการเอาไว้ สิ่งที่พึงบอกตัวเองก็คือ Relax และเตือนตัวเองว่าความสมบูรณ์แบบไม่มีอยู่จริง 

ความผิดพลาดใดๆ ที่เกิดขึ้น เรามีโอกาสได้ทำใหม่เสมอ และมันอาจจะพลาดได้อีกเสมอ หรือความบกพร่องบางอย่างของเราที่เกินเยียวยา เช่น ความซุ่มซ่าม ความขี้ลืม ความโก๊ะกัง กะละมังแตกต่างๆ ความเด๋อ ความสะเหล่อใดๆ มันก็เป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของทุกความโง่งมบนโลกใบนี้
โลกไม่แตกเพียงแค่เราไม่เพอร์เฟ็กต์

ผิดแผนก็เบี่ยงแผนแล้วหาความรื่นรมย์จากสิ่งอื่นๆ เท่าที่จะหาได้ต่อไป



Advertising