ชีวิตและการงาน

เครือข่ายรถยนต์ส่วนตัวเพื่อบริการสาธารณะช่วยแก้ปัญหาจราจรได้จริงหรือ

Published 19 ก.พ. 2019

By พนิต ภู่จินดา

Transportation-Network-Company-smart-living-Rabbit-Today-banner

ปัญหาการจราจรเป็นปัญหาสำคัญของชีวิตเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหานครต่างๆ ของโลก 

จึงได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยแก้ปัญหาจราจรออกมามากมาย มาตรการหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากคือ เครือข่ายรถยนต์ส่วนตัวเพื่อบริการสาธารณะ (Transportation Network Company หรือ TNC) มีหลายบริษัททีเดียวที่ให้บริการแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็น Grab Car, Uber, Lyft โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศไทยที่แท็กซี่ทั้งขาดแคลนและเล่นตัวในการรับผู้โดยสาร TNC จึงได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับเมืองใหญ่อื่นๆ ทั่วโลก ประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้นด้วยบริการที่ดีกว่า เนื่องจากผู้ขับรถเป็นเจ้าของรถเสียเอง จึงดูแลรถเป็นอย่างดี และสามารถไปทุกที่ตามความประสงค์ของผู้โดยสาร เนื่องจากไม่ได้อยู่ในระบบอู่แท็กซี่ที่ต้องเอารถไปคืนกะให้ตรงเวลา

แต่ในความเป็นจริงแล้ว TNC ช่วยทำให้การจราจรในเมืองดีขึ้นหรือเปล่า การศึกษาของนักวิชาการในประเทศสหรัฐอเมริกาชื่อ Bruce Schaller ได้แสดงให้เห็นว่า บริการแบบใหม่นี้ได้เข้ามาให้บริการแทนแท็กซี่ถึง 85% และทำให้ระยะทางในการเดินทางเพิ่มขึ้นถึงปีละ 5.7 พันล้านไมล์ ที่น่าตกใจคือ ที่เราตีความว่า TNC เป็นขนส่งมวลชนประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับแท็กซี่ โดยหวังว่าจะช่วยลดการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวลงได้บ้าง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับไม่ใช่แบบนั้นเลย

ในสหรัฐอเมริกา ผู้ที่ใช้ TNC ถึง 60% เป็นคนที่ ‘เปลี่ยน’ รูปแบบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่นการเดินเท้า การขี่จักรยาน หรือการเดินทางด้วยขนส่งมวลชนประเภทอื่น อีก 20% เป็นคนที่เปลี่ยนจากการใช้แท็กซี่ปกติมาเป็น TNC มีเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่เปลี่ยนจากการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาเป็นบริการแบบใหม่นี้ ข้อมูลทางสถิตินี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า TNC กลายมาเป็นคู่แข่งของรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นบริการบนทางวิ่งเฉพาะ ในขณะที่ TNC วิ่งปะปนกับรถยนต์อื่นๆ บนถนนที่รถติดมากมายอยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังมีสถิติอีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจ คือการที่ TNC เป็นรูปแบบของการโทรเรียกไปรับที่สถานที่และเวลาตามความต้องการของลูกค้า ดูว่าน่าจะประหยัดเวลาและระยะทางลง แต่ในความเป็นจริง TNC กลับต้องเดินทางเฉลี่ยถึง 3 ไมล์เพื่อจะบริการลูกค้าเพียง 5.2 ไมล์เท่านั้น แสดงว่าคนขับรถต้องวิ่งฟรีถึงเกินครึ่งของระยะทางที่ให้บริการลูกค้า ในขณะที่รถแท็กซี่ปกติสามารถจอดรอตามจุดต่างๆ ที่มีปริมาณผู้ต้องการโดยสารมากได้ ทำให้รถแท็กซี่ปกติไม่ออกมาวิ่งเกะกะบนถนนที่รถติดอยู่แล้วมากเท่ากับบริการรูปแบบใหม่นี้

และมีการคาดการณ์ว่าถ้า TNC ขยายตัวมากขึ้นไปกว่านี้ ก็จะยิ่งทวีปัญหาด้านการจราจรให้กับเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองขนาดใหญ่ที่มีปัญหาการจราจรมากอยู่แล้ว นิวยอร์กซิตี้จึงได้เริ่มแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการออกกฎระเบียบสำหรับ TNC ให้เข้มงวดขึ้น ทั้งการกำหนดรายได้ขั้นต่ำของคนขับ และการกำหนดรูปแบบของใบขับขี่ที่จะต้องแตกต่างจากรถยนต์ส่วนตัวทั่วไป

อย่างไรก็ตามปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้า TNC ยึดมั่นอยู่บนหลักการของรูปแบบการให้บริการเฉพาะของตัวเองที่ตั้งไว้แต่แรก เพราะบริการแบบนี้เป็นไปตามหลักการ ‘Car Sharing’ คือจะให้บริการผู้โดยสารเฉพาะคนที่จะเดินทางไปในพื้นที่และเวลาเดียวกับคนขับรถเท่านั้น ไม่ใช่มาวิ่งบริการไปทั่วตลอดทั้งวันเป็นอาชีพเหมือนกับโทรเรียกแท็กซี่มารับที่บ้าน

ถ้า TNC ได้ให้บริการตามหลักการที่ถูกต้อง ระยะทางวิ่งฟรีก็น้อย และสามารถช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของผู้โดยสารร่วมจากการใช้รถยนต์ส่วนตัวมาเป็นการใช้รถยนต์ส่วนตัวร่วมกับคนอื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ยานพาหนะมากขึ้นต่างหาก การใช้งานและการโฆษณาที่ผิดประเภทและผิดหลักการก็นำมาซึ่งปัญหาดังนี้แล



Advertising